ขนาดเครื่องจักรยังพังได้ นับประสาอะไรกับใจคน : ล้อมวงคุยกับ 4 สหวิชาชีพจิตเวช ช่างซ่อมใจที่ทำงานเป็นทีมแห่งศรีธัญญา

อีกไม่กี่อึดใจยานอวกาศ SpaceX จะพาลูกเรือเริ่มทริปทัวร์ดวงจันทร์ นักวิจัยของสหรัฐอเมริกาเริ่มผลิตเนื้อสัตว์ที่เป็นโปรตีนหลักของมนุษย์จากแล็บ แทนฟาร์มปศุสัตว์ มนุษย์เปิดประตูสู่อนาคต มองไปข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็ต้องย้อนกลับมาดูตัวเองอีกครั้ง และหลายๆ ครั้ง ก่อนที่มันจะสายไปด้วย ‘ปัญหาสุขภาพจิต’ 

องค์การอนามัยโลกสรุปเหตุผลสนับสนุนสั้นๆ ด้วยชุดข้อมูลนี้ คือ ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกมีโรคทางด้านสุขภาพจิตโดยเฉลี่ยถึง 36% ซึ่งสูงกว่าโรคมะเร็งที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 34% ยิ่งไปกว่านั้นองค์การสหประชาชาติ หรือ UN ยังประกาศให้ 80% ของประเทศในเครือข่ายทั่วโลก นำการดูแลสุขภาพจิตมาเป็นการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานภายในพ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) 

หลังจากการกู่ร้องของหลายองค์กร และหน่วยงานต่างๆ ที่พยายามทำให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสุขภาพจิต แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะถูกมองข้ามทั้งๆ ที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา นั่นคือ ‘การตีตราผู้ที่ป่วยด้วยปัญหาสุขภาพจิต’ 

เพราะอ่อนแอหรือเปล่า 

ไหว้พระทำบุญเดี๋ยวก็หาย 

เป็นจริงๆ หรือคิดไปเอง 

อย่ามาเรียกร้องความสนใจ 

ผลที่ตามมาทำให้จำนวนผู้ที่เข้ารักษาโรคทางใจแบบถูกต้อง ถูกวิธี และถูกทาง น้อยกว่าตัวเลขของผู้ที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตแบบกราฟสวนทาง ข้อมูลจากศูนย์ความรู้โรคซึมเศร้าไทย กรมสุขภาพจิต เก็บสถิติของปี 2565 เจอว่า จากจำนวนโดยเฉลี่ยของผู้เป็นโรคซึมเศร้า 100 คน จะมีแค่ 28 คนเท่านั้นที่เข้าถึงการรักษา 

บทสรุปส่วนหนึ่งจาก โครงการการพัฒนาการสื่อสารและรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักต่อสุขภาวะทางจิตของกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน (อายุ 22-45 ปี) จัดทำโดย MasterPeace ศูนย์ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและสุขภาพจิต ร่วมกับสื่อ Mutual สนับสนุนโดย สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

จากการสัมภาษณ์อดีตผู้ป่วยสุขภาพจิตกว่า 5 คน จุดร่วมแรกที่เป็นอุปสรรคที่ไม่เข้าถึงการรักษา คือ การไม่เข้าใจตัวเองว่ากำลังมีปัญหา อย่างที่สอง คือ ภาระและค่าใช้จ่าย และอย่างสุดท้ายเป็นสิ่งที่เราเกริ่นไปข้างต้น คือ กลัวการเข้ารักษา เพราะคนรอบข้างจะหาว่าเป็นบ้า! 

เพื่อทลายความเข้าใจผิดที่คนทั่วไปคิดต่อโรคจิตเวช เราได้ติดต่อโรงพยาบาลศรีธัญญา โดยการส่งคำถามง่ายๆ ว่า การรักษาโรคจิตเวชในปัจจุบันเป็นยังไง? มีความน่ากลัวอย่างที่เสียงเล่าอ้าง บอกต่อกันมาจริงไหม?

