“แมวคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน” คุยกับคนกลัวแมวในโลกที่เต็มไปด้วยคนรักแมว แพร์-วิลาวัณย์ บุญเกื้อกุลวงษ์

ลูกเราที่ไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน แมวก็เช่นกัน 

ถ้าเป็นเมื่อหลายปีก่อน เราคงไม่ได้มาคุยเรื่องแมวกันในวันนี้ได้ เพราะลำพังออกเสียงว่า มอ-แอ-วอ-แมว ยังถือเป็นเรื่องยากมากสำหรับคนกลัวแมวอย่าง ‘แพร์’ วิลาวัณย์ บุญเกื้อกุลวงษ์ กรรมการมูลนิธิวัชรปัญญา และ นักจิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม 

ภาวะกลัวแมวของแพร์เป็นโรคกลัวเฉพาะอย่าง (Specific phobia) และเป็นหนึ่งในภาวะโฟเบีย (Phobia) หรือโรคกลัวขั้นรุนแรงต่อสถานการณ์หรือสิ่งของบางอย่าง เช่น สัตว์ ที่แคบ ที่สูง การขึ้นยานพาหนะ สิ่งของ เลือด เข็มฉีดยา ฯลฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน 

‘โรคกลัว’ จัดเป็นโรคผิดปกติทางจิตอย่างหนึ่ง ซึ่งทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในอดีต ความไม่สมดุลกันของสารเคมีในสมอง หรือการถ่ายทอดทางพันธุกรรม 

เมื่อเปรียบเทียบกับหมา คนจำนวนไม่น้อยกลัวหมาเพราะกลัวจะถูกกัด แต่กับแมว แพร์ถูกถามบ่อยๆ ว่าทำไมถึงกลัว 

“ในความคิดคนส่วนใหญ่แมวมันไม่ทำร้าย มึงกลัวทำไม แพร์ก็บอกว่าไม่ได้กลัวมันกัด แค่กลัวเฉยๆ เคยไปไหนสักที่แล้วมีคนบอกว่า มันไม่ยุ่งๆ แต่คือเรากลัวไง เราไม่รู้หรอกว่ามันจะยุ่งไม่ยุ่ง และไม่รู้เราต้องดีลกับสถานการณ์นี้ยังไง” 

อาการเบื้องต้นของแพร์เมื่อเจอแมวกระทันหันคือ ไฮเปอร์เวน (Hyperventilation) หรือหายใจเกิน คือการหายใจหอบเร็วและลึกนาน จนทำให้เกิดความผิดปกติของค่าสารเคมีในเลือด อาการดังกล่าวสัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวลหรือได้รับความกดดันทางจิตใจ   

“ไปกินข้าวกับเพื่อน ตอนแรกไม่คิดว่าร้านนี้จะมีแมว ทุกคนรู้แค่ว่าเราไม่ชอบแมว แต่พอเปิดประตูเข้าไป แมวพุ่งออกมาจากหลังร้านเลย วิ่งผ่านขาเราฟึ่บ เรามีอาการไฮเปอร์เวนหรือหายใจเกิน ตัวแข็ง ตกใจมาก แล้วเพื่อนก็เปลี่ยนร้าน เราต้องนั่งหายใจอยู่บนรถสักพักเลย” 

และคำถามที่แพร์โดนบ่อยที่สุดคือกลัวได้ยังไง 

แต่คำตอบสำคัญของบทสนทนาครั้งนี้มาจากคำถามว่า แพร์ผ่านมันมาได้อย่างไร เพราะการที่เรากลัวอะไรสักอย่างถึงขั้นโฟเบีย ในทางการแพทย์เราไม่จำเป็นต้องรักษาถ้าคิดว่าตัวเองหลีกเลี่ยงได้ 

2-3 ปีที่ผ่านมาแพร์เลือกที่จะเผชิญหน้าด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม และตอนนี้ข้อมือข้างขวาของแพร์ก็มีรอยสักรูปแมวอยู่ มีหนังสือเกี่ยวกับแมวเกือบเต็มตู้ และอ่านนิทานเกี่ยวกับแมวให้หลานฟังได้ 

