ไม่เจ็บเท่าที่คิด… เรื่องราว บาดแผล ความเจ็บปวด กว่าจะเป็นรอยสักหนึ่งรอย บทสนทนาในร้านสัก กับ ใหม่ ช่างสัก และเจ้าของร้าน Arma.Ink Tattoos 

“ความเจ็บเป็นไงบ้างคะ ทนได้ไหม มันไม่ได้เจ็บเท่าที่คิดใช่ไหม”

ระหว่างลงเข็มสักบนต้นแขนข้างขวาของลูกค้า ใหม่ตั้งคำถามก่อนที่จะดำเนินการลงเข็มขั้นต่อไป เพราะยิ่งลูกค้าเกร็งแค่ไหนในฐานะช่างสักยิ่งทำงานยากมากขึ้นเท่านั้น 

เมื่อลูกค้าตอบว่าไม่เจ็บเท่าที่คิด ใหม่ – รัตติกร แสนบัว จึงดำเนินการลงเข็มสักต่อเนื่องไป พร้อมกับเล่าเรื่องราวในชีวิตของเธอในฐานะช่างสักไปพร้อมกัน เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในร้าน Arma.Ink Tattoos ย่านบางพลัด ที่ใหม่เป็นเจ้าของ

“คือเราหน้าหมวยไง แล้วยังอยากสักไปเรื่อยๆ ตอนนี้เป็นช่างสักอาหมวย ต่อไปอาจจะเป็นอาอี๋ งั้นเอาเป็นชื่อร้านอาม่าเลยละกัน จะสักไปจนแก่ (หัวเราะ) แต่พอร้านเริ่มมีชื่อนิดหน่อยก็เลยกลับมาคิดคอนเซ็ปต์ร้านใหม่ว่าโอเค เวลาใครมาร้านก็เหมือนมาบ้านละกัน มีขนมให้ เปิดแอร์เย็นๆ ลูกค้าจะได้ผ่อนคลาย  ”

จุดเริ่มต้นของการเป็นช่างสักของใหม่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ด้วยงานประจำในตำแหน่งนักออกแบบเว็บไซต์ที่มีรูปแบบการทำงานแบบไม่ระบุเวลาตายตัว จนเกิดความว่าง ซึ่งความว่างนี้ผลักดันให้ใหม่เข้าสู่วงการช่างสักในที่สุด 

“ตอนนั้นเราว่าง มีงานประจำแต่ทำแบบ Work From Home แล้วแฟนก็ชอบดูคอนเทนต์เกี่ยวกับช่างสัก เลยแนะนำเราเพราะเห็นเราชอบวาดรูปด้วย หลังจากนั้นก็เลยลองลงเรียนดู”

“ไปเรียนได้สักพักมันก็สนุกที่ได้ทํา อาจจะเป็นปมตอนเด็กมั้ง เพราะว่าเคยสนใจเกี่ยวกับงานวาดแล้วไปลงเรียนดู สรุปเจอว่ามันค่อนข้างท็อกซิก (Toxic)”

จากที่ตอนเด็กเกลียดการวาดรูป พอเริ่มเรียนการสักไปสักพักก็ทำให้ใหม่รู้ตัวเองว่างานวาดรูปก็ยังเป็นสิ่งที่ชอบ และอยากทำอยู่ ทำให้ใหม่มองว่าในอนาคตการเป็นช่างสักก็เป็นตัวเลือกที่ดี 

“รู้สึกมีเป้าหมายในทุกๆ วันว่าฉันอยากเก่ง เหมือนลูฟี่อยากเป็นราชาโจรสลัด คืออยากเห็นตัวเองเก่งจากที่เคยสักรูปทานตะวันไม่ได้ เราอยากสักได้”

จบคอร์สสักระยะสั้น 1 เดือน ใหม่หาสถาบันอื่นๆ เพื่อต่อยอดการสัก จนได้ไปเจอกับช่างสักในตำนานที่ภูเก็ต 

“เราอยู่กรุงเทพ แต่ดูเหมือนชีวิตช่วงนั้นดูขี้โกงหน่อยนะ คืองานประจำทำแบบ Work From Home  ซึ่งเราทำงานไว เวลาว่างเลยเยอะ เลยตัดสินใจไปภูเก็ตเรียนสัก 3 เดือน มันเป็นแค่จังหวะชีวิตช่วงที่ลงตัวพอดี”