ในวันที่เข้าไปเยือนศรีธัญญา เราไม่ได้เจอแค่กับแค่จิตแพทย์ แต่ยังรวมถึง พยาบาลชำนาญการ นักจิตบำบัด และนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งทั้งหมดถูกเรียกรวมกันว่า ทีมสหวิชาชีพทางด้านจิตเวช เพื่อดูแลและรักษาผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

หลังจากใช้เวลาคุยกว่า 6 ชั่วโมงเศษ เราพบเจอบางเรื่องที่กลายเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสุภาพจิต เจอบางเรื่องที่ผิดคาดกว่าที่คิดไว้ และเจอบางเรื่องที่อยากเก็บมาเล่าเพื่อบอกต่อ

โดยคีย์เวิร์ดสำคัญที่พวกเขาทั้งหมดพยายามบอกกับเราและคนภายนอก คือ ‘ศรีธัญญาเปิดรับทุกคน’ พร้อมกันนั้นทุกตำแหน่งที่มีหน้าที่ในโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวชแห่งนี้ ยังทำงานแบบหวังผล ไม่ได้ทำแบบพอเป็นพิธี

จิตแพทย์ : ที่นี่ยินดีต้อนรับทุกคน

 “เมื่อก่อนพอพูดถึงศรีธัญญา คนจะกลัวมากเลย อุ้ย! โรงบาลนี้เป็นโรคอาการทางจิต ต้องลี้ลับ ยิ่งถ้าเราดูในหนังมันจะกลายเป็นหนังสยองขวัญอะไรไปกันใหญ่ คนก็ถูกฝังหัวด้วยความกลัวมา”

ณ ห้องตรวจผู้ป่วยนอก นายแพทย์อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ชำนาญการพิเศษ บอกก่อนเริ่มสัมภาษณ์ว่า ขอเวลานิดเดียวนะ!  เพราะคนไข้เยอะมาก ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องดี เพราะยิ่งคนไข้มาเยอะเท่าไร ก็ย่อมหมายถึงการเข้าถึงการรักษามากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าจิตแพทย์จะต้องทำงานหนักขึ้น รวมถึงมีสัดส่วนน้อยกว่าแพทย์สาขาอื่นๆ ก็ตาม

“เรื่องของสุขภาพจิต หรือจิตแพทย์เป็นวิชาชีพการเรียนที่ต้องละเอียดอ่อน แล้วต้องมีคุณภาพสูงมาก เพราะถ้าเกิดมาตรฐานเราไม่สูงพอการดูแลคนไข้จะลำบาก เพราะว่าเรื่องสุขภาพจิตละเอียดอ่อนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้ยา กลไกการทำงานของสมอง กลไกการปรับตัวของร่างกาย รวมถึงวิธีการคิด จิตวิทยาต่างๆ ที่มนุษย์คนหนึ่งจะต้องทำยังไงให้เขาผ่านวิกฤติการณ์ต่างๆ มาได้ เสริมข้อดีของเขายังไงให้ขึ้นมาได้ ทำยังไงให้อุดรอยรั่วปัญหาที่ถ้าแก้ได้ชีวิตเขาจะดีขึ้น แล้วไม่ใช่ตัวเขาอย่างเดียว เราจะต้องรวมไปถึงจิตวิทยาที่เขาอยู่กับคนอื่น กับครอบครัว เพื่อนฝูง ดังนั้นความสามารถในการผลิตแพทย์ด้านจิตเวชมันจะต้องมีมาตรฐานที่ดีมากระดับหนึ่ง

“ในสมัยก่อน ปัญหาทางการแพทย์ก็มีปัญหาจริงๆ ทุกอย่างบางทีมันยังดูคลุมเครือยังจับต้องได้ไม่ชัดเท่าไร แต่ปัจจุบันเรามีข้อมูลทางการแพทย์ชัดเจน ทุกอย่างมีการศึกษาและงานวิจัยรองรับ

