วิมานหนาม : คงไม่มีหนามใดเจ็บปวดเท่าความไม่เท่าเทียม

เนื้อหาต่อไปนี้เปิดเผยบางส่วนของภาพยนตร์วิมานหนาม (The Paradise Of Thorns)

เพราะโดนทิ่มแทงจึงต้องแย่งชิง

ราชาแห่งผลไม้อย่างทุเรียนเป็นพืชทางเศรษฐกิจที่ใครต่อใครอยากลิ้มลอง กว่าทุเรียนต้นหนึ่งจะออกดอกออกผลต้องใช้ความอดทนและการดูแลที่กินเวลากว่าครึ่งทศวรรษ แม้จะได้ผลมันมาก็ยังต้องทนเจ็บมือเพราะหนามบนเปลือกทุเรียนทิ่มแทงผิวหนังเสียจนเลือดซิบ แต่ความหอม หวาน มันที่ซ่อนอยู่ภายในนั้น (อาจจะ) คุ้มค่าที่จะเจ็บตัว

ในบทความนี้เราไม่ได้มาพูดเรื่องทางการเกษตรอย่างการปลูกต้นทุเรียน แต่จะเล่าถึงภาพยนตร์จอเงินเรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า ‘วิมานหนาม’

นับตั้งแต่วินาทีที่ตัวอย่างภาพยนตร์ถูกปล่อยออกมา วิมานหนามกลายเป็นหนังที่ดึงความสนใจเราไปจากตารางฉายเรื่องอื่น เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้มีความไม่เท่าเทียมเป็นแรงบันดาลใจ โดยหยิบเอาทุเรียนพืชเศรษฐกิจราคาแพงไปเล่าเรื่องในจังหวัดที่ติดอันดับยากจนที่สุดในประเทศไทยอย่างจังหวัดแม่ฮ่องสอน

และหนึ่งในสิ่งที่เป็นปมของเรื่องราวทั้งหมดคือกระดาษบางๆ ใบเดียวที่เรียกว่าทะเบียนสมรส

กระดาษที่คู่รักชาย-ชายอย่างเสกสรรและทองคำ ไม่มีวันได้ครอบครองเพราะกฎหมายขีดเส้นแบ่งลิดรอนสิทธิตรงนี้ไป และถึงจะได้กฎหมายสมรสเท่าเทียมมาในอนาคตอันใกล้แต่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เพราะกฎหมายไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง

ความจริงอันโหดร้ายของความไม่เท่าเทียมจึงเปรียบเสมือนหนามแข็งปลายแหลมของทุเรียนที่คอยทิ่มทะลุความรู้สึกของตัวละครและผู้ชม (เช่นเรา) ได้อย่างเจ็บปวดเลยทีเดียว

เมื่อโฉนดที่ดินเปรียบเสมือนหนามอันแหลมคมทิ่มแทงผู้ที่หวังจะครอบครอง

หนังเริ่มต้นจากการถ่ายทอดภาพสวนทุเรียนขนาดกว้างขวางพร้อมบ้านหลังใหญ่ สถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือน ‘วิมานรัก’ ของเสกสรรและทองคำ คู่รักชายรักชายที่อดทนกัดฟันลงทั้งแรงกาย แรงใจ และเม็ดเงินไปกับที่ดินแห่งนี้เป็นเวลาล่วงเลยกว่าห้าปี จนในที่สุดความพยายามของพวกเขาก็ออกดอกออกผลเมื่อกลิ่นเกสรทุเรียนเริ่มส่งกลิ่นหอม

หากเป็นคู่รักชายหญิง หลักฐานพยานรักที่สำคัญที่สุดอาจจะเป็นกระดาษสี่เหลี่ยมผ้าใบหนึ่งที่จั่วหัวกระดาษว่าใบสำคัญการสมรส แต่ในกรณีของเสกสรรและทองคำกลับต่างกันออกไป เพราะช่วงเวลาภายในเรื่องนั้นประเทศไทยยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียม หลักฐานความรักของทั้งคู่จึงเป็นโฉนดที่ดิน บ้านและสวนทุเรียน ที่ทองคำได้ใช้เงินเฮือกสุดท้ายไถ่ถอนหลักฐานความรักออกมาจากสหกรณ์ที่รับจำนองโฉนดที่ดินแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยพ่อของเสกสรรยังมีชีวิต

