เมนูขายดี Tea(cher) Overload ท็อปปิ้งฟรี! (ที่ไม่อยากได้) งานสอน งานวิชาการ งานบริหาร และงานเอกสาร : ก่อนนักเรียนจะปัง ครูพังไปแล้ว 

“เคยอยู่หน้าห้องเรียนแล้วยืนร้องไห้ต่อหน้าเด็กๆ  แล้วเราก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้น”

ปีโป้ (นามสมมุติ) ข้าราชการครูวัย 31 ปี ยอมรับว่าภาวะซึมเศร้าที่เขาเผชิญมากว่า 5 ปี มีเหตุผลใหญ่ๆ มาจากเรื่องทางบ้าน และอาชีพ ‘ครู’ ที่ยิ่งผลักดันให้เขาดิ่งลงเรื่อยๆ 

“ตอนเป็นแรกๆ เราตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องทุกข์อยู่คนเดียว ไม่ยุติธรรมเลยบวกกับมีปัญหาตอนที่เราไปบรรจุด้วย คือเรารู้ว่าระบบการศึกษามีปัญหาตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว ซึ่งเรามีความตั้งใจว่าถ้าเข้ามาในระบบเราจะเปลี่ยนมัน แต่เมื่อเข้ามาในระบบจริงๆ แล้ว (ณ ตอนนี้ปีโป้บรรจุเป็นครูที่โรงเรียนขนาดกลาง) รู้สึกทุกข์ทรมาน (Suffer) มากเหมือนตอนนั้นก็ทุกข์ทั้งเรื่องงานและชีวิตของครอบครัวสองอย่าง” 

ปีโป้เล่าต่อว่าเมื่อครั้งเขาดำดิ่งไปกับโรคซึมเศร้าหนักๆ  เพื่อนครูในโรงเรียนต่างตีตัวออกห่าง รวมถึงเกณฑ์ต่างๆ ในระบบข้าราชการครูที่ยิ่งทำให้เขาแย่ขึ้นไปอีก 

“ระบบมันไม่เอื้อให้ทุกคนเข้าใจกัน เพราะครูทุกคนอยู่บนเส้นทางการแข่งขัน ต้องทำผลงานเพื่อขึ้นเงินเดือน แต่ผมได้ขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำสุด 6 ครั้งติดภายใน 3 ปี ซึ่งเขาตัดสินจากจำนวนการลา เพราะว่าเราลาป่วยไปหาหมอบ่อย แต่ความเป็นจริงเกณฑ์การตัดสินมันไม่ได้อยู่ที่การลา มันอยู่ที่การสอนเรา แล้วการลาก็มีใบรับรองแพทย์ทุกครั้ง หรือมีครั้งหนึ่งที่ต้องเขียนบันทึกการลาว่าป่วยเป็นซึมเศร้าเพราะอะไร อันนั้นคือเรารู้สึกแย่มากๆ” 

เมื่อกล่าวถึงสุขภาพจิตในโรงเรียน ทุกคนจะมุ่งความสนใจไปที่นักเรียน แต่อันที่จริงโรงเรียนยังมีบุคลากรฝ่ายอื่นๆ โดยเฉพาะ ‘คุณครู’ ที่นับเรือจ้างกำลังอยู่ในสภาวะใกล้ผุพังหรือใกล้หมดแรงล่มกลางทาง พาเด็กๆ โดยสารไปไม่ถึงฝั่งอย่างที่ตั้งใจไว้ 

ประเทศไทยยังไม่มีการเก็บข้อมูลสถิติเรื่องสุขภาพจิตของครูอย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อนหน้านี้สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เคยมีการเก็บข้อมูลจากคนทำงานภาครัฐ เน้นเฉพาะอาชีพครู และตำรวจกว่า 3,166 คน พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีความกังวล ฟุ้งซ่าน มีอาการนอนไม่หลับ ไม่อยากอาหาร และหมดหวังกับตัวเอง นอกจากนี้ยังมีอาการซึมเศร้า โดยเฉพาะในผเพศหญิงที่มีอาการมากกว่าเพศชาย 3%