“เราพยายามบอกว่าศรีธัญญาเป็นโรงพยาบาลที่รักษาจิตเวช ใครๆ ก็มา ไม่ใช่โรคน่ากลัวเลย ไอ้ที่เหมือนในหนังหลายๆ เรื่อง มันไม่มีจริงด้วยซ้ำ ไม่ได้เป็นฆาตกรโรคจิต ไม่ได้เป็นสิ่งลี้ลับประการใด ก็แค่ไม่สบาย การที่เมื่อก่อนส่วนใหญ่ที่มาศรีธัญญา มักจะต้องเป็นอาการรุนแรงมากๆ อย่างเช่น ภาพหลอน ไปรำวงกลางวัดเลย แต่ปัจจุบันจริงๆ เราเจอว่าประมาณ 1% เอง”

คุณหมออภิชาติอธิบายว่า คนส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการที่ศรีธัญญา คือ เรื่องธรรมดาปกติ ไม่ใช่อาการรุนแรงอย่างที่เข้าใจผิดกัน 

“เป็นคนปกตินี่แหละ ที่ซึมเศร้าก็คืออาการเศร้ากว่าปกติ คุมไม่ได้ สำหรับโรควิตกกังวล ก็จะกังวลเกินปกติ และคุมไม่ได้ นอกจากนั้นก็จะเป็นโรคอื่น ย้ำคิดย้ำทำ แพนิค การนอนไม่หลับ ปัญหาชีวิต รวมถึงอาจจะเป็นกรณีที่ไม่ป่วยก็ได้ บางคนไม่ได้ป่วยแต่ว่าเขามีปัญหาความเครียดรุนแรง อาจจะมีปัญหาการปรับตัวเรื่องงานการ สังคม การใช้ชีวิต เรื่องลูก การดูแลลูก จิตเวชเด็กก็มี ดังนั้น ปัจจุบันจึงมีตั้งแต่ไม่ป่วยจนถึงป่วย ซึ่งโรคส่วนใหญ่ทางจิตเวชปัจจุบันรักษาหายได้ รักษาหายขาดด้วย กรณีที่เป็นโรคเรื้อรังจะเป็นแค่ส่วนน้อยส่วนหนึ่ง”

จากประสบการณ์ที่ดูแลผู้เข้ารับบริการที่ผ่านมาของคุณหมออภิชาติ สรุปได้ว่า โรคสุขภาพจิตไม่ได้ผูกขาดอาชีพ เพศ หรือจำนวนรายได้ ทุกคนสามารถเผชิญสภาวะนี้ได้หมด

“ถามว่าคนที่ไม่สะดวกเรื่องเงินมาได้ไหม เพราะใช้สิทธิบัตรทอง คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาได้หมด ไม่ว่าจะเป็นบัตรทองประกันสังคม สิทธิราชการ หรือจ่ายเงินสดเองก็ได้ ถ้ามีความยากลำบากในการหารายได้ก็มารักษาได้ เรามีฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ในขณะที่คนมีเงินมากๆ ก็มารักษาเหมือนกัน เป็นอาชีพก็มีทุกอาชีพเลย ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ พนักงานออฟฟิศ ข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักแสดง ศิลปิน อาจจะเป็นนักการเมือง ศาสตราจารย์ พระ แม่ชี เป็นบุคคลเกี่ยวกับศาสนา มีหมดเลย

“ย้ำอีกทีหนึ่ง สุขภาพจิตไม่ใช่ปัญหาคนอ่อนแอ เป็นปัญหาที่ถึงคุณจะเข้มแข็ง คุณก็ไม่สบายได้ ถึงคุณจะมีสุขภาพจิตดีมาก่อน วันหนึ่งคุณไม่สบายเพราะพันธุกรรม คุณก็ไม่สบายได้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงรักษาแล้วหายได้ ดังนั้นตอนนี้ทุกอย่างมีมุมมองใหม่หมดแล้ว

