ต้องมีมากกว่า Empathy คือการสนับสนุนทางสังคม และทำให้ ‘ผู้ป่วยจิตเวช’ มีความสุขในการใช้ชีวิต คุยเรื่องหน้าที่ของ ‘นักสังคมสงเคราะห์จิตเวช’ ตัวละครลับใน ‘ทีมสหวิชาชีพจิตเวช’ 

สโนไวท์จะไม่ได้พบกับเจ้าชาย หากคนแคระทั้งเจ็ดไม่ได้ให้ที่พักพิง และคอยดูแลในป่าที่กว้างใหญ่ และสโนไวท์จะไม่ได้ครองรักกับเจ้าชาย หากนายพรานตัดสินใจกำจัดสโนไวท์ตามคำสั่งของราชินี การ์ตูนคลาสสิคจบแบบ Happy Ending ลงได้ ไม่ใช่แค่เพราะมีพระเอก และนางเอก แต่เพราะมีหลายๆ บุคคลในเรื่องช่วยกันและกัน 

“หน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์จิตเวชจะเข้าไปช่วยผู้ป่วยตั้งแต่ต้นจนจบ” สุจิรา เนาวรัตน์ นักสังคมสงเคราะห์เชี่ยวชาญ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา บอกเล่าถึงขอบเขตหน้าที่ที่ทำอยู่

หากพูดถึงการรักษาโรคทางจิตเวช จิตแพทย์จะเป็นนับพระเอกของเรื่อง นักจิตบำบัดจะเป็นพระรอง และนักสังคมสงเคราะห์ ก็เปรียบเสมือนตัวละครลับในวงการทำงาน ‘สหวิชาชีพจิตเวช’ ที่ทั้งสามส่วนจะทำงานร่วมกันเพื่อให้นิทานชีวิตหนึ่งเรื่องมีความเป็นไปได้ที่จะจบแบบ Happy Ending มากที่สุด 

ปัจจุบัน สุจิรา เนาวรัตน์ หรือ หนู ทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาปีนี้ครบปีที่ 29 การทำงานมาอย่างยาวนาน มีทั้งเรื่องที่สุจิราทั้งดีใจ และเสียใจ และป้ายรับบริจาคแก่ผู้ป่วยจิตเวชยากไร้ยังคงตั้งเด่นหราอยู่หน้าสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา

“หน้าที่ของเรายังไม่สิ้นสุด ถามว่างานนักสังคมฯ หนักไหม ต้องบอกเลยว่าหนักมาก แต่ถ้าพวกเขาหายดีได้ สังคมจะได้ประโยชน์อีกเยอะ”

สิ่งที่สังคมจะได้ประโยชน์จากผู้ป่วยจิตเวชคืออะไร แล้วหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์จิตเวชคืออะไรกันแน่ หาคำตอบได้ในบทสนทนาของผู้ที่ทำหน้าที่นี้มาอย่างยาวนานน่าจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่สุด  

สนับสนุนทางสังคม หน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ 

“สนับสนุนทางสังคม จนถึงการทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตแบบปกติ” หน้าที่หลักๆ ที่หนู เน้นย้ำถึงการทำงานของตัวเองในฐานะนักสังคมสงเคราะห์จิตเวช

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ สรุปนิยามของงานสังคมสงเคราะห์ด้านจิตเวชศาสตร์ ไว้ว่าเป็นหนึ่งในทีมสนับสนุนบริการทางการแพทย์ (จิตเวชศาสตร์ )

‘นักสังคมสงเคราะห์จิตเวชเป็นสมาชิกของทีมการรักษาที่มีบทบาทสำคัญในการประเมินและให้การช่วยเหลือในด้านสังคมซึ่งครอบคลุมปัจจัยด้านครอบครัว เศรษฐกิจ สิทธิ และสวัสดิการสำหรับผู้ป่วย นักสังคมสงเคราะห์จะประยุกต์ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ป่วยจิตเวชใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี กิจกรรมหลักที่นักสังคมสงเคราะห์จิตเวชปฏิบัติได้แก่ การทำจิตบำบัดรายบุคคลและครอบครัว การทำกลุ่มบำบัด การเยี่ยมบ้านเพื่อวางแผนการรักษา ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมอาชีพตามศักยภาพ’ 

ตามหลักการของคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดีว่าไว้อย่างนั้น แต่ความเป็นจริงและเนื้องานของนักสังคมสงเคราะห์จิตเวชมีมากกว่านั้น ปัจจุบันสุจิราทำหน้าที่ที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยจิตเวชทั่วประเทศไทย ในชื่อที่คนรู้จักกันในนามว่า ‘หลังคาแดง’ 

ที่นี่นักสังคมฯ ดูแลตั้งแต่ด่านแรก หนูกล่าว 

“นักสังคมสงเคราะห์ในการดูแลคนไข้จิตเวชตั้งแต่ด่านแรกเลย เรียกว่าการประเมินภูมิหลังทางสังคมของผู้ป่วยจิตเวช เราจะแสวงหาข้อเท็จจริงว่าคนไข้จิตเวชคนคนหนึ่ง เขามีสาเหตุมาจากอะไร ชีวิตความเป็นอยู่สมัยตอนเด็กเป็นยังไง ชีวิตครอบครัวเป็นยังไง สัมพันธภาพในครอบครัวเป็นยังไง เศรษฐกิจฐานะ การเรียนของเขา การใช้ชีวิตของเขาเป็นยังไง จากข้อมูลตรงพื้นฐานตรงนี้เราก็จะเอามาประกอบกันให้จิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้วินิจฉัยได้รู้ว่าคนคนนี้ป่วยเป็นโรคอะไร มาจากสาเหตุอะไร แล้วเราจะดูแลช่วยเหลือเขาในการแก้ปัญหา เพื่อให้เขาเข้าสู่กระบวนการรักษา แล้วก็ได้รับโอกาสการฟื้นฟูอย่างไร” 

อธิบายให้เห็นภาพชัดมากขึ้น สมมุติคนหนึ่งไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไร นักสังคมสงเคราะห์จะเป็นด่านหน้าช่วยให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงสิทธิต่างๆ ทางสังคม เช่น สิทธิตามบัตรประชาชน มีหลายๆ คนที่เกิดเป็นคนไทยแต่ขาดโอกาสทางสังคม

“เพราะไม่มีเลข 13 หลัก เราเรียกว่าบุคคลไร้สถานะทางทะเบียนบทบาทตรงนี้นักสังคมก็จะช่วยเหลือให้คนๆ หนึ่ง ได้มีโอกาสเข้าถึงสถานะทางทะเบียน มีการประสานเครือข่ายทางสังคม ประสานกับกระทรวงมหาดไทย หรือฝ่ายปกครองตรวจสอบการเข้าถึงสิทธิที่มีอยู่ ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการช่วยคนไข้ต่อในเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล เรียกว่าทรัพยากรทางสังคมที่คนๆ นี้จะต้องได้รับ ได้ช่วยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี เราก็จะประสานทั้งมูลนิธิต่างๆ” 

“ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐกิจหรือรายได้ปัจจัยสี่พื้นฐาน เราก็จะดูว่าหน่วยงานหรือเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะเข้ามาช่วยคนเหล่านี้ได้ หรือในบางครั้งเด็กบางคนด้อยโอกาสเรื่องการศึกษาแต่ป่วยจิตเวช เราก็จะประสานให้ได้เรียนหนังสือที่การศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งถ้าเขาเป็นผู้ป่วยจิตเวชทั่วไป เขาจะไม่รู้เลยว่าตัวเองจะต้องไปเข้าถึงโอกาสเหล่านั้นอย่างไร นักสังคมสงเคราะห์จึงเหมือนผู้ให้ข้อมูล แล้วก็ไม่ใช่ให้ข้อมูลอย่างเดียวนะ ต้องเป็นผู้ดําเนินการช่วยเหลือผู้อื่นด้วย”

สำรวจสถิติผู้ป่วยจิตเวชผ่านหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์จิตเวช 

เมื่อถามว่างานหนักไหม สุจิราตอบทันทีเลยว่าแน่นอนว่าเป็นงานหนัก ไม่แพ้แพทย์หรือนักจิตบำบัด 

“เราทำงานกันหลายส่วน บางทีต้องวิ่งเข้าออกโรงพยาบาล ติดต่อคนนี้คนนั้น ประสานงานดูวุ่นวาย”  

หน้างานของนักสังคมฯ ไม่ใช่แค่การดูเอกสาร หรือรายละเอียดในห้อง แต่รวมถึงการเข้าไปติดต่อบริษัทต่างๆ ในส่วนของการเข้าสังคม

“ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเงิน” 

คนไข้กลุ่มใหญ่ที่สุดของสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา คือ ผู้ป่วยจิตเวชยากไร้ 

“ในอดีตจะเป็นผู้ป่วยจิตเวชยากไร้ที่ติดเตียงหมายความว่าถูกทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลจิตเวช คนไทยในสมัยก่อนกลัวโรคทางจิตเวช เรียกว่าไม่เข้าใจโรค รวมถึงยังไม่เข้าใจการดูแลก็นําผู้ป่วยมาฝากไว้ที่โรงพยาบาล แล้วก็หนีหายสาบสูญไปเลย แล้วเมื่อก่อนยังไม่มีระบบสืบค้นข้อมูล ณ ปัจจุบันผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังอยู่ที่โรงพยาบาล 3 คนแต่ละคนอยู่โรงพยาบาลมาไม่ต่ำกว่า 29 ปี”

หนูให้ข้อมูลว่ากลุ่มนี้ เรียกว่ากลุ่มที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ในการดูแลของโรงพยาบาลไม่สามารถส่งต่อไปสถานสงเคราะห์ได้ เพราะมีภาวะทางจิตเวชที่ต้องใช้การดูแลทางการพยาบาลสูง 

“เพราะตอนที่มา เขาไม่มีเลขบัตรประชาชน แล้วญาติก็หายไปหมด แต่ปัจจุบันเราได้ประสานกับกรมการปกครองเพื่อขอสิทธิ์เลข 0ให้กับผู้ป่วยได้เข้าถึงสปสช.ในการเบิกจ่ายค่ารักษา แต่เพิ่งเริ่มได้เงินในปี 2566 ซึ่งที่ผ่านมาโรงพยาบาลต้องอาศัยเงินจากการบริจาคมาช่วยในการค่าใช้จ่าย” 

และอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นปัญหามากในปัจจุบันคือเป็นกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนข้างถนน หรือคนไร้บ้าน สถานการณ์สมัยก่อนอาการทางโรคจึงตีกรอบไว้ที่จิตเวชไร้บ้าน แต่ปัจจุบันมีปัญหายาเสพติดเข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นจึงเหมือนเป็นการรวมสามปัญหาหลักเข้าด้วยกัน กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มใหญ่ที่ถูกทอดทิ้ง

“วันหนึ่งต้องมีเข้ามาแล้ว 2 เคส”

ตัวเลขของคนไข้จิตเวชที่เป็นคนไร้บ้าน เข้ามารักษาที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา หนู บอกกับเรา ตัวเลขนี้อาจไม่ได้มากจนทำให้รู้สึกตกใจ ถ้าตีว่า 1 ปีมี 365 วัน ก็จะมีคนไร้บ้านจิตเวชที่สถาบันดูแลประมาณ 730 คน 

“ผลกระทบจากคนไร้บ้านที่มีอาการป่วยทางจิตเวชมีหลากหลาย เช่น ความปลอดภัยของคนที่มาพบเจอเขา ถ้าอาการทางจิตเวชของคนไร้บ้านอยู่ในระยะที่มีความรุนแรง มีความเสี่ยงจะทำลายคนอื่น มันอาจจะเกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้”

นักสังคมสงเคราะห์ จึงต้องเข้ามาเป็นส่วนกลางในการแก้ปัญหาเหล่านี้ 

“เรามีโครงการในการฟื้นฟูคนเหล่านี้ เพราะว่าถ้าเราเอาคนเหล่านี้ไปส่งสถานสงเคราะห์ ไปขังไว้ ก็อาจจะมีการหลบหนี คือเหมือนกับว่าเขายังมีศักยภาพและเป็นคนวัยทํางาน กลุ่มเหล่านี้จะอยู่ในสถานสงเคราะห์ได้ไม่นานก็จะต้องออกมา เราจึงทําโครงการฟื้นฟูเพื่อการมีงานทํา แล้วก็เพิ่มคุณภาพชีวิตให้เขา เรียกว่าโครงการดํารงชีพอิสระ ฟื้นฟูเชิงคนไข้ให้ออกจากสถานสงเคราะห์ มาเช่าหอพัก แล้วก็มาช่วยทํางานที่โรงพยาบาล ตามความถนัด คนไหนถนัดงานสวนก็จะให้กวาดใบไม้ช่วยงาน บางคนถนัดเรื่องของงานแม่บ้านเราก็จะให้ทําความสะอาดพื้นห้องน้ํา หรือคนไหนที่ถนัดค้าขายเราก็จะส่งเสริมเรื่องของการขายของ”

