ก่อนนึกว่าอีก 5 ปีเราจะทำอะไร เอา ‘เย็นนี้กินอะไร’ ให้รอดก่อน : ไต่ระดับความสุข 3 ขั้นเพื่อให้ตัวเองไม่เครียดที่จะไขว่คว้า ‘ความสุข’ 

สุขใดเล่าจะเท่าศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 

วันจันทร์ถูกรับเลือกให้เป็นวันที่คนอารมณ์หม่นหมองที่สุดในสัปดาห์ เพราะแค่นึกถึงชีวิตก็พลันห่อเหี่ยวจนกินข้าวไม่อร่อย และรอคอยให้วันอาทิตย์มีสัก 60 ชั่วโมง หรือมีวันอาทิตย์ตลอดไป ความสุขของคนวัยทำงานถูกวางไทม์ไลน์ไว้ในวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ เหมือนคำคมที่ยกไปในบรรทัดแรกของบทความนี้ 

แล้วความสุขของคนวัยอื่นๆ ล่ะ คืออะไร?

เด็กม.3 ได้คุยไอจีกับรุ่นพี่ม.5 ที่แอบชอบ 

น้องๆ ม.6 สอบติดคณะที่ต้องการ

น้าได้รถยนต์คันใหม่

ตาได้เที่ยวต่างประเทศกับหลานๆ 

ความสุขเป็นปัจเจก หรือเรื่องเฉพาะบุคคลมากๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนมากกว่า 70% ล้วนเคยมีประสบการณ์ด้านความสุขร่วมกันคือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า เมื่อไหร่เราจะมีความสุขสักที แล้วความสุขขั้นไหนเราถึงจะเป็นสุข? 

ก่อนจะไปถึงคำตอบนั้น ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และสอนเรื่องเศรษฐศาสตร์ความสุข Nanyang Technological University ประเทศสิงคโปร์ ตั้งคำถามว่า “เราเข้าใจความหมายของความสุขกันจริงๆ ไหม” 

อาจารย์ณัฐวุฒิ อธิบายเพิ่มเติมว่าในเชิงวิชาการ มันจะมีความสุขในเชิง Cognitive ที่จะประเมินว่าเรามีความพึงพอใจในชีวิตมากน้อยขนาดไหน เช่น เรามีงานทำหรือเปล่า เรามีรายได้ดีมั้ย เราแต่งงานหรือยัง ส่วนนี้หลักๆ คือการประเมินตัวเอง เป็นความพึงพอใจ ไม่ใช่ Happiness ที่แปลตรงตัวว่าความสุข 

ในทางทฤษฏี นักจิตวิทยาสรุปรวม ‘ความสุข’ ออกเป็น 3 ช่วงมิติเวลา 

  • ความสุขระยะสั้น คือ Affective well-being คืออารมณ์ในแต่ละวันของเราที่เกิดขึ้นและจบไปในแต่ละวัน มีทั้งด้านบวกและด้านลบ และจากการวิจัยของแดเนียล คาฮ์นะมัน (Daniel Kahneman) นักจิตวิทยาด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม พบว่า ความสุขระยะสั้นประเภทนี้่ไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับสภาวะทางเศรษฐกิจเเละสังคม ​

“Happiness คือความรู้สึก ซึ่งอยู่ใน Affective well-being ความสุขระยะสั้น หรืออารมณ์และความรู้สึกประจำวันที่เรามักจะรู้สึกกัน หมายความว่าในแต่ละวัน คุณยิ้มน้อยยิ้มมาก หัวเราะ เศร้าขนาดไหน ตัวแปรของ happiness และความพึงพอใจมันคนละเรื่องกัน และนิยามของความทุกข์ มันจะไปอยู่ใน Happiness มากกว่าว่าวันนี้คุณรู้สึกกังวล รู้สึกร้อนใจ โกรธมากน้อยขนาดไหน อันนั้นคือ ‘ความสุข’ ที่คนไทยมักจะพูดกัน” อาจารย์ณัฐวุฒิ กล่าว 

  • ความสุขระยะยาว คือ Cognitive well-being คือความสุขที่ได้มาจากการทบทวนว่าเรามีความพึงพอใจในชีวิตมากน้อยแค่ไหน (Life Satisfaction) ซึ่งมีตัวเเปรสำคัญ คือ สุขภาพกายเเละจิตใจ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การมีงานทำ และรายได้ เป็นต้น ​

ยกตัวอย่างคร่าวๆ นางสาวยุ้ยอยากลาออกจากงาน ไปนอนโง่ๆ ริมทะเลสัก 3 เดือน อาจารย์ณัฐวุฒิ อธิบายว่าโดยเฉลี่ยแล้วคนที่ตกงาน จะมีความสุขประจำวันพอๆ กับคนที่ทำงานประจำ ภาษาอังกฤษคือ Dessatisfied with life but can still have a good day (แปลว่าไม่มีความพึงพอใจในชีวิต แต่ก็ยังมีวันที่ดี) เพราะว่าคนที่ตกงาน วันธรรมดาพวกเขาเหล่านั้นไม่ต้องทำงาน มีเวลาว่างในการทำกิจกรรม ใช้เวลาดูซีรีส์ดังนั้น Affective well-being หรือความสุขระยะสั้นในแต่ละวันจึงสูงกว่าคนที่ทำงานปกติ แต่เมื่อประเมินความพึงพอใจในชีวิตของคนกลุ่มนี้พบว่ามีความพึงพอใจต่ำ เพราะยังมีความกังวลเรื่องรายได้ ความมั่นคงในชีวิตอยู่ 