“สมัยก่อนคนไม่พามาศรีธัญญา พาไปไหน พาไปดูหมอดู พาไปวัด ไปบังคับเขาอยู่ในวัด เป็นภาระพระในวัดอีก เพราะว่าเขาไม่ใช่คนรักษา แล้วเกิดมีอาการทางจิต เกิดฆ่าตัวตายในวัด ก็มีปัญหาอีก เมื่อก่อนเข้าใจผิดว่า มีความเครียดไม่ต้องหาหมอ ไปปฏิบัติธรรม ตกกลางคืน พระกับแม่ชีก็ต้องพาคนไข้มารักษา เพราะว่ามันเป็นโรค มันไม่ได้คิดไปเอง โรคเหล่านี้ไม่ใช่ไกลวัด ไม่ใช่ขาดธรรมะอะไรเลย โรคเหล่านี้คือโรคธรรมดาที่มันเกิดจากสารเคมีในสมอง ปัจจุบันพระก็จะบอกว่า ‘ โยมไปรักษาเถอะ!’ เพราะโรคก็คือโรค มันไม่ใช่ขาดธรรมมะ ถามว่าจริงๆ แล้วถ้าเกิดเราศึกษาธรรมมะ หรือใช้ศาสนามาช่วยเนี่ย ดีขึ้นได้ไหม ดีขึ้นได้ แต่ต้องเริ่มรักษากับการแพทย์ปัจจุบันก่อน”

นักจิตวิทยาคลินิก : มาเจอกันเถอะ! คุณคือคนเข้มแข็งที่กล้าบอกว่าตัวเองอ่อนแอ 

คุณหมออภิชาติย้ำว่า เรื่องใจเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ดังนั้นแล้วปัญหาหนึ่งปัญหาอาจจะไม่จบแค่การคุยกับจิตแพทย์ แล้วรับยาเพื่อกลับบ้าน หน้าที่ของนักจิตวิทยาจึงเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการรักษาเช่นกัน 

“นักจิตวิทยาคลินิกก็เป็นวิชาชีพหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการดูแลรักษาผู้ป่วย หน้าที่หลักๆ คือ ทำการประเมิน วินิจฉัยทางจิตวิทยาคลินิก แล้วให้การบำบัดรักษาทางจิตวิทยาคลินิก หรือการทำจิตบำบัด สรุปง่ายๆ คือ จิตแพทย์เป็นผู้ให้การรักษา เป็นผู้ให้การวินิจฉัย แล้วก็ให้การรักษาด้วยยา ส่วนนักจิตวิทยาคลินิกก็จะเป็นการทำแบบทดสอบต่างๆ ทางจิตวิทยาคลินิก แล้วก็ทำการบำบัดรักษา ไม่ได้ให้ยาคนไข้เหมือนจิตแพทย์”

เอกลักษณ์ วงศ์อภัย นักจิตวิทยาคลินิกระดับชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลศรีธัญญา สรุปสั้นๆ ให้ฟังถึงความแตกต่าง และหน้าที่ของนักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัด

การบำบัด คือ หนึ่งในหน้าที่ที่เด่นชัดที่สุดของนักจิตวิทยา โดยนิยามของการบำบัดเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการพูดคุย แชร์เรื่องราว แต่สิ่งที่นักจิตวิทยาต้องทำไม่ใช่แค่การมานั่งฟังเรื่องราวของผู้ป่วย หรือผู้เข้ารับบริการ แต่คือการให้พวกเขาเหล่านั้นรับฟังตัวเองมากขึ้น 

“จริงๆ สิ่งที่เราฟังคนไข้ เราฟังในสิ่งที่หลายๆ อย่างเขาไม่ได้พูดด้วย เราฟังด้วยตา สังเกตท่าทางคนไข้ สังเกตวิธีการที่เขาแสดงออก แล้วก็ฟังด้วยใจ คือ การเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็นจริงๆ เอาใจเขาไปใส่ใจเรา เอาใจเราไปใส่ใจเขา เราสามารถที่จะเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็นได้ ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นได้ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ว่าเขาจะมาด้วยปัญหาอะไร อาการใดๆ เขาเป็นคนคนหนึ่งที่อยากได้รับการช่วยเหลือ การรับฟังเขา การยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น อันนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด

“หลักๆ การคุยกันจะมีไม่กี่เรื่อง เช่น เรื่องความสัมพันธ์ อารมณ์ การจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ในการคุยกันให้คำปรึกษา ก็จะมีมุมมองที่คล้ายๆ กันในแต่ละเคส แต่ว่าแต่ละเคสจะมีความละเอียดอ่อน ความเป็นตัวของตัวเอง ความเป็นเรื่องราวของเขา ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจในฐานะที่เขาเป็นตัวเขา เพราะฉะนั้น การบำบัดมันไม่ได้เป็นแพทเทิร์นว่า กลับไปทำแบบนี้สิ 1 2 3 4 ถึงจะหาย”

‘ตัดเสื้อให้พอดีกับแต่ละคน

เป็นหลักการที่เอกลักษณ์ใช้กับผู้เข้ารับการบำบัด ด้วยวิธีที่แตกต่างกันไปในแต่ละเคส เพราะการรักษาไม่มีสูตรตายตัว มีแต่วิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน 

หลักการนี้ใช้ได้กับการพูดให้กำลังใจผู้มีปัญหาสุขภาพจิตได้เช่นกัน ก่อนจะไปถึงจุดนั้น การรับฟังเป็นก้าวแรกที่เอกลักษณ์แนะนำ เพื่อที่จะได้เข้าใจคนตรงหน้าในแบบที่เขาเป็น ซึ่งอาจสำคัญมากกว่าคำพูด

“สิ่งสำคัญที่จะช่วยผู้มีปัญหาทางจิตเวชได้ คือ การฟังแบบไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน ไม่เอาตัวเราตัดสินว่าสิ่งที่เขากำลังทำนั้นควรหรือไม่ควร และต้องยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นจริงๆ เพราะแต่ละคนมีโลกของตัวเองในแบบที่ไม่เหมือนกันเลย

“อย่างเช่นเมื่อพูดถึงโรคซึมเศร้า เราอาจนึกถึงภาพคนนั่งร้องไห้ แต่จริงๆ ความเศร้าของแต่ละคนแสดงออกไม่เหมือนกัน บางทีมันคือการหมดกำลังใจ ไม่ค่อยมีความสุขในชีวิต หมดพลัง มองโลกในแง่ลบ หรือทัศนคติเขาเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งบางทีเรามองด้วยตาไม่เห็น แต่ถ้าเราได้คุยกันและรู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้ เราต้องใส่ใจเขามากขึ้น และให้คำแนะนำที่ช่วยให้เขาเข้าถึงการรักษาได้

“จริงๆ สิ่งที่พวกเขาเผชิญอยู่ เป็นแค่ปัญหาทางอารมณ์จิตใจที่สามารถรักษาให้หายได้ ถ้ามีคนช่วยทำให้เขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น และสามารถดึงสิ่งดีๆ ในตัวเองออกมาใช้ก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นได้ ดังนั้น ถ้าคนรอบข้าง ครอบครัว หรือแม้กระทั่งสังคมที่เขาอยู่ สามารถเข้าใจหลักการนี้ ก็จะช่วยให้เขาสามารถผ่านปัญหาตรงนี้ไปได้เช่นกัน

“คนส่วนใหญ่ที่มาโรงพยาบาลจิตเวช คงคิดแล้วคิดอีกว่า จะเข้ารับการรักษาดีไหม การที่เขาตัดสินใจเข้ามาตรงนี้ได้ ถือว่าก้าวข้ามผ่านการตีตราทางสังคมไปได้เยอะแล้ว เขาเชื่อว่าเข้ามาที่นี่แล้วจะดีขึ้นได้ มันคือการเอาชนะใจตัวเอง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด

“สังคมต้องเปิดโอกาส ยอมรับ และไม่กีดกันผู้มีปัญหาทางจิตเวช เพราะจริงๆ พวกเขาเป็นคนเข้มแข็ง ที่เปิดเผยจุดอ่อนของตัวเอง ก้าวข้ามการตีตราต่างๆ จากสังคม จนมาเข้ารับการบำบัดรักษาได้ แล้วก็มีพลังอยากจะพัฒนาให้ตัวเองใช้ศักยภาพของตัวเองได้ดีขึ้น” นักจิตวิทยาคลินิกทิ้งท้าย