ทว่าสวรรค์วิมานของทั้งคู่กลับพลิกผันกลายเป็นโศกนาฏกรรมเมื่อเสกสรรพลัดตกจากต้นทุเรียนกลางดึกคืนหนึ่ง แม้ทองคำจะขับรถกระบะเก่าๆ สมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เป็นชื่อของตนเข้าไปส่งคนรักให้ถึงมือหมอได้อย่างทันท่วงที แต่หนามแรกที่ทิ่มแทงทองคำคือการที่เขาไม่มีสิทธิในการเซ็นยินยอมให้หมอผ่าตัดเสกสรรได้

มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 และ ข้อ 2 และข้อ 9 ของคำประกาศสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วยระบุไว้ว่า หากผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารกับแพทย์ถึงแนวทางการรักษาได้แล้ว แพทย์จำเป็นต้องปรึกษาหารือกับญาติผู้ป่วยเพื่อให้พวกเขาทำหน้าที่ตัดสินใจในการรักษาพยาบาลแทน ซึ่งญาติตามกฎหมายนอกจากญาติทางสายเลือดอย่างพ่อแม่ ลูก หรือผู้ปกครองแล้ว ยังรวมไปถึงญาติทางกฎหมายอย่างคู่สมรสและทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ปกครอง ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาลอีกด้วย

ซึ่งทองคำไม่เข้าข่ายเลยสักข้อเดียว

เขาจึงจำเป็นต้องติดต่อไปหาแม่แสง มารดาแท้ๆ ของเสกสรรที่อาศัยอยู่บนดอยห่างไกลจากตัวเมืองเพื่อให้เธอเดินทางมาลงนามบนเอกสารที่โรงพยาบาล หากประเทศไทยมีสิ่งที่เรียกว่าขนส่งสาธารณะที่ดี การนั่งรอแม่แสงอาจจะไม่ได้บีบคั้นหัวใจทองคำและผู้ชมมากนัก แต่เรารู้ดีว่าการเดินทางในต่างจังหวัดเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แม้จะมีรถส่วนตัวก็ไม่ช่วยอะไรมากนักหากเส้นทางการเดินทางเต็มไปด้วยความทุรกันดาร เราจึงได้เห็นภาพโหม๋ น้องสาวบุญธรรมของเสกสรรพาแม่นั่งรถมอเตอร์ไซต์ที่เธอหยิบยืมชาวบ้านแถวนั้นขับผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยดินโคลน กลายเป็นอีกหนึ่งขวากหนามที่ทำให้ท้ายที่สุดเสกสรรก็จากไป

โศกนาฏกรรมในครั้งนี้ไม่ได้จบลงง่ายๆ เพราะหลังจากงานศพจบลงมรดกของผู้ตายย่อมเข้าสู่กระบวนการจัดการตามกฎหมาย หากสมรสเท่าเทียมปรากฏอยู่ในเรื่อง ทองคำจะมีสิทธิในการจัดการทรัพย์สินหรือสินสมรสร่วมกันระหว่างเขาและเสกสรร รวมไปถึงการได้สิทธิเต็มใบในการรับมรดกจากคู่สมรส เพราะฉะนั้นแม้ทองคำจะรวบรวมหลักฐานมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่ทองคำได้รับกลับมาจากการไปติดต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐยังคงเป็นการปฏิเสธคำขอด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าหลักฐานของทองคำเป็นเพียงหลักฐานอ่อน ไม่มีผลทางกฎหมาย และกฎหมายถือว่าทองคำและสามีเป็นเพียงแค่ ‘เพื่อน’ ซึ่งเป็นสถานะเดียวกับที่ระบุในเอกสารของโรงพยาบาลในคืนนั้น

ในฉากนี้เรื่องตลกร้ายที่ทำเราขำไม่ออกคือการที่เจ้าหน้าที่รัฐกล่าวโทษทางอ้อมว่าทุกอย่างเป็นความผิดของทองคำและเสกสรรที่ไม่รู้จักศึกษากฎหมาย ทำให้ไม่มีการคุยกันเพื่อวางแผนจัดการเรื่องมรดก มิหนำซ้ำเจ้าหน้าที่รัฐยังพูดตอกหน้าทองคำว่า “คนแบบเรามันโง่ยกทุกอย่างให้ผู้ชายไม่ได้หรอก” 