อย่างไรถึงจะเรียกว่าแมวโฟเบีย 

“แพร์เคยคิดเหมือนกันว่ามันเกิดจากอะไร สุดท้ายก็คิดไม่ออกเลยช่างมัน” แต่ที่แน่ๆ ก่อนหน้านั้น แพร์ไม่คิดบอกเรื่องนี้กับใคร เพราะดูเป็นเรื่องน่าอาย แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนได้ไปเรียน CBT (Cognitive Behavioral Therapy) หรือการบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม 

CBT ถูกใช้รักษาโรคซึมเศร้าแล้วได้ผลดี จึงถูกเอาไปใช้กับปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตหรือการใช้ชีวิต เช่น วิตกกังวล อารมณ์โกรธ การใช้สารเสพติด ผู้มีปัญหาการกิน ฯลฯ 

แพร์พบว่าคนที่มาเรียนคลาสเดียวกัน กลัวกันคนละอย่าง บางคนกลัวหมา บางคนกลัวไก่ อีกคนกลัวหนอน 

“พี่ที่นั่งข้างๆ กัน รักแมวมาก เค้ารู้ว่าเราไม่ชอบแมว บอกว่า แพร์ๆ พี่ว่าของแกแรงสุด แชร์ดิ เราก็เหรอ ไม่เอาหรอก เหมือนลึกๆ เราไม่อยากบอกใคร อาย มันมีวิธีคิดเกี่ยวกับตัวเองแบบนี้เยอะ แต่สุดท้ายก็แชร์ จำได้ว่า ห้องเรียนแอร์เย็นเจี๊ยบ เราจับไมค์ปุ๊บสั่น เหงื่อแตก พอบอกไปว่าแพร์กลัวแมวค่ะ อาจารย์ก็อื้ม โอเค แชร์รูปแมวขึ้นหน้าจอเลย แพร์ฟุบลงเลย อาจารย์ก็เฮ้ย อาการหนัก นี่มันโฟเบียแล้ว ไม่ใช่แค่กลัวเฉยๆ” 

หลังจากแชร์ไป ทำให้แพร์รู้ระดับความกลัวของตัวเองชัดมากขึ้น ลำพังคำว่าแมวยังไม่อยากจะพูดเลย พอได้พูดออกมาเลยได้รู้ว่าตัวเองไม่ไหว ก่อนหน้านี้แพร์เลี่ยงทุกอย่างที่เกี่ยวกับแมวมาตลอด hide เพื่อนที่รักแมวในโซเชียลมีเดียเกือบหมด 

ไม่ใช่แค่โลกออนไลน์ ความกลัวแมวก็รบกวนการใช้ชีวิตข้างนอกของแพร์หมือนกัน

“การไปวัดเป็นส่วนหนึ่ง บางทีเราอยากมีสมาธิ สงบในงานศพ แต่เราก็ต้องคิดว่าศาลามีแอร์มั้ย มีแอร์กูเข้าก่อนเลย ปลอดภัยแน่นอน เพราะถ้าเป็นศาลาเปิดโล่ง ต้องถอดรองเท้าป่าววะ เก้าอี้เป็นยังไง ต้องนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้มั้ย คือมันจะเตรียมคิด แล้วเรารู้สึกเปลืองพลังงาน มันเหนื่อย” 

การใช้ชีวิตของคนกลัวแมว ไม่ได้สบาย ตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ 

กลัวแมวหรือกลัวอะไรที่มากับแมว 

นอกจากการเรียน CBT แพร์ใช้เวลาหลายปีในการพยายามเข้าใจตัวเองว่าจริงๆ แล้วแพร์กลัวแมว หรือ กลัว ‘อะไร’ ที่มากับแมวกันแน่  

“แพร์มีความกลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์ แพร์โตมาในบ้านที่ซีเรียสเรื่องการสั่งสอน มีคำพูดบางคำที่เราจำได้ เช่น อย่าเด่นอย่าดัง เดี๋ยวเหลิง คืออย่าทำตัวให้เป็นที่รู้จักหรือทำให้คนมาวิพากษ์วิจารณ์ พอโตขึ้นและได้เรียน CBT พบว่าครอบครัวเราโคตร anxiety เลย เราโตมาในบ้านที่เหมือนเป็นพี่สาวคนโตด้วย เราไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่าเราพัฒนา anxiety หรือภาวะวิตกกังวลมาเรื่อยๆ แล้วความกลัวมันเป็น subset ของ anxiety อยู่แล้ว ฉะนั้น ความวิตกกังวลของแพร์มันออกมากสุดผ่านความเป็นโฟเบีย” 

