Matthew Perry

ลาก่อนแชนด์เลอร์ : 3 ประโยคจากซีรีส์ Friends ที่บอกว่า เราต่างต้องการเพื่อนที่ถึงจะจิกกัด แต่ก็อบอุ่นและพึ่งพาได้

“เนื้อเรื่องของ Friends มันคือการเล่าถึงช่วงเวลาที่ ‘เพื่อน’ กลายเป็นครอบครัวของคุณ”

มาร์ทา คอฟฟ์แมน (Marta Kauffman) หนึ่งในผู้สร้างซิตคอมสุดฮิตอย่าง Friends (เฟรนส์) ตอบไว้ เมื่อถูกถามว่า มีโอกาสที่เรื่องนี้จะถูกนำกลับมาสร้างอีกครั้งหรือไม่ 

ปี 1994 เป็นครั้งแรกที่ซิตคอมสัญชาติอเมริกาได้ออกสู่สายตาคนทั่วโลก 10 ซีซัน 236 ตอนของเนื้อหาที่เล่าถึงชีวิตอันวุ่นวายของหนุ่มสาวที่ดิ้นรนอยู่ในนครนิวยอร์ก ก็ทำให้เฟรนส์กลายเป็นซิตคอมที่ครองใจคนมาหลายยุคหลายสมัย แม้ว่าจะผ่านมานานเท่าไรแล้วก็ตาม

ขณะเดียวกันก็มีเสียงที่เรียกร้องให้นำเรื่องนี้กลับมาทำต่อเรื่อยๆ เพราะพวกเขาต่างคิดถึงแก๊งเพื่อนสนิทอย่างเรเชล (Rachel) รอสส์ (Ross) มอนิก้า (Monica) ฟีบี้ (Phoebe) โจอี้ (Joey) และแชนด์เลอร์ (Chandler) ที่เป็นตัวละครหลักของเรื่อง แต่คอฟฟ์แมนซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสร้างเรื่องนี้บอกตลอดว่า พวกเขายังไม่มีแผนนำเรื่องนี้กลับมาทำ เพราะเป้าหมายของการสร้างเรื่องนี้ตั้งแต่แรก คือ การเล่าถึงช่วงเวลาของหนุ่มสาวที่กำลังตั้งหลักกับชีวิต มีเรื่อให้ต้องจัดการมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชีวิต การงาน หรือความรัก แล้วช่วงเวลาเช่นนี้ ‘เพื่อน’ จึงกลายเป็นคนสำคัญ เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินถึงช่วงเวลาที่ตัวละครแต่ละคนต่างออกไปใช้ชีวิตตามเส้นทางตัวเอง เรื่องราวของเฟรนส์จึงจบลงไปแล้วเช่นกัน

แต่พวกเขาก็ไม่ปล่อยให้แฟนๆ คิดถึงอยู่ฝ่ายเดียว ปี 2021 นักแสดงเฟรนส์กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในงานครบรอบ 21 ปีที่ซิตคอมเรื่องนี้ฉาย ทำให้ช่วยคลายความคิดถึงไปได้บ้าง

เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ก็มีเรื่องเศร้าเกิดขึ้นกับแฟนๆ คือ ข่าวการเสียชีวิตของ แมทธิว เพอร์รี่ (Matthew Perry) ผู้รับบทเป็นแชนด์เลอร์ หนึ่งในตัวละครหลักของเรื่อง

แชนด์เลอร์ ถือเป็นหนึ่งในตัวละครที่ผู้ชมรัก เพื่อนจอมจิกกัด ที่ชอบเล่นมุกไม่ฮาพาเพื่อนเครียด แต่เรียกเสียงหัวเราะจากคนดูมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ในวันนี้ที่ชื่อของแชนด์เลอร์กลายเป็นเพียงตำนาน  Mutual จึงอยากพาทุกคนนึกย้อนความทรงจำ กลับไปหาต้นตอเสียงหัวเราะจากประโยคเด็ดของแชนด์เลอร์ ที่ชวนให้นึกถึงว่า เราเองก็มักจะมีเพื่อนแบบนี้อยู่ในกลุ่มบ้างเหมือนกัน

“สวัสดี ฉันแชนด์เลอร์ ฉันชอบเล่นมุกตลกเวลาที่รู้สึกอึดอัด”

เสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้เฟรนส์ครองใจคนทั่วโลกและหลากหลายวัย คือ การหยิบความสัมพันธ์ ‘เพื่อน’ มาเล่า ซึ่งลักษณะเพื่อนที่ปรากฏในเรื่อง ก็อาจเป็นเพื่อนที่เรามีอยู่ข้างกาย 

อย่างเช่นเพื่อนที่ชอบเล่นมุกได้ทุกเวลา จนติดเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัว ไม่เว้นแม้แต่ตอนเจอคนแปลกหน้าแบบแชนด์เลอร์

ซึ่งนิสัยนี้ของแชนด์เลอร์ก็ถูกเพื่อนคนอื่นๆ ตำหนิมาตลอด เพราะมุกของเขาบางทีก็ไม่ฮา แต่จะพาคนฟังเครียดแทน เส้นแบ่งระหว่างเล่นมุกตลกกับจิดกัดเสียดสีก็ไม่ชัดเจน แต่แชนด์เลอร์รู้สึกว่านี่เป็นตัวตนของที่ยากจะเปลี่ยน 

จนมาวันหนึ่งในคืนปีใหม่ที่ทุกคนตั้งปณิธานว่า อยากเปลี่ยนนิสัยที่ไม่ดีของตัวเอง รอสส์หวังว่าเขาจะไม่ต้องหย่าอีกต่อไป และลองเปิดใจให้ตัวเองทำอะไรใหม่ๆ หรือฟีบี้ที่ตั้งใจจะเป็นเปลี่ยนจากอาชีพหมอนวด ไปเป็นนักบินเชิงพาณิชย์ แชนด์เลอร์ก็ตั้งปณิธานเช่นกัน คือ การหักห้ามใจตัวเองไม่ให้พูดจิกกัดใส่เพื่อน และแน่นอนว่าผ่านไปไม่ถึงวัน แชนด์เลอร์ก็ล้มเลิกปณิธานนี้ไป (ถือว่านานแล้วล่ะ สำหรับแชนด์เลอร์)

ในคืนที่แชนด์เลอร์กำลังจะขอมอนิก้าแต่งงานในร้านดินเนอร์สุดหรู แต่ดันเจอกับริชาร์ด (Richard) แฟนเก่าของมอนิก้า ที่มาพร้อมกับผู้หญิงคนใหม่ 

“ดีใจที่ได้เจอกันนะ” มอนิก้าเปิดบทสนทนาทักทายก่อน

“ฉันก็ดีใจเหมือนกัน เธอไว้ผมยาวด้วยนี่” ริชาร์ดตอบพร้อมแซวกลับ

“ใช่แล้วล่ะ คุณอยากให้ฉันไว้ผมยาวมาตลอดเลย คุณเองก็กลับมาไว้หนวดแล้วนี่” มอนิก้าแซวกลับคืน

“ก็นะ จมูกของฉันมันเหงาน่ะ” ริชาร์ดตอบกลับพร้อมจัดไปหนึ่งฮา

ไม่ต้องอธิบายก็คงพอจะนึกออกว่า การเจอแฟนเก่าของคนที่เรากำลังจะขอแต่งงาน มันจะรู้สึกอึดอัดมากแค่ไหน แล้วแพลนที่แชนด์เลอร์ตั้งใจจะขอมอนิก้าแต่งงานคืนนี้ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ! แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ทำให้เขาหยุดเล่นมุกตลกที่เขาถนัด 

“อืม.. ส่วนคุณน่ะไม่มีหนวด ซึ่งดีแล้วล่ะ ฮ่าๆ..” แชนด์เลอร์พูดขึ้นแทรกกลาง พร้อมชี้ไปที่หญิงสาวคนใหม่ของริชาร์ด หวังว่ามุกตลกจะช่วยให้เขาได้เป็นส่วนหนึ่งในบทสนทนาของสองคนนี้บ้าง.. แต่แน่นอนว่าไม่!

“ฉันแชนด์เลอร์ ฉันชอบเล่นมุกตลกเวลาที่รู้สึกอึดอัด” แชนด์เลอร์รีบพูดขึ้นมา เมื่อทุกคนจ้องหน้าเขาอย่างเงียบกริบ

แม้ว่าสุดท้ายแผนขอแต่งงานในร้านดินเนอร์ก็ต้องถูกพับไปก่อน เพราะโต๊ะที่ริชาร์ดจองไว้คืนนี้ ดันเป็นโต๊ะข้างๆ กัน (โธ่ แชนด์เลอร์ผู้น่าสงสาร) แต่มันก็ทำให้คนดูได้รับรู้ถึงเหตุผลที่แชนด์เลอร์เล่นมุกแทบจะตลอดเวลา แม้แต่ช่วงที่ไม่ควรเล่น มันอาจเป็นวิธีหนึ่งที่เขาใช้รับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบากก็ได้

“ฉันให้คำแนะนำไม่เก่ง เธออยากได้คำพูดจิกกัดจากฉันแทนไหม?”

