หมอไม่พอ ยาดีแต่แพง รพ.รัฐต้องรอนาน ประกันไม่จ่าย : รักษา ‘สุขภาพจิต’ แม้มีสวัสดิการรักษาฟรี แต่ก็มีราคาที่ต้องจ่าย คนไทยเอาไงดี?

ปี 2560 หน่วยงานกำกับดูแลและพัฒนาประกันภัยแห่งอินเดีย (IRDAI) ตามพระราชบัญญัติการดูแลสุขภาพจิต พ.ศ. 2560 ได้กำหนดให้บริษัทประกันภัยทุกแห่งภายใต้หลักประกันสุขภาพต้องคุ้มครองการเจ็บป่วยทางจิต หน่วยงานกำกับดูแลการประกันภัยจึงได้สั่งให้บริษัทประกันครอบคลุมการรักษาสุขภาพจิตเช่นเดียวกับอาการเจ็บป่วยทางกายอื่นๆ 

ผ่านมาแล้วเกือบ 7 ปีประกันในประเทศอินเดียค่อยๆ ขยับรูปร่างกรมธรรม์ในประเทศให้ครอบคลุมเรื่องโรคจิตเวชไปทีละนิดแม้ ณ ปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ 100% ก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นหมุดหมายที่ดีที่รัฐบาลให้ความใส่ใจต่อประชากรในประเทศ 

เพราะเรื่องจิตเวช และสุขภาพใจเป็นเรื่องของทุกคน 

สำหรับประเทศไทย เมื่อเข้าพบจิตแพทย์แล้วได้รับการวินิจฉัยป่วยเป็นโรคซึมเศร้า หรือป่วยโรคทางจิตเวชอื่นๆ ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้ฟรี ทุกสิทธิประกันสุขภาพภาครัฐทั้งประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ และหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง

แต่… 

“ขอหมอส่งตัวไปอีกที่ตามสิทธิบัตรทองของเรา แต่เขาแจ้งว่าต้องไปติดต่อศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ก่อน แล้วค่อยติดต่อโรงพยาบาล โยนกันไปมา แล้วพอได้โรงพยาบาลแล้วก็ต้องรอหมอตั้ง 6 เดือน” 

‘แจง’ ฐิตินบ โกมลนิมิ ตัวแทนกลุ่มเพื่อนผู้ป่วยซึมเศร้า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายพลเมืองขับเคลื่อนสิทธิด้านสุขภาพ (Healthy Forum) และสมาคมคนรุ่นใหม่กับนวัตกรรมทางสังคม (SYSI) เล่าว่าการขั้นตอนการพบหมอหนึ่งคนโดยใช้สิทธิบริการสุขภาพพื้นฐานที่รัฐให้มามีหลายขั้นตอนและยุ่งยากกว่าที่คิด โดยการหาหมอแต่ละครั้งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 วันเต็ม 

“เชื่อไหมว่าต้องไปรอหมอแต่เช้าๆ ตี 5 กว่าจะเสร็จก็บ่าย สภาพจิตใจเราหดหู่กว่าเดิม” แจงบอก

การสำรวจออนไลน์ของ Rocket Media Lab เมื่อปี 2565 ผู้คนที่มีรายได้มากกว่า 15,000 บาทเลือกจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 68.2 ค่ามาตรฐานรายจ่ายต่อครั้งอยู่ที่ 1,800 บาท และมากที่สุดคือ 35,000 บาท โดยส่วนใหญ่ตอบตรงกันว่าหมดไปกับค่ายา รวมถึงหากต้องการรักษาร่วมกับนักจิตบำบัดต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 

ผลการสำรวจพบอีกว่าเหตุผลที่ตัดสินใจเลือกรักษาที่สถานพยาบาลปัจจุบันคือการเชื่อมั่นในประสิทธิภาพหมอ รวมถึงยังนับเอาเรื่องการรอคิวไม่นาน เดินทางสะดวกมาเป็นเหตุผลหนึ่งในการตัดสินใจรักษากับสถานพยาบาลนั้นๆ 

“ปัญหาการเงินเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสุขภาพจิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมดนะ ผมว่ามันเกิดได้หลากหลายมากเลย การเงินก็ส่วนหนึ่งแต่มันจะลามไปเรื่องอื่น สมมุติเราไม่มีเงิน มันก็จะลามไปเรื่องการเป็นอยู่ การรักษาโรคต่างๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องการหาหมอ ค่ายาเดือนนึงแพงนะ ค่ายา 3 เดือนผมหมื่นนึง ถ้าคุณไม่มีค่ายาตรงนี้ก็แย่นะ ด้วยความที่ยาที่ผมใช้มันไม่อยู่ในทะเบียน มันก็เลยราคาสูง นี่คือผมไปโรงพยาบาลรัฐบาลนะครับ ถ้าไปเอกชนก็คูณเข้าไป มีหลายหมื่น” 

อัตตา (AUTTA) AKA ของกร-อัษฎกร เดชมาก แรปเปอร์วัย 24 กล่าวกับเราอย่างตรงไปตรงมาว่าแม้ว่าตัวเขาจะเป็นศิลปินมีรายได้ในระดับที่สุขสบาย แต่ค่ายาสำหรับการรักษาโรคซึมเศร้าที่เขากำลังเผชิญก็มีราคาที่ต้องจ่าย

