ความรัก ความตาย และการดิ้นรน : สำรวจ 4 หนังไทยที่เล่าเรื่อง  ‘ความสัมพันธ์’ ผ่านตัวละครหลักที่เป็น ‘คนชายขอบ’

ปี 2023 ถือเป็นอีกหนึ่งปีทองของวงการภาพยนตร์ไทย ทั้งฝั่งผู้ชมที่มีหนังให้เลือกดูไม่หวาดไม่ไหว ฝั่งคนสร้างเองก็ได้รับกระแสตอบรับดีๆ กลับไป

ความหลากหลายของพล็อตหนังปีนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะมันช่วยเปลี่ยนภาพจำที่บางคนมีต่อหนังไทยว่า ต้องเป็นหนังผี ไม่ก็หนังตลก หนังไทยปีนี้หยิบหลายเรื่องมาพูด อย่าง ‘สัปเหร่อ’ ที่ขึ้นแท่นหนังไทยทำเงินสูงสุดของปีนี้ หยิบอาชีพสัปเหร่อมาเป็นตัวละครหลัก และถ่ายทอดวิถีชีวิตของคนอีสาน หรือ ‘เรดไลฟ์’ หนังรักที่หยิบความสัมพันธ์ของกลุ่มคนที่ถูกมองว่าเป็น ‘คนชายขอบ’

“ภาพยนตร์เปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ช่วยทำให้เราสามารถเข้าใจคนอื่น” (The movies are like a machine that generates empathy.)

ประโยคที่โรเจอร์ อีเบิร์ต (Roger Ebert) นักวิจารณ์หนังชื่อดังชาวอเมริกาผู้ล่วงลับไปแล้ว เคยบอกไว้ เพราะหนังไม่ได้สร้างแค่ความบันเทิงได้เท่านั้น แต่ยังทำให้คนดูเข้าใจบางเรื่องที่ยากๆ หรือทำความเข้าใจกับตัวละครต่างๆ ที่มีภูมิหลังชีวิต หรือนิสัยใจคอแตกต่างจากพวกเขาอย่างไม่ถูกยัดเยียด 

Mutual มีหนัง 4 เรื่องที่อยากแนะนำให้ทุกคนได้ลองดู หนังที่จะผ่านเราไปทำความเข้าใจกับ ‘ความสัมพันธ์’ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง ผ่านมนุษย์ที่ถูกมองว่าเป็น ‘คนชายขอบ’

ทะเลของฉันมีคลื่นเล็กน้อยถึงปานกลาง : ความรักของ LGBTQ+ ที่ฝ่ายหนึ่งเป็น ‘มุสลิมหญิง’

‘ชาตี’ เป็นหญิงมุสลิมที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบที่ครอบครัวตีให้มาโดยตลอด และอีกไม่ช้าเธอก็กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับคนที่ครอบครัวหาให้ 

ในระหว่างที่ชาตรีใช้ชีวิตตามที่ถูกกำหนดไว้ ‘ฝน’ คือศิลปินสาวที่เพิ่งย้ายมา พวกเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อความสัมพันธ์เริ่มขึ้น ชีวิตของทั้งสองก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

เรื่องราวของ ‘Solids by the Seashore ทะเลของฉัน มีคลื่นเล็กน้อย ถึงปานกลาง’ หนังรักที่เล่าความสัมพันธ์ของ LGBTQ+ ผ่านตัวละครศิลปินหญิงและมุสลิมหญิง โดยมีฉากหลังเป็นภาคใต้ของประเทศไทย

ระหว่างที่ความสัมพันธ์ของชาตรีและฝนกำลังเติบโต อีกด้านหนึ่งก็มีการก่อสร้างเขื่อนหินกันคลื่น เพื่อป้องกันชายหาดถูกคลื่นกัดเซาะ แต่อีกด้านก็เป็นการปิดกั้นความอิสระของทะเล สอดคล้องกับความสัมพันธ์ของชาตรีและฝนที่มีบางอย่างมาปิดกั้นไว้เช่นเดียวกัน

“แปลกดีเนอะ บางทีการเป็นโสดก็เป็นอะไรที่ยากกว่าการถูกจับคู่แต่งงาน”