การใช้คำว่า ‘เรา’ ของเจ้าหน้าที่รัฐทำให้เราพลเมืองคนหนึ่งเหมือนทองคำแอบเบ้ปาก เพราะแทนที่จะโทษตัวกฎหมายที่ไม่รองรับการแต่งงานของบุคคลเพศเดียวกัน กลับโทษประชาชนที่เป็นผู้มีความหลากหลายเช่นเดียวกับตัวเองเสียอย่างนั้น

ความจริงที่ว่าทองคำกับเสกสรรไม่ได้มีพันธะตามกฎหมายทำให้เขาตกอยู่ภายใต้ความเครียดและความกังวล ทองคำรู้ดีว่าวิมานรักที่เขาก่อสร้างด้วยหยาดเหงื่อและก้อนเงินกำลังถูกพรากจากเขาไป เพราะกฎหมายระบุว่า “หากผู้ตายไม่มีคู่สมรสที่จดทะเบียนตามกฎหมาย ไม่มีทายาทสืบสันดาน ทรัพย์สินไม่ว่าเป็นสิ่งใดย่อมกลับคืนไปสู่บุพการีของผู้ตาย” และคนที่จะได้รับกรรมสิทธิ์โดยชอบทางกฎหมายในที่นี้คือแม่แสง แม่แท้ๆ ของเสกสรร

แม้ทองคำจะอ้อนวอนพร้อมสาธยายล้านแปดเหตุผลให้แม่แสงเห็นใจแต่ก็ไม่มีสิ่งใดนำพา เพราะมันไม่สามารถหักล้างประโยคจากปากแม่แสงที่ว่า “กฎหมายมันบอกว่ามันเป็นของแม่ แม่ก็เชื่ออย่างนั้น” ยิ่งแม่แสงและโหม๋ย้ายเขามาอยู่ในบ้านสวนหลังนี้พร้อมกับเรียกน้องชายแท้ๆ ของโหม๋มาอาศัยอยู่ด้วยกันยิ่งทำให้ทองคำรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผลอ่อนทุเรียนที่หลุดร่วงลงมาได้ง่ายหากใครสักคนใช้กฎหมายเขย่าเขาออกจากผืนแปลงแห่งนี้

และความกลัวของทองคำกลายเป็นเรื่องจริงโดยที่เขาไม่ทันได้เตรียมใจเมื่อโหม๋กล่าวหาเขาว่าเป็น ‘โจร’ มิหนำซ้ำยังโทรเรียกตำรวจมาลากคอเขาออกไปจาก ‘บ้านของเธอและแม่’ พื้นที่ที่ทองควรจะมีสิทธิเป็นเจ้าของในฐานะคนที่เคยลงทั้งแรงลงทั้งเงิน แต่กลับถูกกฎหมายปฏิเสธ

หลังจากถูกคุมขังเป็นการชั่วคราวในข้อหาบุกรุกขึ้นบ้าน (ของตัวเอง) ทองคำจำต้องระเห็จไปอาศัยอยู่ในห้องเช่ารูหนูเป็นการชั่วคราว เขาจึงมีโอกาสโทรติดต่อแม่ของตนที่ไปใช้แรงงานในประเทศไต้หวันเพื่อเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด แม่ของทองคำแนะนำให้ลูกชายของตนย้ายมาหางานที่ไต้หวัน แถมยังหยิบยกเรื่องกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ไต้หวันมาบอกทองคำอีกว่าหากเขามาที่นี่แล้วเจอรักใหม่ก็ไม่มีอะไรน่ากังวล เพราะที่ไต้หวันไม่ว่าใครก็แต่งงานกันได้

แน่นอนว่าตัวละครเอกของเราเลือกที่จะอยู่ไทยเพื่อทวงสิทธิทุกอย่างของตัวเองคืน แต่แค่แมทช์แรกอย่างการฟ้องศาลเขาก็แพ้อย่างไม่เป็นชิ้นดี เพราะกฎหมายไม่รองรับสถานะของทองคำและเสกสรร เขาจึงต้องหาวิธีใหม่เพื่อจะทำให้ได้วิมานหนามกลับคืน

ความหวังที่จะมีบ้านของชาวชาติพันธุ์ที่ไม่เคยมีอะไรเป็นของตัวเอง

“แต่พี่โหม๋ก็ไม่ใช่ลูกเขานี่ พี่หวังเหรอ ลืมไปแล้วเหรอว่าตัวเองเป็นลูกเลี้ยง”

หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ในเมื่อเป็นลูกเขยตามกฎหมายไม่ได้ ไม้ตายสุดท้ายของทองคำจึงเป็นการหาทางเอาวิมานของเขาคืนผ่านการขอเป็น ‘ลูกตามกฎหมายของแม่แสง’ 

ทว่าทองคำยังมีอุปสรรคที่เปรียบดั่งก้างขวางคออยู่ นั่นคือโหม๋ น้องสาวไม่แท้ของเสกสรรที่แม่แสงเก็บมาเลี้ยงเป็นเวลากว่ายี่สิบปี โหม๋รับหน้าที่ดูแลแม่แสงแทนเสกสรรมาโดยตลอด เพราะชายผู้เป็นเสาหลักของบ้านเลือกที่จะปล่อยให้แม่และน้องสาวของตนอยู่ที่บ้านบนดอย ส่วนตัวเองย้ายมาอาศัยอยู่ที่วิมานสวนทุเรียนกับทองคำ

เมื่อกฎหมายเปิดทางให้แม่แสงได้รับทรัพย์สินทั้งหมดของเสกสรร โหม๋เป็นหนึ่งในตัวละครที่ดีใจจนกระโดดโลดเต้น เพราะเธอเชื่อว่าตัวเองมีความสำคัญกับแม่ หากใครสักคนจะได้ที่ดินผืนนี้ต่อจากแม่แสง คนคนนั้นย่อมเป็นเธอ ฉะนั้นการกลับมาของทองคำตลอดจนท่าทีของเขาที่มีต่อแม่แสงจึงทำให้โหม๋ระส่ำระสาย

แม้หนังเรื่องนี้จะเน้นการถ่ายทอดไปยังมุมของทองคำเป็นหลัก แต่เมื่อเราลองกวาดสายตาไปยังรายละเอียดที่ปรากฏอยู่ในเรื่องเราจะพบว่าโหม๋ก็เป็นเหยื่อของความไม่เท่าเทียมเช่นเดียวกัน

เราจะสังเกตได้จากชื่อและนามสกุลของโหม๋ว่าเธอยังคงใช้นามสกุลเดิมของตัวเอง ไม่ใช่นามสกุลของแม่แสง ซึ่งเป็นสัญญะที่บอกโดยนัยว่า แม้โหม๋จะใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตในการปรนนิบัติดูแลแม่แสงราวกับลูกในไส้ แต่เธอไม่ถูกรับรองทางกฎหมายให้เป็นทายาทโดยชอบธรรม เธอจึงตกอยู่ในสถานะเดียวกับทองคำ สถานะของคนที่ไม่มีสิทธิรับมรดกที่ดินจากแม่แสง

โหม๋ แปลว่าดอกบัว การสะกดที่ดูแปลกตาเป็นเพราะชื่อนี้เป็นชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ กลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานอย่างหนาแน่นในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โลเคชั่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ผู้กำกับตั้งใจนำทุเรียน พืชที่แพงที่สุดไปปลูกเรื่องขึ้นมาในจังหวัดที่ยากจนที่สุด แม้เราจะไม่รู้ว่าทำไมแม่แสงถึงเก็บโหม๋มาเลี้ยง แต่สิ่งที่เรารู้อย่างแน่ชัดคือตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา โหม๋ไม่เคยสัมผัสกับคำว่าสบาย โหม๋ไม่เคยมีทรัพย์สมบัติอะไรเป็นของตัวเอง และแม่แสงก็ไม่เคยมองว่าเธอเป็นลูกเสียด้วยซ้ำ การที่ทองคำจิกกัดเธอว่าเป็นขี้ข้าของแม่แสงจึงไม่ใช่การกล่าวหาลอยๆ แต่อยู่บนเค้าโครงของความเป็นจริง

การที่เธอต้องคอยวิตกกับเรื่องมรดกที่ดินก็เปรียบเสมือนบัวปริ่มน้ำที่อุตส่าห์โผล่พ้นโคลนตมขึ้นมาทักทายแสงอาทิตย์แต่ไม่มีสิทธิที่จะเบ่งบาน