ความเครียดของครูมีนานัปการ รายงานเรื่องผลเสียของการปิดโรงเรียนช่วงโรคระบาด จากยูเนสโกในปี 2020 (UNESCO’s Report on the Adverse Consequences of School Closures (2020)) เสนอว่า วิกฤติโรคระบาดโควิด-19 สร้างภาวะเครียดให้กับแรงงานครูเนื่องจากคาบการเรียนการสอนถูกโยกไปอยู่ในออนไลน์ ส่งผลให้ชั่วโมงการสอนเพิ่มพูนมหาศาล

เมื่อคลายล็อกดาวน์ ปัญหากลับไม่คลี่คลาย เพราะแรงงานครู ครูใหญ่ หรือบุคลากรที่ทำงานด้านการศึกษากลับต้องรับภาระเพิ่มขึ้นในการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป และอาจจะได้รับผลกระทบจากการถูกลดค่าแรง หรือการมีบุคลากรน้อยลงเพราะพนักงานบางส่วนถูกปลดออก สุขภาพจิตจึงแย่ลง จนกลายเป็นโรคซึมเศร้าในตอนท้าย 

ย้อนกลับไปก่อนที่จะมีโรคระบาดโควิด-19 อาชีพครูนับว่าเป็นอาชีพที่ต้องทำงานหนักและระบบก็สร้างภาระให้มากกว่างานสอน  ซึ่งความเครียดนี้ส่งผลกระทบทั้งต่อตัวครูเอง และต่อการเรียนรู้ของนักเรียนในที่สุด 

เมื่อ 3 ปีที่แล้วมีครูสาวรายหนึ่ง โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊กถึงเหตุผลในจดหมายลาออกในจากการเป็นครู 

“ข้อแรกคือไม่เห็นด้วยกับการให้ครูทำเอกสารประเมิน ประกัน ประกวด สำรวจข้อมูลที่มากเกินความจำเป็นและไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเรียนการสอนเท่าที่ควร ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองแรงกาย แรงใจ ทรัพยากร เปลืองเวลา และงบประมาณ โดยไม่มีเหตุจำเป็น หลายครั้งกระทบเวลาที่ควรเตรียมการสอน ตลอดจนเวลาส่วนตัวที่ควรมีให้ครอบครัว เพราะครูก็มีลูกที่ต้องกลับไปอบรม ดูแล สั่งสอน เช่นเดียวกัน” 

และประการที่สองคือการไม่มีความพร้อมด้านการสอนออนไลน์ เนื้อในจดหมายคือการไม่ยอมทนต่อระบบที่ครูต้องเจอ 

“ต้องอยู่ให้ได้เพราะครูไม่ได้มีแค่หน้าที่สอน แต่ต้องดูแลทั้ง 4 ฝ่าย คือฝ่ายการสอน ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายงานบริหาร และฝ่ายธุรการทั่วไป”

เจ้าของจดหมายลาออกดังกล่าวซึ่งเป็นครูระดับชั้นอนุบาลในโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มเติมว่าการสอนเด็กๆ ไม่เหนื่อยเท่ากับการทำงานส่วนอื่นๆ บางทีกลับบ้าน 4 ทุ่มก็ยังมีเพราะต้องทำรายงาน ทำเอกสารส่วนที่รับผิดชอบ หรือว่าต้องปล่อยให้เด็กๆ มีคาบเรียนว่าง เพราะครูต้องใช้เวลามาทำเอกสารของโรงเรียน 

พ.ศ. 2564 เคยมี #ทำไมครูไทยอยากลาออกในทวิตเตอร์พุ่งติดอันดับ 1 ของประเทศไทยอยู่ระยะหนึ่ง โดยในเทรดมีการพูดถึงปมปัญหาที่ครูไทยเกิดภาวะหมดไฟ (burn out) ส่วนใหญ่เทให้เหตุผลที่มีภาระงานมากเกินไป เงินเดือนน้อย และขาดสวัสดิภาพในการทำงาน 

