หัวเราะร่า น้ำตาริน : สำรวจปัญหา ‘โรคซึมเศร้า’ ที่เกิดขึ้นกับอาชีพนักแสดงตลก 

ใครอยากเป็นเศรษฐี! 

ฉันน่ะสิ! ฉันน่ะสิ! 

ผ่าม พาม พ้าม!

.

.

.

ถ้าลองเกริ่นขึ้นมาลอยๆ ว่าใครอยากเป็นเศรษฐี? คนไทยเกิน 30% จากทั้งหมดต้องมีคำตอบในใจกันบ้างว่าฉันน่ะสิ! ฉันน่ะสิ! เพราะมุกตลก หรือเรื่องขำขันคือส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน และอาชีพนักแสดงตลกก็กลายเป็นตัวชูโรงที่สำคัญในวงการบันเทิง 

แต่ถ้าถามว่า ใครอยากเป็นตลก? น้อยคนที่จะตอบว่านับเป็นอาชีพในดวงใจ เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่ากว่าจะมาเป็นมุกตลกสักหนึ่งตับไม่ใช่เรื่องตลก! 

อย่ามาตลก! ที่ตลกไม่ตลก

โทนี่ แฮนค็อก (Anthony Hancock) 

โรบิน วิลเลียมส์ (Robin McLaurim Williams) 

สตีเฟน ฟราย (Stephen Fry) 

ริชาร์ด เจนี่ (Richard Jeni) 

เกร็ก จิราลโด (Greg Giraldo)

รายนามข้างต้นคือหนึ่งในชื่อนักแสดงตลกระดับตำนานที่เผชิญปัญหาสุขภาพทางจิต ซึ่งบางคนเลือกที่จะจบชีวิตของตัวเอง หรือแม้แต่ ‘ตุ๊กกี้ สุดารัตน์’ หรือตุ๊กกี้ ชิงร้อยชิงล้าน ยังออกมายอมรับกับสื่อโดยตรงว่าเธอมีปัญหาเกี่ยวกับสภาพจิตที่เป็นผลพวงมาจากอาชีพของเธอ

ผลการวิจัยจากคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด โดยการสอบถามนักแสดงตลกกว่า 500 คน จากอังกฤษ สหรัฐ และออสเตรเลีย พบว่าภูมิหลังของตลกส่วนใหญ่มักเป็นคนมีปัญหา ไม่กล้าแสดงออก และมีภาวะซึมเศร้าอยู่แล้ว ทำให้นักวิจัยสรุปได้ว่าการเลือกแสดงออกแบบตลกโปกฮา เป็นเพราะพวกเขาเลือกใช้เสียงหัวเราะเป็นเครื่องเยียวยาตัวเอง และหันเหความสนใจของทั้งตัวเองและคนอื่นออกไปจากเรื่องหดหู่ในชีวิต

ผลวิจัยนี้อาจจะไม่ได้หมายถึงภูมิหลังของนักแสดงตลกทั้งหมด แต่มีผลวิจัยอีกหลายชิ้นที่บ่งชี้ว่าอาชีพตลกเครียด และเสี่ยงกับสุขภาพทางจิตมากกว่าหลายๆ อาชีพ โดยยกเหตุผลหลักๆ คือ 

นักแสดงตลกบางคนอ่อนไหวกว่าคนปกติ ด้วยอาชีพที่ต้องสร้างสรรค์ตลอดเวลา หรือแม้แต่การดึงมุกจากสิ่งรอบข้างเพื่อให้คนตลก อีกด้านหนึ่งก็อาจจะทำให้พวกเขามีความรู้สึกไว และอ่อนไหวต่อสิ่งรอบข้างไปด้วย

ต่อมาคือความกดดันในอาชีพ เพราะอาชีพนักแสดงตลกต้องมอบความบันเทิงแก่ผู้ชมอย่างสม่ำเสมอ ความกดดันที่ต้อง ‘ตลก’ ตลอดเวลาอาจทำให้สร้างผลเสียต่ออารมณ์ และอาจส่งผลให้เกิดความเครียดและวิตกกังวล