อธิบายให้เข้าใจง่ายมากขึ้น นางสาวยุ้ยอาจจะมีความสุขรายวันกับการนอนโง่ๆ ริมทะเล แต่ลึกๆ แล้วนางสาวยุ้ยก็หงุดหงิดใจนิดหน่อยว่าอีก  3 เดือนข้างหน้าจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่ารูดบัตรเครดิต และค่า Shopee Pay Later 

แต่ถ้าถามว่านางสาวยุ้ยมีความสุขไหม ขอตอบเลยว่ามีแน่นอน (เพราะเป็นความสุขในระยะสั้น)

  • ความสุขมิติสุดท้าย คือความสุขระยะยาวมาก คือ Eudaimonic well-being คือ ความหมายเเละวัตถุประสงค์ของชีวิต (Meanings and Purposes) โดยอาจมาจากการมองย้อนกลับไปดูอดีต เเละสามารถบอกกับตัวเองว่าตลอดมาชีวิตมีความหมายอย่างไร ซึ่งเป็นมิติความสุขที่วัดยากที่สุด เนื่องจากความหมายและวัตถุประสงค์ในชีวิตของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ​

ก่อนที่เราจะทุกจะตุย (วาระสุดท้ายของชีวิต) เกือบทุกคนต้องการมองย้อนกลับไปดูอดีต เเละสามารถบอกกับตัวเองว่าชีวิตของเรามีความหมายนะ เราไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่าเลยนะ เป็นต้น 

ส่วนใหญ่เเล้วตัวเเปรสำคัญๆ ของความสุขระยะยาวมากมักจะเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกันกับสังคม ยกตัวอย่างเช่น ประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานอาสาสมัครเพื่อส่วนรวม (volunteering) การเข้าวัดเข้าวาเป็นประจำ (religiosity) เเละการได้เป็นพ่อเป็นเเม่คน เป็นต้น 

ที่ยกเรื่องความสุขหลายระดับต่างๆ ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนบรรลุเรื่องความสุข หรือเทิร์นตัวเองเป็นนักจิตวิทยากันหมด แต่ประเด็นสำคัญจริงๆ คือการเข้าใจความสุข และความพึงพอใจในตัวเอง

นักจิตวิทยาใช้เวลาศึกษาเรื่องความสุขส่งต่อกันมาหลาย 100 ปี ซึ่งขมวดจบสิ่งหนึ่งได้ว่า ยิ่งเราค้นคว้าความสุขเท่าไร เรายิ่งทุกข์ 

เอ็ดการ์ คาบานาส (Edgar Cabanas) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Happycracy: How Science and the Happiness Industry Control Our Lives บอกว่ายิ่งเราหมกหมุ่นอยู่กับการหาความสุข แล้วเมื่อไม่ได้เป็นไปดั่งใจ มนุษย์จะยิ่งทุกข์ โดยเฉพาะการหาความสุขระยะยาว และความสุขระยะยาวมาก จนหลงลืมความสุขระยะสั้นระหว่างวันไป 

แม้ว่าความสุขจะไม่มีตัวชี้วัดชัดเจน แต่ถ้าเป็นความทุกข์กลับมีดัชนีชี้วัดได้หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือโรคซึมเศร้า 

ใครที่กำลังรู้สึกว่าวันนี้ตัวเองไม่มีความสุข อาจจะลองคิดเล่นๆ ว่าเย็นนี้เรากินจะอะไรอร่อยๆ ดีนะ ก่อนที่จะคิดว่าอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะเป็นอะไร เงินเดือนเท่าไร ซื้อบ้านกี่หลัง มีรถกี่คัน 

หลักการนี้ไม่ได้เป็นการหลอกตัวเอง แต่คือการสร้างเสริมความสุขระยะสั้น ขนาดนักวิ่งมาราธอนยังมีจุดพัก แวะดื่มน้ำปัสสาวะ (อย่าอ่านติดกันเดี่ยวมันจะตลก!) ชีวิตมนุษย์ก็เหมือนกัน 

ไม่ใช่แค่โฟกัสความสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรสร้างสมดุลความสุขในชีวิตตัวเองในทุกช่วงชีวิต อย่าโบยตีตัวเองถ้าจะมีความสุขแบบรายวัน เพราะกลัวจะทุกข์ในวันหน้า ความสุขระยะสั้นก็สำคัญ สำหรับความสุขระยะยาวและความสุขระยาวมาก เรายังพอมีเวลาสร้างสิ่งนั้น  แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือควรหาจุดสมดุลให้ความสุขในแต่ละมิติเวลา 

อ้างอิง

https://ipsr.mahidol.ac.th/ipsrbeta/FileUpload/PDF/Report-File-367.pdf

http://cmuir.cmu.ac.th/bitstream/6653943832/11490/5/econ30955nt_ch2.pdf 

https://www.wiley.com/en-us/Manufacturing+Happy+Citizens%3A+How+the+Science+and+Industry+of+Happiness+Control+our+Lives-p-9781509537907

https://www.bbc.com/thai/international-59951265