“ปัญหาหนึ่งคือผู้ป่วยทางจิตเวชทำประกันสุขภาพไม่ได้ ผมเซ็งมาก คือผมเส้นเสียงอักเสบก็ทำประกันไม่ได้ เพราะมีเรื่องสุขภาพจิต ผมไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นกันทั้งโลกไหมนะ แม่งตลกร้ายมาก “ 

  • จ่ายเองก็แพง ไปรพ.รัฐฯ ก็นาน ยาดีก็ต้องจ่ายเพิ่ม หวังพึ่งประกันมาช่วยแบ่งเบาภาระก็คงไม่มีทางเป็นไปได้ในเร็ววัน

เรื่องประกันสุขภาพ ที่ครอบคลุมเรื่องการรักษาโรคจิตเวชถูกถกเถียงในระยะหนึ่ง ในปัจจุบันมีแค่เจ้าใหญ่ๆ ที่กล้าออกแผนกรมธรรม์ครอบคลุมถึงการรักษา แต่ต้องแลกมากับการจ่ายเบี้ยที่แพง หรือการรอว่าประกันของเราจะผ่านไหมแบบสุ่มเดา 

ทราย เจริญปุระ เคยออกมาเล่าถึงประสบการณ์เรื่องการทำประกันสุขภาพ เธอเล่าผ่านเฟสบุ๊คว่า “ประวัติทางจิตเวชคืองานยากที่สุดในการขอประกัน ยากแบบเปอร์เซ็นต์ได้แทบจะเป็นศูนย์ นอกจากจะหยุดยามาเกินปี+ไม่มีประวัติทำร้ายตัวเองเลย+ยินยอมให้ทาง บ.ประกันเข้าถึงประวัติการรักษา+ค่าเบี้ยเพิ่ม” 

โดยส่วนใหญ่ตัวแทนประกันหลายๆ เจ้าบอกข้อมูลตรงกันว่าประกันสุขภาพแผนใหม่ๆ ช่วง 2-3 ปีมานี้มีวงเงินรักษาโรคทางจิตเวชเพิ่มเติมให้ แต่ต้องดูเงื่อนไขเนื่องจากบางแผนรักษาได้เฉพาะจิตเวชในกรณีเป็นผู้ป่วยใน (IPD) เท่านั้น หรือบางแผนรักษาได้เฉพาะกรณีจิตเวชที่สืบเนื่องมาจากการเป็นโรคร้ายแรงบางอย่าง เช่น โรคมะเร็ง มีน้อยแผนมากที่จะคุ้มครองโรคจิตเวชอย่างครอบคลุมทั้งหมด

ปัญหาเรื่องจิตแพทย์ขาดแคลน ก็เป็นมูลเหตุหนึ่งที่ให้คนตัดสินใจยอมจ่ายแพงเพื่อเข้าโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่ต้องทนรอรับการรักษาแต่ละครั้งนานเป็นวัน หรือรอหมอนานถึง 6 เดือนอย่างที่แจงเจอ 

“ตัวเลขคนทํางาน ต้องยอมรับว่ามันต่ำจริงๆ ตัวเลขล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับทางราชวิทยาลัยจิตแพทย์และสมาคมจิตแพทย์ เรามีจิตแพทย์ทั้งประเทศพันกว่าคน แต่อาจารย์หรือคนที่ active จริงๆ ในระบบราชการเนี่ยมีอยู่ประมาณ 400-500คน ถ้านับเป็นตัวเลขก็คือ 0.7 ต่อแสนประชากร” นายแพทย์ศรุตพันธุ์ จักรพันธุ์ ณ อยุธยา ผู้อํานวยการสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา และกรรมการสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าว

“อีกประเด็นสำคัญคือ นอกจากการผลิตเพิ่ม เราจะทําไงให้จิตแพทย์เหล่านี้อยู่ในระบบ เราก็มีการคุยว่า จิตแพทย์ต้องมีแรงจูงใจ เพราะต้องยอมรับว่ารายได้ของภาครัฐกับเอกชนตอนนี้มันห่างกันเยอะจริงๆ แค่คิวตรวจอย่างเดียวเนี่ย มันก็คนละเรื่องแล้ว” การสร้างแรงจูงใจต่อจิตแพทย์ให้อยู่ในระบบเป็นสิ่งสำคัญ ที่ผอ.สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาให้ข้อเสนอแนะไว้  

ราคาที่ต้องจ่ายไปกับการรักษาโรคทางจิตเวช หรือสุขภาพใจมองโดยภาพรวมมันคือทางเลือกเสริมของแต่ละคนทั้งการเลือกรักษาที่สถานพยาบาลเอกชน และการยอมจ่ายค่ายานอกบัญชี ทั้งๆ ที่ ‘โรงบาลรัฐก็มี ยาฟรีก็ได้’ แต่เมื่อเจาะลึกลงไปมันคือความยุ่งยากด้านระบบและขั้นตอน

ความยุ่งยากด้านระบบและขั้นตอนคืออะไร? ในมุมของภาครัฐและระบบสุขภาพชีวิตคนไทยโดยรวมเป็นอย่างไร ติดตามบทสัมภาษณ์ได้เร็วๆ นี้