เบรตต์ ไรลีย์ (Brett Riley) นักแสดงตลกผู้คร่ำหวอดในวงการตลกมา 15 กล่าวกับนักจิตวิทยาที่ทำหน้าที่บำบัดประจำใน Laugh Factory ที่เป็นเครือของคลับตลกในสหรัฐอเมริกาว่า อาชีพตลกเป็นตัวเลือกอาชีพที่ไม่ดีเท่าไร เพราะไม่ใช่แค่การต้องสร้างสรรค์ตลอดเวลา แต่ถ้าหากคุณมีปัญหาทางจิตใจ สังคมและแวดวงอาชีพจะทำให้คุณไม่กล้า ไม่อยากเข้าไปขอคำปรึกษากับแพทย์ 

การตีตรา (Stigma)ในอาชีพตลกไม่ยิ่งหย่อนน้อยกว่าใคร ยกตัวอย่าง ถ้าคุณรอดูตลก แต่บังเอิญรู้ล่วงหน้าว่านักแสดงมีภูมิหลังที่ไม่ตลก ความอยากดูจะลดลงในระดับหนึ่ง เพราะคนจำนวนมากเชื่อว่าศาสตร์ของความตลกต้องมาจากอินเนอร์ไม่ใช่เรื่องแต่ง

ดังนั้นแล้วนักแสดงตลกจึงไม่กล้าที่จะไปเจอหมอ หรือนักจิตบำบัด เพราะจรรยาบรรณตลกมันค้ำคอ! 

“กล้าที่จะยอมรับ เพื่อให้ชีวิตได้ไปต่อ”

“กล้าที่จะยอมรับ เพื่อให้ชีวิตได้ไปต่อ”  ชิโก นีซีโอ (Chico Anysio) นักแสดงตลกระดับตำนานของบราซิล กล่าวในสัมภาษณ์พิเศษของ อันโตนิโอ เจอรัลโด ดา ซิลวา (Antônio Geraldo da Silva) ประธานสมาคมจิตเวชแห่งประเทศบราซิล (ABP, Brazilian Association of Psychiatry) 

นีซีโอ เป็นนักแสดงระดับตำนานของบราซิลหลายๆ ด้าน มีประสบการณ์มากกว่าหกทศวรรษในฐานะผู้จัดรายการ นักเขียน นักแสดงละคร ภาพยนตร์ และโทรทัศน์ ผู้คนทั่วบราซิลรู้จักนีซีโอผ่านผลงานการวาดการ์ตูน และรายการตลกๆ นับไม่ถ้วนใน Rede Globo ช่องฟรีทีวีที่ใหญ่อันดับต้นๆ ในประเทศ และได้รับเหรียญเกียรติยศแห่งบราซิล (Order of Cultural Merit) 

นีซีโอ ยอมรับแบบหมดเปลือกว่าเขาเผชิญกับโรคซึมเศร้ามาตลอดการทำงานในวงการบันเทิง และการเป็นนักแสดงตลกกว่า 60 ปี เขารักษามานานกว่า 24 ปีแล้ว

24 ปีเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอจะสร้างคนหนึ่งคนจากทารกสู่วัยกลางคน แต่สำหรับนีซีโอ มันคือช่วงเวลาแห่งการพยายามที่เขาจะทำได้ 

“ยิ่งมีคนได้ยินฉันพูดถึงภาวะซึมเศร้า ผู้คนก็จะยิ่งเลิกรู้สึกอับอายมากขึ้นเท่านั้น” นีซีโอ กล่าวในสัมภาษณ์พิเศษของสมาคมจิตเวชแห่งประเทศบราซิล ที่ถ่ายทำในช่วงปี 2554 ที่ ณ ตอนนั้นเขาอายุย่างเข้า 80 ปีเข้าไปแล้ว เขามองว่าในในอดีตผู้คนไม่ยอมรับการมีอยู่ของโรคซึมเศร้า แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน ความคิดคนเริ่มเปลี่ยน เขาในวัยบั้นปลายชีวิตที่ออกมาพูดถึงการต่อสู้กับโรคซึมเศร้า อาจจะทำให้ผู้คนกล้าที่จะออกมายอมรับต่อเรื่องนี้มากขึ้น 