“เราเจอคนหลายรูปแบบ บางคนก็บอกปล่อยๆ ไปเถอะ แต่เราปล่อยไม่ได้ ประกอบกับเราทำหน้าที่นี้มานานเราเข้าใจผู้ป่วยดี เราไม่ได้มองว่าเขาน่าสงสารนะ”

“งานหนัก คนทำน้อย แต่เพราะเราอาจจะชิน เพราะแต่ก่อนที่บ้านทำโรงสี  เคยเห็นพ่อชอบช่วยเหลือคนมาตลอด แจกของชาวบ้าน เหตุผลนี้ด้วยมั้งที่ทำให้เราทำหน้าที่นักสังคมฯ นานได้ถึงเกือบ 30 ปี”

ขั้นกว่าของ empathy คือการลงมือช่วยเหลือ 

“เราไม่ได้จะทำตัววิเศษมาจากไหน แต่การช่วยเหลือมันคือหน้าที่ของเรา” 

กรณีผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านหรือเร่ร่อน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สังคมละเลย  สุริจามองว่าคนไร้บ้านไม่ได้เป็นผู้ป่วยจิตเวชทุกคน บางคนมีความรู้สึกว่า ไม่อยากอยู่ตรงจุดนั้นแล้ว ก็ออกจากบ้านไปแบบไร้จุดหมาย สุดท้ายบางรายก็กลายเป็นคนไร้บ้านถาวร 

“ถ้าเราสามารถเข้าถึงเขาได้ไว ให้ความช่วยเหลือที่เขาต้องการ เขาสามารถกลับมาได้”

คนที่ช่วยได้ไม่ใช่แค่บุคลากรทางการแพทย์ ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่คนทั่วไปก็สามารถช่วยพวกเขาได้ให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

“ถ้าเราอยากเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อน อย่างแรกคือการสังเกต อาการต่างๆ จะชัดเจนเท่าที่สังเกตได้ เช่น แต่งตัวไม่สะอาด มีอารมณ์รุนแรง หรือว่ามีท่าทีแปลกไปจากบุคคลทั่วไปที่เรารู้สึกว่า เอ๊ะ น่าจะป่วยแล้ว แต่ถ้าเร่ร่อนข้างถนนเราก็จะเห็นได้ชัดว่าเป็นคนเดิมๆ ซ้ำๆ  หูแว่ว พูดคนเดียว ยิ้มคนเดียว เดินวนไปเดินมาไม่สนใจสุขอนามัยของตัวเองเบื้องต้น เราน่าจะคัดกรองเบื้องต้นจากสายตาว่า น่าจะป่วยจิตเวชแน่เลย” 

ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2551 มาตราที่ 23 และ 24 หากใครพบเจอคนที่เข้าข่ายว่ามีความผิดปกติทางจิต สามารถแจ้งต่อเจ้าหน้าที่หรือตำรวจ เพื่อส่งตัวรักษาต่อ

“สามารถโทรไปที่ 1300 ของพม. ที่นักสังคมจะช่วยดูแลเบื้องต้น เบอร์ 1669 สายด่วนฉุกเฉิน หากเกิดความรุนแรง แล้วก็ที่สําคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ คุณตํารวจ เบอร์ 191 ป้องกันอันตราย เพราะว่าสังเกตว่าคนเร่ร่อนบางราย มีอาวุธ เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยแจ้งตำรวจไว้ก่อน”

สิ่งที่คนทั่วไปทําได้คือโทรแจ้งในหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจะเป็นประโยชน์ ถ้าเป็นภาคเอกชนให้โทรไปที่มูลนิธิกระจกเงา นี่คือสิ่งที่สุจิราแนะนำไว้ 

เป็นบ้านให้ผู้ป่วย และเขาได้กลับไปใช้ชีวิต คืองานที่สำเร็จของนักสังคมสงเคราะห์จิตเวช

ตลอดการทำหน้าที่กว่า 29 ปี สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปคือการเชื่อในศักยภาพของคนไข้จิตเวช