ระหว่างการสนทนาดำเนินไปเรื่อยๆ การได้เล่าและอธิบายความรู้สึกออกมา ทำให้แพร์ค่อยๆ นึกขึ้นได้ว่าเหตุการณ์แรกที่ความกลัวแมวพุ่งชนเพดานขั้นสูงสุดเกิดขึ้นตอนมัธยมต้น 

“ลูกพี่ลูกน้องผู้ชาย เหมือนเค้ารู้ว่าเจ๊แพร์ไม่ชอบแมว เลยอุ้มแมวมาหา แพร์วิ่งหนีเข้าห้องน้ำ แล้วมันตันจนไม่รู้จะหนีไปตรงไหนได้แล้ว จำได้ว่าหันหน้าเข้ากำแพง น้องอุ้มแมวมาแง้วที่หลัง เจ๊แพร์ร้องไห้ น้องๆ ช็อคเลย”

ด้วยความที่ยังไม่กล้าบอกใครตรงๆ ว่ากลัวแมว ทำให้แพร์เผชิญเหตุการณ์แบบนั้นอีกหลายครั้ง เพราะคนวงนอกรู้แค่ว่าแพร์ไม่ชอบแมว สิ่งที่เกิดขึ้นและสะสมไปเรื่อยๆ คือความเหนื่อยที่ต้องจัดการให้ตัวเองอยู่ห่างจากแมว ความรู้สึกว่ารบกวนคนรอบข้างเป็นหินอีกก้อนที่หนักมากจนแพร์อยากยกออก โดยเฉพาะคนรอบข้างที่เข้าใจและพร้อมซัพพอร์ต

“งานศพแม่อ.ตุล (สามี) ตอนที่ทุกคนไปกินข้าวแล้วที่ร้านมีแมว แมวเดินมานั่งใต้โต๊ะเรา  แล้วแพร์ก็ไม่ไหว สุดท้ายที่บ้านก็บอกว่ากลับไปกินที่บ้านกัน คือซัพพอร์ตมาก ทุกคนรู้ว่าแพร์กลัวแมวแต่ทุกคนจะไม่โฟกัส ปล่อยให้แพร์อยู่กับตัวเอง ถ้าแพร์ต้องการอะไร บอก แต่จะไม่ถามว่า แพร์ไหวมั้ย เขาไม่เคยเรียนเรื่องสุขภาพจิตนะ เปรียบเทียบกับที่บ้านแพร์ พ่อแม่ไม่เก็ต กลัวอะไร ไม่รู้มาก่อนเลยว่าลูกกลัว สามีเคยถามว่า เรื่องความกลัวตรงนี้ พ่อแม่รู้หรือเปล่า เราบอกไม่รู้ แล้วเราก็ไม่รู้สึกคอมฟอร์ตที่จะบอกด้วย” 

เดินเข้าถ้ำแมว

จุดสำคัญคือการได้รับความเข้าใจแบบไม่ต้องเข้าใจที่มาที่ไป และไม่อยากสร้างความลำบากให้คนรอบข้าง ประกอบกับการได้เรียน CBT ทำให้ได้รู้ว่า โฟเบียไม่ใช่เรื่องจำเป็นต้องรักษา เพราะมันเลี่ยงได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความจำเป็นของแต่ละคน เป็นทางเลือกของแต่ละคนว่าจะเลือกใช้วิธีไหน เช่น สมมติคนกลัวการขึ้นเครื่องบิน ไม่ต้องรักษาก็ได้ แค่ไม่ต้องขึ้นเครื่องบิน 

“แพร์ก็เอาไงดีวะ ไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้นะ เป็นแพร์ที่กลัวแมวแบบเดิมก็ได้ ซึ่งไม่เป็นไรเลย ไม่ใช่ความผิด ไม่มีใครมีปัญหากับเรื่องนี้ แต่มันเริ่มถึงจุดที่เรา aware ว่า มันเหนื่อย มานั่งคิดว่าร้านนี้มีแมวมั้ย แล้วการไปกับคนส่วนมาก มันก็โอเคหรือเปล่าถ้าเราต้องบอกเพื่อนว่าช่วยดูให้หน่อย เลือกร้านที่ไม่มีสัตว์ เลือกโรงแรมที่ไม่ pet freindly  ความกลัวของเราจะเริ่มเป็นความเยอะ และเราจะต้องทำแบบนี้ตลอดไปเหรอ” 