ประเทศบราซิลเจอกับปัญหาสุขภาพจิตระดับประเทศอย่างหนัก มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากกว่า 23 ล้านคน

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นสวนทางสถานการณ์บริการสาธารณสุขในประเทศ หนึ่งในผู้ให้ข้อมูลกับ Ruschel Medicina ศูนย์วิจัยเกี่ยวกับสุขภาพในรัฐริโอ เดอ จาเนโร (Rio de Janairo) บอกว่าคนยากจนไม่สามารถเป็นโรคซึมเศร้าได้ 

ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคมบราซิลคือการที่ผู้คนละอายต่อการพูดถึงภาวะสุขภาพทางจิต ระบบการรักษามีการแบ่งชนชั้น ถูกเลือกปฏิบัติ สวัสดิการการรักษาพื้นฐานไม่ครอบคลุม 

จากข้อมูลของสมาคมจิตเวชแห่งบราซิล ประมาณสองในสามของผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าไม่ได้รับการรักษา ในบรรดาคนไข้ที่ไปพบแพทย์ มีเพียง 50% เท่านั้นที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง ปัจจัยรายล้อมทั้งหมดที่เกิดขึ้นเหมือนกำแพงไททันขนาดมหึมาที่ส่งผลให้บราซิลได้อันดับความน่าเป็นห่วงเรื่องสุขภาพใจของคนในประเทศเป็นอันดับหนึ่งในอเมริกาใต้ และอันดับ 3 ของโลก 

ด้วยปัญหาทางใจของคนในประเทศที่ถูกซุกไว้ใต้พรม สมาคมจิตเวชแห่งประเทศบราซิล (ABP, Brazilian Association of Psychiatry) จึงเล็งเห็นว่าปัญหาเหล่านี้ต้องถูกพูดถึงอย่างจริงจังในวงกว้าง จึงมีการสัมภาษณ์นีซีโอ และเผยแพร่ถึงสิ่งที่เขารักษามาตลอด 24 ปี 

เหมือนที่เขาพูดมาเสมอว่า “ยิ่งมีคนได้ยินฉันพูดถึงภาวะซึมเศร้า ผู้คนก็จะยิ่งเลิกรู้สึกอับอายมากขึ้นเท่านั้น”

บทสัมภาษณ์ของเขาสามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อองค์กรต่างๆ ทำให้เกิดแคมเปญที่ร่วมมือกันหลายภาคส่วน และสื่อสารออกมาด้วย #PrejudiceHurts ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อต่อสู้กับการตีตราและอคติต่อผู้ที่ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช 

และกลายเป็นกฎหมาย การตีตรา = อาชญากรรม ที่ถูกบังคับใช้ในที่สุด อ่านเรื่องนี้เต็มๆ ที่ https://bit.ly/3RxhiEy

ไม่ว่าจะอาชีพตลกๆ หรืออาชีพไหนๆ การออกมายอมรับต่อสภาวะสุขภาพทางจิตที่ตัวเองกำลังเจอกลายเป็นส่วนสำคัญ และนับเป็นบันไดขั้นแรกเพื่อสุขภาพใจที่ดี แต่ทั้งหมดต้องขับเคลื่อนเป็นวงกลมไปพร้อมกัน การหันมาใส่ใจสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติๆ ที่ใครๆ ก็ต้องทำ ดังนั้นแล้วการลดการตีตราของผู้มีปัญหาสุขภาพจิตจึงถูกขีดเส้นใต้ตัวใหญ่ๆ ให้สังคมได้ขับเคลื่อนต่อไป 

สุดท้ายนักแสดงตลกก็คือมนุษย์คนหนึ่ง อาชีพตลก จริงๆ อาจไม่ตลกเลยก็ได้