“แต่ก่อนเราจะไม่มีโอกาสได้ให้คนไข้ได้ใช้ศักยภาพของตัวเองเลย เพราะสังคมหวาดกลัว ไม่ให้โอกาส แต่ปัจจุบันเป็นยุคการเปลี่ยนแปลงของสังคม การยอมรับซึ่งกันและกันในสังคมมีมากขึ้น รวมถึงหน่วยงานองค์กรก็เปิดโอกาส มีการสอนใช้เทคโนโลยี เช่น ที่นี่สถาบันต่างๆ จะเข้ามาสอนผู้ป่วยใช้เทคโนโลยีทุกวันพุธ กศน. มีจิตอาสาช่างตัดผมมาให้บริการผู้ป่วยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง แล้วเราก็ชักชวนบริษัทห้างร้านต่างๆ ให้เห็นข้อดีและประโยชน์ต่างๆ ของการจ้างงานคนพิการ เราเองก็สนับสนุนการจ้างงานคนพิการมาทํางานในโรงพยาบาล”

“กระบวนการการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นความภูมิใจในปัจจุบันว่าน้องๆ (ผู้ป่วย) สามารถไปทํางานข้างนอกได้ อยู่ในสถานประกอบการได้”

หรือแม้แต่การทำโครงการพากลับบ้านให้กับผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนที่รักษาหายแล้ว 

“บ้านอยู่ต่างจังหวัดแต่มาเร่ร่อนอยู่กรุงเทพนานมากแล้ว เราก็ทำโครงการส่งเขากลับบ้าน ซึ่งประสบผลสำเร็จมาแล้ว 9 คน ให้ญาติที่เคยทอดทิ้ง ไม่กล้าดูคนไข้ ได้กลับมาดูคนไข้โดยใช้เครือข่ายของโรงพยาบาลจิตเวช”

จากการทำงานในบทบาทนี้อย่างยาวนานว่า สุจิราวิเคราะห์ว่าสาเหตุหลักจริงๆ ของโรคจิตเวชมาจากสังคมปัจจุบัน

“คือ ลักษณะครอบครัวเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ในครอบครัวค่อนข้างห่าง ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียวแต่เป็นความสัมพันธ์ที่ส่งผลให้คนคนหนึ่งไม่มีความสุขในการอยู่กับครอบครัว ผลกระทบมันจะนํามาซึ่งปัญหาของคนเร่ร่อน หรือคนกลับไปใช้สารเสพติด ก่อให้เกิดโรคทางจิตเวช

สำคัญที่สุดต้องกลับไปแก้ที่จุดเริ่มต้น คือต้องการมีครอบครัวที่อบอุ่น หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีแม้จะไม่ต้องอยู่ด้วยกัน”

โดยขยายความเพิ่มว่าความสัมพันธ์ที่ดีแม้จะไม่ต้องอยู่ด้วยกัน คือการถูกยอมรับจากใจจริง 

“พื้นฐานของความสุขคือ คือการได้รับการยอมรับ เห็นคุณค่าในตัวเอง และมีโอกาสแบ่งปันให้คนอื่น เพราะฉะนั้นคนไข้จิตเวชที่เราฟื้นฟู จะเน้นการต้องเห็นคุณค่าของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก พอเห็นคุณค่าของตัวเองแล้ว เขาจะยอมรับได้ว่าตัวเองมีความสามารถ เราจะฟื้นฟูให้เขาแบ่งปัน เช่น แบ่งปันการเข้าใจเพื่อนจิตเวชด้วยกัน”

“สิ่งที่เราเรียนรู้จากคนไข้มาคือ คนไข้อยากมีครอบครัว ซึ่งครอบครัวนั้นไม่จําเป็นต้องเป็นครอบครัวที่ให้กําเนิด แต่เป็นครอบครัวที่มีคนเข้าใจ” 

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยึดโยงกับบทบาทของหน้าที่นักสังคมสงเคราะห์จิตเวช

“ยอมรับฟังปัญหาของเขา ช่วยเขาในสิ่งที่เขาต้องการบ้าง หรือให้กําลังใจบ้าง เพราะฉะนั้นเราก็เลยคิดว่าการสนับสนุนทางสังคมกับการเสริมพลังให้คนไข้ เป็นบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ ที่จะช่วยให้คนไข้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น คือมีความสุขในการใช้ชีวิต”