การที่ใหม่ได้ลงไปเรียนที่ภูเก็ตทำให้ใหม่ได้คิดอะไรหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือมายด์เซ็ต ด้านงานสักที่ไม่ได้มองว่าทำเพื่อปากท้องอย่างเดียว แต่มองไกลไปถึงความสำเร็จในอนาคต 

“เราวางแพลนมากขึ้น กลายเป็นว่าวันหนึ่งฉันจะต้องไปให้มันไกลขึ้น อาจจะไปสักต่างประเทศไหม หรือวางแพลนของตัวเองมากขึ้นซึ่งช่วงนั้นก็ร้องไห้เป็นผีบ้าหลายรอบอยู่เพราะว่ารู้สึกไม่มั่นใจว่าจะมีลูกค้าไหม แต่ตอนนั้นยังทำงานประจำอยู่นะ”

จุดเปลี่ยนจริงๆ คือความเปลี่ยนแปลงในงานประจำที่มีการปรับเปลี่ยนสัญญา ใหม่จึงกลายเป็นมนุษย์ช่างสักแบบเต็มตัว แล้วพร้อมที่เปิดร้านสักแบบเต็มที่

“ตอนนั้นเราเครียดมาก กังวลไปหมด กลัวลูกค้าชมไม่สวย กลัวไม่มีลูกค้า แล้วประสบการณ์ที่ผ่านมาเคยเจอลูกค้าชาวต่างชาติทำกริยาไม่ดีใส่ เร่งเวลา เพราะตอนนั้นเป็นมือใหม่ด้วย สักนานด้วย จนเป็นปมของเรา”

ปัญหาที่เจอกับลูกค้ารายแรกๆ ของใหม่คือการสักแล้วสีไม่ติดผิว ประกอบการกริยาของลูกค้าที่ใหม่คิดว่าไม่เหมาะสม จนใหม่ต้องพักเบรกการสักแล้วไปร้องไห้ในห้องน้ํา

“เพราะเรารู้สึกว่าชีวิตกูแม่งเครียดขนาดนี้ จนบอกอาจารย์ว่าไม่อยากทำแล้ว อาจารย์ถามกลับว่าจะไปเปิดร้านสักไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงยอมเพราะเรื่องแค่นี้ หลังจากนั้นเราก็เหมือนมีแรงฮึด”

ร้านสักของใหม่เริ่มต้นด้วยการดัดแปลงห้องพักคอนโดรับลูกค้า ที่มีทั้งโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม จนเมื่อช่วงปลายปี 2566 ร้านก็เริ่มเป็นรูปร่างด้วยห้อง 2 คูหาย่านบางพลัดในปัจจุบัน 

ส่วนที่ชอบที่สุดของการเป็นช่างสักคืออะไร? เมื่อโยนคำถามนี้ไป ใหม่ตอบแบบไม่เงยหน้าจากการลงเข็มสักว่า คือการได้ฟังเรื่องราวต่างๆ ของลูกค้า 

“ระหว่างทางได้ฟังโมเมนต์เรื่องต่างๆ เราก็แฮปปี้ บางคนสักเสร็จเขาชมว่าชอบมากเลย พอมาฟังอย่างงี้มันก็ฮีลใจได้”

เรื่องที่ใหม่ได้รับฟังจากลูกค้าจะเริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบลายสัก ระหว่างทางสัก และจนจบเรื่องเล่าที่กลายเป็นเรื่องราวในความทรงจำของใหม่ 

“บางคนอยู่ร้านสักตั้งแต่เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน”

การทำงานของใหม่ที่ใช้เวลานานที่สุดคือช่วงก่อนการสัก โดยมีการออกแบบลายตามความต้องการของลูกค้า เมื่อได้ลายที่ต้องการหรือโดนใจที่สุดแล้วก็จะเป็นส่วนของการทาบขนาดจริงลงบนผิวจริง รายละเอียดยิบย่อยตั้งแต่ขนาดพอดีไหม ฝั่งซ้ายหรือขวา หรือแม้แต่การคิดเผื่อลูกค้าเช่นถ้าสักตำแหน่งต่ำไป เมื่ออยากสักอีกในอนาคต ภาพรวมก็อาจจะออกมาไม่สวย พร้อมแนะนำตำแหน่งอื่นๆ ในมุมช่างสัก 