นอกจากการยิงมุกตลกแบบไม่ดูกาลเทศะที่ อีกหนึ่งลักษณะนิสัยของแชนด์เลอร์ คือ การพูดจิกกัดเสียดสี ที่แสบจนต่อให้เพื่อนสนิทฟังก็ฮาไม่ออก 

อย่างในฉากที่เรเชลกำลังกังวลกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโจอี้ คำพูดคงแชนด์เลอร์ที่บอกเรเชลคงทำให้มองออกว่า คำแนะนำของเขาจะเป็นแบบไหน 

“ฉันรู้ว่ามันยากที่จะรับมือตอนนี้ แต่เดี๋ยวอะไรๆ มันก็คงดีขึ้น” แชนด์เลอร์ให้กำลังใจเรเชลก่อนในตอนแรก

“นายรู้ได้ยังไง แล้วถ้าเรื่องนี้มันแย่ลงเรื่อยๆ จนไปถึงจุดที่เราสองคนไม่สามารถแม้แต่จะอยู่ในห้องเดียวกันได้ล่ะ” เรเชลสวนกลับอย่างโมโห

“ฉันให้คำแนะนำไม่เก่ง เธออยากได้คำพูดจิกกัดจากฉันแทนไหม?” แชนด์เลอร์ตอบหน้านิ่ง ก่อนที่เรเชลจะเบือนหน้าหนีออกจากเขา

บางคนอาจจะสงสัยว่าที่แชนด์เลอร์เป็นแบบนี้ เพราะเขาต้องการเรียกร้องความสนใจหรือเปล่า?… คุณมาถูกทางแล้วล่ะ เพราะเขาต้องการเรียกร้องความสนใจจริงๆ 

แต่นั่นก็เป็นเพราะ ในอดีตพ่อและแม่ของเขาประกาศว่าจะหย่ากันกลางโต๊ะอาหารในวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แชนด์เลอร์เริ่มเล่นมุกตลกเสียดสีขึ้นมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ชวนอึดอัดใจ หรือเรียกร้องความสนใจ เพื่อปกป้องตัวเองไม่ให้ถูกทอดทิ้ง และดึงเขาขึ้นมาจากหุบเหวแห่งความเศร้า

ถึงแม้นิสัยชอบจิกกัดแบบแชนด์เลอร์อาจจะน่ารำคาญไปบ้าง โดยเฉพาะตอนที่เราต้องการคำแนะนำ หรือปรึกษาเรื่องสำคัญ แต่มันอาจมีข้อดีตรงที่ทำให้เราได้ลืมเรื่องเครียดๆ แปปหนึ่ง เพราะกำลังหัวเราะแทน!

“ฉันรู้สึกสิ้นหวัง ทำตัวไม่ถูก และโหยหาความรัก”

ที่ผ่านมา แชนด์เลอร์คือตัวละครที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แม้กว่าเพื่อนคนอื่นๆ (แม้ตอนนี้คนดูบางคนก็ยังไม่รู้หรือจำไม่ได้ว่า เขาทำงานอะไรก็ตาม เพราะขนาดเรเชลกับมอนิก้าก็ยังไม่รู้เลย!) แต่เขาไม่ได้มีชีวิตรักที่สมบูรณ์แบบสักเท่าไหร่ 

ในซีซันแรกๆ ที่แชนด์เลอร์ได้กลับไปคบกับคนรักเก่าอย่างแจนิซ (Janice) อีกครั้งหนึ่ง แล้วความสัมพันธ์พวกเขาสองคนค่อยๆ พัฒนาขึ้น จนแชนด์เลอร์รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเหมือนสามี-ภรรยา นั่นกลับทำให้เขารู้สึกกลัวการมีความสัมพันธ์ขึ้นมา

หลังจากตกตะกอนสักพักเขาจึงรู้ตัวว่า อีกหนึ่งผลกระทบที่เขาได้รับมาจากการหย่าของพ่อและแม่ คือ การที่แชนด์เลอร์กลายเป็นคนกลัวความสัมพันธ์แบบผูกมัดกว่าคนทั่วไป เพราะกลัวว่าจะต้องลงเอยกันไม่สวยงามเหมือนพ่อและแม่ของตัวเอง