ตัวละครโหม๋เป็นตัวละครที่แอบซ่อนเรื่องราวความไม่เท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาที่แม่แสงดูถูกโหม๋ว่าไม่มีความรู้ การหางานที่ในเรื่องแสดงให้เห็นว่าก่อนหน้านี้อาชีพที่ประทังชีพโหม๋ไปวันๆ มีเพียงการเก็บผักกาดขาย ตลอดจนเรื่องการไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิของโหม๋จึงสมเหตุสมผล เพราะถ้าเธอไม่ได้ที่โฉนดที่ดินผืนนี้ เธอย่อมไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน เพราะทองคำคงไม่อยากเก็บเธอเอาไว้ในวิมานหนามแห่งนี้

ปัญหาการเข้าถึงการศึกษาและความยากจนที่โหม๋เจอเป็นปัญหาเดียวกันกับที่พี่น้องชาวชาติพันธุ์ต้องเผชิญ เพราะการไม่ถูกรับรองโดยรัฐทำให้ชาวชาติพันธุ์ขาดโอกาสที่จะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การรักษาพยาบาล การประกอบอาชีพเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว มิหนำซ้ำ หากโหม๋โดนบีบบังคับให้ออกจากที่ดินภายใต้โฉนดสีครีมเก่าๆ มันแทบไม่ต่างอะไรกับการที่ชาวชาติพันธุ์ถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่ชุมชนดั้งเดิมของตนโดยไม่สมัครใจ

โหม๋จึงเป็นอีกตัวละครที่ถูกวางไว้ใต้ร่มเดียวกันกับทองคำ ร่มของคนที่กฎหมายไม่ให้สิทธิในการครอบครองที่ดินเจ้าปัญหาผืนนี้

ความเท่าเทียมคือเนื้อทุเรียนที่ทองคำและโหม๋ต่างใฝ่ฝัน

ก่อนที่เราจะเข้าไปชมภาพยนตร์นี้ เต้ย-พงศกร เมตตาริกานนท์ นักแสดงผู้รับบทเสกสรรให้สัมภาษณ์ว่าหากเสกสรรไม่ตายเรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้น แต่หลังจากเรารับชมเรื่องราวทั้งหมดจนถึงบทสรุป สิ่งที่ทำให้เรื่องราวทุกอย่างบานปลายคือความไม่เท่าเทียมที่ถูกถ่ายทอดตลอดทั้งเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิการสมรสเจ้ากรรมที่ยังไม่เท่าเทียม และการเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวชาติพันธุ์

ลองคิดดูว่าหากเสกสรรและทองคำได้จดทะเบียนสมรสร่วมกันในคืนก่อนอุบัติเหตุจะเกิดขึ้น เรื่องราวคงจบลงที่ชีวิตคู่ของทั้งคู่ยังคงชื่นมื่นเพราะเสกสรรรอดชีวิตหลังการผ่าตัดที่ทองคำเป็นคนเซ็นยินยอมให้หมอช่วยเหลือจบลง หรืออย่างแย่ที่สุดคือโฉนดที่ดินแผ่นนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทองคำโดยสมบูรณ์

ลองคิดดูว่าหากโหม๋เข้าถึงการศึกษา ได้โอกาสเรียนหนังสือสูงๆ จากรัฐ มีความรู้และทางเลือกในอาชีพมากกว่าการเก็บผักกาดขาย เธอคงสามารถดูแลตัวเองโดยไม่ต้องรอพึ่งใครสักคนที่จะมาเก็บเธอไปเลี้ยง หรือไม่ต้องนั่งรอโชคชะตาเหวี่ยงคนรวยมาแต่งงานกับเธอตามสูตรสำเร็จของการพลิกดินเป็นดาวอย่างที่ใครต่อใครก็พูดกัน

สิทธิของชาติพันธุ์เป็นเรื่องที่เรายังคงต้องติดตามต่อไปว่าพ.ร.บ.ชาติพันธุ์จะสามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้จริงไหม แต่เดือนมกราคมปีหน้าประเทศไทยจะมีการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมที่คืนสิทธิให้กับชาวเพศหลากหลายเสียที แม้ตัวทองคำจะไม่ได้ในสิ่งที่เสียไปในอดีตกลับคืนมาเพราะกฎหมายไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง แต่อย่างน้อยเขาและชาวเพศหลากหลายกำลังจะได้สิทธิที่ควรจะได้รับกลับคืนมา หากในอนาคตทองคำได้เจอรักใหม่เขาคงได้จรดปลายปากกาบนใบสำคัญการสมรสอย่างเต็มภาคภูมิสักที

อ้างอิง

GDH

the standard

thaipbs

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

ba.siam

Workpoint