‘ตั้ม’ วิจักขณ์ พานิช มิตรคนสำคัญของแพร์บอกว่า “เธอจะเป็นแพร์ที่กลัวแมว เป็นแพร์ที่เป็นนักจิตบำบัดที่กลัวแมวก็ได้”

“พอตั้มพูด มันก็กึ่งๆ empower ว่าเราเป็นเราแบบนี้ก็ได้ จะเป็นแบบไหนก็ได้ แค่เป็นเรา คือกลายเป็นว่ามีโมเมนต์ที่บอกตัวเองว่า เออ แพร์ก็เป็นแพร์ที่กลัวแมวนี่แหละ แล้วกลายเป็นว่าหลังจากนั้นเราก็เลิก all or nothing เรื่องแมว อยู่ๆ ก็ค่อยๆ เอง ไม่รู้ตัว” 

สเต็ปถัดมาคือการเดินเข้าหาแมว โดยการไปซื้อหนังสือแมว เริ่มที่เล่ม Cat Yoga หาความเชื่อมโยงจากโยคะที่ตัวเองเล่นอยู่ด้วย 

“ไม่ได้เอามาเพื่อที่จะตั้งใจอ่าน เอามาฝึกดูรูป ข้างในเป็นภาพวาด มีรูปจริงบ้าง เราก็ดูไกลๆ บอกตัวเองว่ามันเป็นภาพ ทำอะไรไม่ได้ สัมผัสไปก็กระดาษ ไม่ได้เป็นขน ไม่มีอะไร พูดถึงมันบ่อยขึ้น  โดยที่ไม่ได้เรียกว่าเป็นการรักษา แพร์ไม่กล้าเอาตัวเองรักษา กลัว เพราะปลายทางของการรักษาคือต้องจับแมว ต้องอยู่กับแมวได้ แต่ของแพร์เรียกว่า ปรับตัว เพื่อให้อยู่กับชีวิตประจำวันไม่ยากลำบากเกินไป” 

จากเล่มแรกก็สู่เล่มต่อๆ ไป จนมาถึงตุ๊กตาแมว  ที่เพื่อนส่งรูปมาถามแพร์ก่อนว่า โอเคกับแมวสีไหน ก่อนจะมาตกที่ “ขาวกับส้มพอได้” เพื่อนใช้วิธีสั่งแล้วส่งมาให้ตัวเองก่อนเพื่อเอามาห่อใหม่หลายชั้น แต่ละชั้นจะมีกระดาษแปะว่าคุณกำลังจะเจออะไร ให้เวลาแพร์ได้หายใจลึกๆ เตรียมตัวก่อนเปิดเจอชั้นต่อไป

“เพื่อนเป็นนักบำบัดเหมือนกัน เลยใช้วิธีแบบนี้ ให้เวลาเราหลายนาทีสำหรับเตรียมใจ จำได้ ตอนแกะห่อ ใจเต้น มือสั่น แต่พอใกล้จะเจอตัว ตะโกนถามสามีว่าอยู่ไหน คนซัพพอร์ตก็สำคัญ  พอเปิดไปเจอตัวจริงข้างใน ก็บอกตัวเองว่ามันไม่ง่ายเลยนะเนี่ย”  

จนถึงวันที่ตัดสินใจเดินเข้าถ้ำแมว ไปเจอกับแมวตัวจริงด้วย ซึ่งเป็นบ้านของอาจารย์ที่สอน CBT และก็เป็นทาสแมวคนหนึ่งด้วย 

“เราไม่ได้คิดว่ามีหรือไม่มีแมวเลย คิดแค่ว่าเราจะไป พอแพร์ตั้งใจจะทำอะไร มันมีจุดหนึ่งที่ไม่กังวลกับเรื่องนี้มาก เหมือนเราไว้ใจอาจารย์ เรารู้ว่าอยู่ที่นี่ปลอดภัย แต่กลัวนะ แล้ววันนั้นเป็นวันที่เราได้อยู่กับแมวเยอะมาก แต่เป็นแมวที่ไม่มายุ่งกับคน จะมีก็แต่แมวเด็กนี่แหละที่มายุ่งกับเรา เดินมาใกล้ๆ เราก็ถือกัญชาแมวคอยเล่น อันนี้ถือว่าเยอะสุดแล้ว”  