ประโยคหนึ่งของหนังที่ชวนตั้งคำถามถึง ‘ความเป็นไปของชีวิต’ เรามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนกัน ที่จะได้ใช้ชีวิตแบบที่ต้องการ 

แต่ถึงจะยากเพียงใด การใช้ชีวิตที่ตั้งอยู่บนความต้องการของตัวเองย่อมดีเสมอ

ดอยบอย : การดิ้นรนของแรงงานข้ามชาติ เพื่อมีชีวิตที่เลือกได้ 

“ศรคิดว่าถ้าได้พาสปอร์ตมาแล้ว จะหาเงินได้เยอะขึ้น”

สำหรับ ‘ศร’ แรงงานชาวไทใหญ่ที่อาศัยและทำงานในประเทศไทย พาสปอร์ตเปรียบเสมือนใบเบิกทาง ที่จะทำให้เขามีเงินเยอะขึ้นได้ และตัวเขาเองก็ไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่า ‘การมีชีวิตที่ดีขึ้น’

หนทางมีชีวิตที่ดีขึ้นของศร ค่อยๆ เริ่มต้นจากการหลบหนีออกจากความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพม่า เข้ามาเป็นแรงงานผิดกฏหมายที่ไทย โดยศรยอมที่จะทำงานอะไรก็ได้ เพราะเขาเองก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก ‘ค้าบริการทางเพศ’ เลยเป็นอาชีพหนึ่งที่ศรทำ ภายใต้หลังคาของสถานเริงรมย์ที่มีชื่อว่า ‘ดอยบอย’

“ไอ้ศรฝันกลางวันอีกแล้ว” เสียงเรียกที่ปลุกให้ศรตื่นจากความฝัน ความฝันอันสวยงามของศร คือ การพา ‘บี๋’ แฟนสาวของเขาไปทะเล ทำให้เขาตระเวนทำงานมากขึ้นเพื่อเก็บเงินทำตามฝันนี้

เมื่อโควิด-19 เข้ามา มันพรากงานของศรไป สิ่งที่แรงงานผิดกฏหมายอย่างศรทำได้ คือ การออกไปยืนรอรถกระบะมารับ แย่งกระโดดขึ้นรถกับคนอื่นๆ ที่รอเหมือนกัน เพื่อไปทำงานที่ศรก็ไม่รู้ว่าคืองานอะไร แต่ที่รู้แน่ๆ คือเขาจะไม่ตกงาน

ชีวิตของศรยังต้องดิ้นรนต่อไปอีกจนกว่าจะถึงนาทีสุดท้ายของหนัง ‘ดอยบอย’ ขณะที่โลกในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายคนที่ต้องดิ้นรนชีวิตเช่นเดียวกันกับศร เพื่อความฝัน ความหวัง และความต้องการที่แต่ละคนมี ของศรมันคือการมีชีวิตที่เลือกได้

สัปเหร่อ : ศิลปะของการรับมือกับความตาย ที่มีศาสนาและพื้นที่อยู่อาศัยเป็นตัวกำหนด 

สัปเหร่อ

อาจไม่ได้เป็นตัวละครที่ปรากฏในโลกสื่อบันเทิงนัก และก็คงไม่ใช่คนที่เราอยากมีปฎิสัมพันธ์ด้วยสักเท่าไรในโลกความเป็นจริง เพราะงานที่สัปเหร่อทำเกี่ยวข้องกับ ‘ความตาย’

แต่การมาของภาพยนตร์ ‘สัปเหร่อ’ ที่ได้รับความนิยมถล่มทลาย ขึ้นแท่นหนังไทยทำเงินที่สุดในปี 2023 จะพาเราไปทำความเข้าใจกับอาชีพนี้

หนังเล่าเรื่องของ 2 ตัวละครหลักๆ อย่าง ‘เซียง’ ชายที่สูญเสียคนรักและยังคงทำใจไม่ได้ เขาจึงเริ่มคุยกับ ‘ศักดิ์’ สัปเหร่อประจำหมู่บ้านเพื่อหาทางติดต่อกับวิญญาณคนรัก และการกลับมาของ ‘เจิด’ ลูกชายศักดิ์ที่ไปเรียนที่กรุงเทพฯ การจากไปนานๆ ก็ทำให้เจิดต้องปรับตัวอย่างหนัก ชีวิตของแต่ละตัวละครดำเนินไปเรื่อยๆ คู่ขนานไปกับการที่คนในชุมชนกำลังตามหา คนที่จะมาทำหน้าที่สัปเหร่อต่อจากศักดิ์ ในวันที่เขาไม่อยู่แล้วหรือทำไม่ไหว