ในฉากนี้ โจอี้ เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมห้องคนปัจจุบันของแชนด์เลอร์ จึงแนะนำให้เขาเอาชนะความกลัวนั้นด้วยการต่อสู้ซึ่งๆ หน้า ซึ่งก็คือ การเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนที่กล้าผูกมัดความสัมพันธ์มากที่สุดในโลก เหมือนสำนวนที่ว่า หนามยอกเอาหนามบ่ง

แชนด์เลอร์ก็ไม่รีรอ ในคืนดินเนอร์ในห้องพักระหว่างเขาและแจนิซ แชนด์เลอร์ให้กระดาษห่อของขวัญและลิ้นชัก 1 ช่อง เป็นของขวัญให้แจนจิซ พร้อมกับชวนไปออกทริป และเสนอตัวอยากเจอหน้าพ่อแม่ของเธอ จนทำให้เธอกลัวและหนีออกจากห้องไป

สุดท้ายแล้ว แม้แชนด์เลอร์กับแจนิซจะไม่ได้ลงเอยกันดีนัก แต่ก็อย่างที่รู้กันว่า คนที่ทำให้เขาเอาชนะปมความกลัวในใจ จนกลายมาเป็นภรรยาตัวจริงได้ในท้ายที่สุด ก็คือมอนิก้า

ถึงแม้แชนด์เลอร์จะเป็นคนล้อเรื่องหุ่นที่อ้วนท้วมของมอนิก้ามาตั้งแต่เด็ก แต่เขาก็เป็นเพียงคนเดียว ที่มอนิก้ายอมเปิดใจด้วยมากที่สุด หลังจากที่เธอโศกเศร้าอย่างหนักกับการเลิกกับริชาร์ด เพราะสิ่งที่แชนด์เลอร์ให้เธอได้มากกว่าใคร คือ ความรักที่พร้อมจะเอนอ่อน ยอมตามในสิ่งที่มอนิก้าต้องการแม้ตัวเองจะไม่ได้ชอบ เพราะความสุขของเขา คือความสุขของมอนิก้า ขณะเดียวกันเขาก็พร้อมซัพพอร์ตสิ่งที่มอนิก้าเลือก ไม่ว่าจะในฐานะเพื่อนหรือสามีก็ตาม

ในด้านความเป็นเพื่อน เขาเองก็เป็นเพื่อนสนิทที่สุดของรอสส์ตั้งแต่มหาวิทยาลัย และเป็นเพื่อนร่วมห้องที่โจอี้รักมากที่สุด อย่างที่บอกไปตั้งแต่ตอนแรก เพื่อนกลุ่มนี้คงจะขาดแชนด์เลอร์ไปไม่ได้เลยล่ะ!

“ลาก่อนแชนด์เลอร์ ฉันเริ่มคิดถึงคุณแล้วล่ะ” 

เล่ามาจนถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายๆ คนคงมีเพื่อนที่คล้ายหรือเหมือนกับแชนด์เลอร์อยู่บ้างไม่มากก็น้อย เพื่อนที่แม้จะมีนิสัยปากเสีย ชอบจิกกัดเพื่อน หรือเล่นมุกตลกไม่ดูกาลเทศะ แต่ในอีกมุมหนึ่ง เขาก็อาจเป็นคนที่อบอุ่นและพึ่งพาได้ จนเป็นเพื่อนคนที่เรารักมากที่สุดคนหนึ่ง

“ลาก่อนแชนด์เลอร์ ฉันเริ่มคิดถึงคุณแล้วล่ะ”

ในวันนี้ ประโยคที่ฟีบี้เคยพูดไว้ตอนแกล้งทำเป็นตกหลุมรักแชนด์เลอร์ คงกลายเป็นประโยคที่ฟังแล้วความหมายไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ขอบคุณที่อยู่เป็น เพื่อน เวลาที่เราเหงา

ขอบคุณที่เคยเป็น เพื่อน ที่ทำให้เราหัวเราะตั้งหลายครั้ง 

ขอบคุณที่ทำให้เราเข้าใจว่า เพื่อน สำคัญแค่ไหน

ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่า เพื่อนที่ดี มันเป็นยังไง

สุดท้ายนี้ขอให้นายจากไปอย่างสงบ

และมุกจิกกัดพร้อมท่าทางเล่นใหญ่ของ แชนด์เลอร์ จะอยู่ในใจเราตลอดไป