การอยู่กับแมวก็มีความก้าวหน้ามาเป็นลำดับแต่ไม่ก้าวกระโดด เพราะแพร์บอกว่าก็ยังเป็นแพร์ที่กลัวแมวอยู่ แต่เริ่มซื้อไอเทมแมวเข้าบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ 

จนแพร์ตัดสินใจสักรูปแมวไว้ที่ข้อมือ  

“มันมีความอยากสักอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะสักอะไรดี  ประกอบกับปีนี้เป็นปีที่สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เข้ามา เลยเลือกลายแมวแบบนี้เพราะมันเป็นเส้นๆ มีความการ์ตูน เหมือนบอกเราว่า  ‘แมวการ์ตูน เธอผ่านมันมาได้แล้ว’ จากเมื่อก่อนปฏิเสธทุกอย่างที่เป็นแมว”  

แพร์บอกว่าการสักเหมือนการเขียนไดอารี่ บันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต การเขียนก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นึกถึงความทรงจำนั้น 

“อีกด้าน การเขียนเป็นการเพิ่มความจำ การที่เราเอาแมวมาอยู่ตรงนี้(ข้อมือ)  การเห็นบ่อยๆ คือการฝึกเผชิญ ถึงแม้จะเป็นแค่การ์ตูน แต่เรารู้ว่ามีเรื่องนี้อยู่ที่เรากำลังค่อยๆ ทำงานกับมัน” 

การมีรูปแมวที่เคยกลัวอยู่บนเนื้อตัว แพร์บอกว่าไม่ได้รู้สึกดีใจหรือภูมิใจในตัวเอง แต่การที่มันดูเป็น ‘อะไรก็ได้’ ในชีวิตประจำวัน แค่นั้นก็โอเคมากๆ แล้วสำหรับแพร์ 

“แพร์รู้ว่าเราไม่ได้ทำเพื่อให้เลิกกลัวแต่ทำเพื่อให้เราอยู่กับมันได้โอเคขึ้น ไม่รบกวนชีวิตเท่าไหร่ เพราะแมวเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ เหมือนชีวิต ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น จะมีอะไรเปลี่ยนแปลง แพร์ว่ามันน่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน เราต่างก็ต้องการความแน่นอน ความชัดเจน มันจึงไม่ใช่แค่เรื่องแมวสำหรับแพร์ แต่คือเรื่องอื่นๆ ด้วย”  

คนกลัวแมว ไม่ได้เกลียดหรืออยากทำร้ายแมว

การบอกคนอื่นอย่าง official ว่ากลัวแมว ทำให้แพร์เห็นว่าก็มีคนอื่นที่กลัวแมวเหมือนกัน

“เวลาที่เราเห็นเพื่อนเราลงสตอรี่ เช่น มีหมาแมวในออฟฟิส สิ่งที่เราคิดคือทุกคนโอเคจริงๆ เหรอ มันมีคนที่ไม่โอเคด้วยหรือเปล่า มันมีงานวิจัยจริงที่บอกว่า สัตว์เลี้ยงช่วยผ่อนคลายได้ แต่มันเป็นชอยส์ และไม่ใช่ชอยส์สำหรับทุกคน มีพื้นที่ให้คนรักแมว ก็อยากให้มีพื้นที่ให้คนไม่โอเคกับแมวเหมือนกัน” 

แพร์ย้ำว่า คนกลัวแมว ไม่ได้เกลียดหรืออยากทำร้ายแมว เขาแค่อยากต่างคนต่างอยู่  

การชะลอการตัดสินคนอื่นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับแพร์ แต่วิธีไหนนั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคล 

“เข้าใจ เห็นใจ ไม่ตัดสิน ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องฝึกอะไรก่อน เหมือนลูกเราก็ไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน” 

เหมือนที่คนข้างกาย ไม่ตัดสินแพร์มาตั้งแต่ต้น ตรงกันข้ามกลับทำความเข้าใจและวิเคราะห์ที่มาที่ไปว่าทำไมแพร์ถึงกลัวขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็รักแมว  

“ผมบอกตัวเองว่าต้องให้พื้นที่ ให้เวลาแพร์เข้าใจตัวตน ความคิดเกี่ยวกับตัวเอง ความคิดที่สัมพันธ์กับผู้อื่น อันนี้สำคัญ ต่างคนต่างให้กันในพื้นที่ที่เราอยู่ด้วยกัน” คำอธิบายส่งท้ายจาก ‘ตุลย์’ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง สามีของแพร์