“เราชอบกระบวนการระหว่างที่มันจะออกมาเป็นรอยสักมากกว่าตอนสักเสร็จอีก เคยสักลูกค้าต่างชาติคนหนึ่งเขาบอกว่าเรื่องลายไม่ต้องเป๊ะมาก เดี๋ยวเขาก็ตายไปแล้วแต่เขาชอบขั้นตอนการได้มาคุยกับเรา หรือเคยมีลูกค้ามาสักรูปหมาที่เสียไปแล้วเราได้ฟังเรื่องราวของเขาตั้งแต่วันที่หมาเขายังอยู่ จนถึงฉากตอนที่หมาตาย

แล้วลูกค้าเสียงสั่น มันจะเป็นโมเมนต์ที่แบบเหมือนเราเอาตัวเราไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ด้วย แล้วลายที่เราออกแบบมันกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับเขา”

“มีคนหนึ่งบอกเราว่าเขารู้สึกกล้าที่จะพูดกับเรา หมายถึงว่าเหมือนเวลาไปหาจิตแพทย์ บางคนเขาแบบไม่กล้าแม้แต่พูด แต่พอเหมือนเขาคุยกับเราแล้วเขารู้สึกว่าเขากล้าที่จะแชร์เรื่องราวต่างๆ  แล้วเราฟังแล้วเราก็เออดีใจที่เราได้แบบเป็นส่วนหนึ่งที่เราได้ฟังเขา” 

“ทุกลายมันมีความหมายซ่อนอยู่อะ ถ้าถามว่าชอบลายไหนที่สุดก็คงตอบไม่ได้ เท่าที่เจอมาคนจะชอบสักแขนข้างซ้าย อาจจะเพราะว่ามือข้างขวาเป็นมือที่ถนัดมากกว่า หรือเราเคยเจอบรีฟโจทย์ลายยากๆ สำหรับเรา แต่พอเราตีโจทย์แล้วไปกลายเป็นรูปที่มีความหมายกับเขา มันดีต่อใจเขา”

ใหม่เล่าเรื่องราวระหว่างทางสักให้ฟังว่าส่วนใหญ่ลูกค้าที่เข้ามาสักมักจะมาพร้อมกับความหมายของลายนั้นๆ ซึ่งบางคนมาสักทะเบียนรถของตัวเองก็ยังมี 

“เท่าที่เจอบ่อยสุดก็พวกงานข้อความเช่น I love Myself หรือคำที่เขาอยากสักเอาไว้เตือนใจตัวเอง ชื่อเพลงที่ชอบ ศิลปินที่ชอบหรือแม้แต่กระทั่งชื่อนามสกุลตัวเอง ลายมือพ่อแม่”

“เท่าที่ผ่านมาสักทับรอยแผลก็มีบ้าง แบบเราก็เห็นว่ารอยแผลที่สักทับคล้ายๆ รอยกรีดข้อมือ บางคนเขาก็เล่า บางคนก็ไม่เล่า เราไม่มีสิทธิไปถามลูกค้า แต่ก็จะมีบางคนที่เรายังไม่เคยถามแต่เขาเล่าเลยเช่นเขาเลือกเอาหน้าสัตว์เลี้ยงสักทับรอยแผลนั้น เพราะเขาบอกว่าเอาสิ่งที่รักมาสักทับ เวลาที่เขาอยากทำอีกพอมาเห็นรอยสักแล้วเขาจะคิดได้ว่าเขาไม่อยากทำให้สิ่งที่รักเจ็บ ‘ฉันทำไม่ลง’ อะไรแบบนี้”

“คนที่เขาสักตรงรอยแผลของเขา มันเหมือนความรู้สึกว่าเขาก้าวผ่านมันมาได้แล้ว เขาก็กล้าที่จะยืนขึ้น หรือบางคนเขาก็มาสักไว้เตือนตัวเองว่าเออครั้งหนึ่งฉันเคยผิดนะ”

สุดท้ายการทำงานของใหม่ ทำให้เข้าใจว่าไม่มีลายสักไหนที่ไม่สวย ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า 

“เขาชอบแบบนี้ก็เป็นความชอบเขา เพราะทุกรอยสักมันมีความหมายสำหรับเขานะ”