สัปเหร่อเป็นผลงานที่ต่อยอดมาจากจักรวาล ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ ที่มีจุดเด่น คือ การหยิบเรื่องราวของคน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมประเพณีใน ‘ภาคอีสาน’ มาเป็นวัตถุดิบหลักในงาน 

“ความตายมันฆ่าเฮาได้แค่ครั้งเดียว แต่ความฮักมันฆ่าเราไปได้เรื่อยๆ จนกว่าเฮาสิตายแม่นเด้ออ้าย”

ประโยคที่เซียงระบายออกมา ความรักทำให้เขาที่แม้จะมีลมหายใจอยู่ แต่ก็เหมือนไร้ชีวิตตามคนรักไป ความตายเป็นสิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการสื่อสารกับคนดู และปัจจัยที่เข้ามามีผลต่อการรับมือกับความตายของแต่ละคน หนึ่งในนั้นคือศาสนา หนังไม่ได้ฉายแค่พิธีกรรมของคนนับถือพุทธ แต่ยังมีศาสนาอื่นๆ เช่น ศาสนาคริสต์ที่บาทหลวงมีบทบาทสำคัญในการประกอบพิธีกรรม หรือศาสนาอิสลามที่ต้องรีบฝังคนตายให้เร็วที่สุด

เพราะสภาพแวดล้อมมีผลต่อการเติบโตและวิธีที่เรามองโลกเสมอมา

เรดไลฟ์ (Red life) : ความรักไม่อาจงดงาม หากเรายังไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีพอ

ความรักเป็นสิ่งสวยงาม แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน

ข้อความที่ปรากฏอยู่บนโปสเตอร์ภาพยนตร์ ‘เรดไลฟ์ (Red life)’ เพื่อย้ำว่ามันคือหนังที่เล่าเรื่องราวความรักของกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า ‘ชายขอบ’

‘เต๋อ’ และ ‘ส้ม’ เป็นสองตัวละครหลักในเรื่อง เต๋อกำลังอยู่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัวร่วมกับ ‘มายด์’ แฟนสาว แต่ความยากอยู่ตรงที่พวกเขาไม่มีต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นตัวเงิน หรือวุฒิการศึกษาที่จะช่วยเรื่องนี้ได้ ทำให้มายด์ตัดสินใจทำอาชีพขายบริการทางเพศ ส่วนเต๋อก็เลือกที่จะเป็นโจรวิ่งราว เพราะคิดว่าเป็นหนทางที่จะทำให้เขามีเงินเร็วที่สุด แฟนสาวก็จะได้ไม่ต้องขายบริการอีกต่อไป

ส่วนส้มกำลังเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่ที่นักเรียนส่วนใหญ่มีชีวิตแตกต่างจากส้ม พวกเขาจะมาจากครอบครัวที่ถูกมองว่า ‘พร้อม’ ในขณะที่ส้มถูกเลี้ยงดูโดยแม่ที่ทำอาชีพขายบริการทางเพศ ส้มเลยพยายามปรับตัวให้เข้าสังคมนี้ให้ได้ พร้อมๆ กับที่ความรักของเธอที่มีต่อ ‘พีช’ รุ่นพี่กำลังเติบโต

ชีวิตของแต่ละตัวละครในเรื่องไม่ได้สวยงาม หากแต่ต้องดิ้นรนทุกๆ นาที แต่ถึงมีชีวิตไม่ได้ดีพร้อม พวกเขาก็อยากมีความสัมพันธ์ที่ดี มีความรักดีๆ เหมือนที่ใครๆ ต้องการ

แต่ความรักของพวกเขาอาจยังไม่สวยงาม หากชีวิตนี้ยังขาดปัจจัยพื้นฐาน หรือต้องดิ้นรนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น