ไม่ใช่แค่ในไทย แต่โรงเรียนครูทั่วสหรัฐฯ ก็มีปัญหาคล้ายๆ กัน จากการสำรวจครูในสหรัฐฯ State of the American Teacher Survey ปี 2566 โดย Rand Corporation องค์กรวิจัยด้านนโยบายสาธารณะ พบว่า 13% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าโรงเรียนของพวกเขาไม่ให้การสนับสนุนด้านสุขภาพจิตหรือความเป็นอยู่ที่ดีแก่ครู 

ตลอดช่วงปี 2566 มีข่าวความรุนแรงของเด็กที่เกิดขึ้นในโรงเรียนหลายข่าวทั้งไทยและต่างประเทศ และสุขภาพจิตของเด็กในโรงเรียนถูกชูขึ้นมาพูดในแวดวงวิชาการ รวมถึงสุขภาพจิตของครูด้วยเช่นกัน 

ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส. พรรคเพื่อไทย เคยเสนอโครงการ ‘1โรงเรียน 1 นักจิตวิทยา’ ในการประชุมสภาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดนเหตุผลหลักๆ คือนอกจากจะมีนักจิตวิทยาสำหรับนักเรียนแล้ว การมีชั่วโมงพบนักจิตวิทยาหรือบำบัดก็อาจจะเป็นช่องทางที่จะซัพพอร์ตจิตใจครูได้ด้วย 

“แนวคิดการรักษาใจคนทำงานอย่าง Work-Life Balance ยังมีอยู่แค่ในภาคเอกชน แต่ในภาคการศึกษาคิดว่าเราควรนำแนวคิดการรักษาใจคนทำงานมาใช้ในงานภาครัฐด้วย ทั้งนี้การซัพพอร์ตเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ที่สำคัญพอๆ กับการซัพพอร์ต คือการไม่สร้างปัญหาให้ครูตั้งแต่แรกด้วย การลดภาระงานครูเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง” ลิณธิภรณ์ กล่าวในงานเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ “การดูแลใจเด็กและเยียวยาใจครู” จัดโดยกลุ่มครูขอสอน ก่อการครู และ PLC Reform 

มีผลสำรวจของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ (สสค.) ในปี 2557 พบว่า ใน 200 วัน ครูต้องทำงานอื่นที่ไม่ใช่งานสอนไปแล้ว 84 วัน เช่นเดียวกับผลการสำรวจจาก เครือข่ายครูขอสอน พบว่า ครูไทยทำงานหนักแต่สอนได้ไม่เต็มที่เพราะถูกแย่งเวลาไป โดยร้อยละ 95 ของครูต้องทำงานนานกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน และร้อยละ 58 ต้องทำงานอื่นที่ไม่ใช่การสอนมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

บทความของศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ 101 PUB บนเว็บไซต์ Policy Watch อธิบายชัดว่า ปัญหาภาระงานมีต้นตอมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างการบริหารแบบรวมศูนย์ของกระทรวงศึกษา หน่วยงานส่วนกลางคิดและสั่งดำเนินโครงการต่าง ๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงผลต่อการสอนของครู แม้บางโครงการมีจุดประสงค์สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการสอนของครู แต่เมื่อครูเห็นว่าไม่มีความสอดคล้องหรือเป็นประโยชน์ต่อการสอนของตน โครงการเหล่านั้นก็กลายเป็นภาระงานที่มาแย่งเวลาสอน

เด็กจะดี ก็ต่อเมื่อครูและสภาพแวดล้อมเอื้อต่อกัน เด็กดี ครูดี สภาพแวดล้อมดี สามสิ่งนี้ควรไปด้วยกัน 

อ้างอิง

The State of the American Teacher and the American Principal

The Global Report on the Status of Teachers 2021

ภาระงานล้น แต่เงินน้อย สรุปปัญหา #ทำไมครูไทยอยากลาออก เมื่อครูถูกผลักให้เป็นผู้เสียสละ

1โรงเรียน 1 นักจิตวิทยา

ครูสาวยื่นใบลาออก ร่ายยาวเหตุผล สุดทนทำเอกสารประเมิน ไม่เกี่ยวการเรียนการสอน

ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ 101 PUB

สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่