พยาบาล : หน้าที่ของเราคือการทำให้เขามีชีวิตปกติแบบเดิมที่เคยเป็น

พยาบาล คือ หนึ่งในคนที่ใกล้ชิดผู้ป่วยมากที่สุดในโรงพยาบาล ถ้านับจากเนื้องานและปริมาณเวลา

“ช่วงแรกเริ่มทำงาน พ่อแม่ญาติพี่น้องก็จะเป็นห่วงว่าเรามาทำงานที่โรงพยาบาลคนบ้า จะถูกทำร้ายร่างกายหรือเปล่า ขนาดนั่งแท็กซี่บอกว่ามาศรีธัญญาคนขับยังไม่อยากจะรับ” 

บุญชู ยุทธพลไพบูลย์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ รพ.ศรีธัญญา กล่าวถึงความรู้สึกของคนรอบข้าง เมื่อรู้ว่าเธอเข้ามาทำงานเป็นพยาบาลที่ศรีธัญญา 

“แต่ก็ก่อนภาพมันน่ากลัวจริงๆ เพราะมีคนไข้หนัก กรีดร้องบ้างบางทีในวอร์ดผู้ป่วยในอาการหนัก เราก็ต้องมีการปลอมตัวด้วยนะ ทำให้เขาไม่รู้สึกแปลกแยก หรือเวลาฉีดยาเราก็ต้องหลอกล่อเขา หรือบอกกล่าวให้เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้ไปทำร้ายเขา” 

แต่ปัจจุบันการรักษาในโรงพยาบาลแห่งนี้เปลี่ยนไปสิ้นเชิงในมุมมองของบุญชู 

“ที่เห็นชัดก็คือสิ่งแวดล้อม การดูแล เพราะที่นี่มีระบบการดูแลแบบสิ่งแวดล้อมบําบัดด้วย ไม่ใช่ว่าสมัยก่อนไม่มี ก็มีเหมือนกัน แต่ว่ารูปแบบของที่อยู่ที่พักจะทันสมัยมากขึ้น หอผู้ป่วยก็จะมีพื้นที่และให้ผู้ป่วยได้ทํากิจกรรม ได้ใช้ชีวิตเหมือนเราอยู่ในสังคม เราไม่ได้ว่าแค่จะให้ยากับ ผู้ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิตอย่างเดียว การรักษามันจะมีทั้งแบบใช้ยาและไม่ใช้ยา ไม่ใช้ยาก็คือการรักษาด้วยจิตสังคมบําบัดคือการฟื้นฟูให้เขากลับมามีทักษะทางด้านการใช้ชีวิตแล้วก็สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้พึ่งพาตัวเองได้อย่างอิสระ

“เป้าหมายของเราคือการช่วยให้บุคคลกลุ่มนี้กลับมาปกติ อะไรที่เขาเคยทําได้ก็กลับมาทําได้ เลี้ยงชีพตัวเองได้ แล้วก็เลี้ยงครอบครัวและเป็นที่พึ่งของครอบครัวได้ นี่คือความหวัง โรคมันอยู่คู่กับเรา เรื่องป่วยเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ป่วย แต่เราจะอยู่กับโรคที่เราเป็นอย่างเป็นมิตร เราไม่ใช่แค่ให้ยา แต่มีการสอนการทําจิตบําบัด การให้คําปรึกษาแก่คนไข้ ครอบครัว และชุมชนให้เข้าใจในการที่จะให้คนคนหนึ่งก้าวข้ามผ่านความเจ็บป่วยของเขาไปเพราะว่าการเจ็บป่วยของคนไข้จิตเวชจะกระทบต่อคนรอบข้างเยอะมาก” 

บุญชูบอกว่า ส่วนสำคัญของพยาบาล คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา (empathy) โดยพยาบาลจิตเวชต้องมีการอบรมหลักสูตรโดยเฉพาะด้านการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช

“คนไข้ของเราเป็นการเจ็บป่วยในส่วนที่เขาต้องรู้คิดต้องเข้าใจ ไม่เหมือนเราป่วยเป็นไส้ติ่ง เราเจ็บที่ท้อง เราต้องรีบไปหาหมอนะ

“คนที่ป่วยด้านจิตเวชถูกตีตราจากสังคมเยอะนะ คนที่ป่วยก็ไม่ได้ประสงค์ที่จะป่วย เขาก็อยากจะเป็นคนดีคนรวยคนหล่อคนสวย แต่โรคเหล่านี้เวลาที่เป็นจะแสดงออกทางพฤติกรรม เพราะผิดปกติทางด้านสมองและความคิด ก็ทําให้พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนไป เช่น ไม่สนใจตัวเอง สกปรกมอมแมม ผมยาวรุงรัง หรือแต่งเนื้อแต่งตัวฉูดฉาด พูดจาหรือมีกริยาที่แปลกเปลี่ยนไปจากคนปกติ แล้วถ้าเราปล่อยให้เขา จมอยู่กับสิ่งนั้นยาวนานเมื่อไหร่ เขาก็จะยิ่งถูกตีตรา แล้วก็ถูกด้อยค่าลงไปเยอะมาก”

สิ่งที่บุญชูต้องการมากที่ในอาชีพพยาบาล คือ การที่คนไข้ของเธอทุกคนสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติ

“เวลาอยู่ในหอพักผู้ป่วย ใครที่เข้าไปครั้งแรกเราก็ปฐมนิเทศอธิบายว่าเวลากินข้าวกี่โมง อาบน้ำตรงไหน เวลาไหนปิดไฟบ้าง คุยกับเขาเหมือนเพื่อนที่ไม่ได้แปลกกว่าใคร เพราะเขาก็คือคนปกติที่มีปัญหา แต่ถ้าในเกณฑ์ผู้ป่วยร้ายแรงก็มีมาตรการต่างกันไปนะ”

บุญชูชวนตั้งข้อสังเกตหากมองไปที่ชุดผู้ป่วยในของโรงพยาบาลทั้งชายและหญิง จะไม่เจอการพิมพ์โลโก้ หรือชื่อโรงพยาบาลศรีธัญญา 

“บางคนเขายังยอมรับไม่ได้ หรือหดหู่ว่านี่คือชุดโรงพยาบาล สรุปสุดท้ายก็เลยมีมาตรการไม่พิมพ์ชื่อลงบนชุด เพื่อไม่ให้มันตำตาตำใจผู้ป่วยว่าเขาป่วย เขาต้องนอนโรงพยาบาล ซองยาเราก็ใช้หลักการเดียวกัน

“เราต้องเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการที่จะแก้ปัญหาให้กับตัวเอง คือไม่ใช่เราเป็นฝ่ายแก้ แต่เราเป็นคนที่ช่วยให้เขาได้ไปสู่เป้าหมาย ในการเดินทางไปสู่เป้าหมายหรือความฝันของเขา ด้วยการแก้ปัญหาด้วยตัวของเขาเอง ”

นักสังคมสงเคราะห์ : เข้ามาคลายปมทางใจ 

มนุษย์คนหนึ่งเกิด ‘ภาวะซึมเศร้า’ ไม่ใช่ความใจเสาะ หรืออ่อนแอแค่อย่างเดียว แต่มีปัจจัยรายล้อมทั้งเรื่องส่วนรวม และส่วนตัวที่ทำให้คนคนหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้าได้

สภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Environment) ของเมืองก็ส่งผลต่อสุขภาวะและสุขภาพจิต ปัญหารายได้ และค่าใช้จ่ายก็เป็นมูลเหตุหนึ่ง ดังนั้นแล้วนอกจากคุยกับจิตแพทย์ นักจิตวิทยา ที่ศรีธัญญายังมีแผนก ‘นักสังคมสงเคราะห์’ ที่ทำงานร่วมกันอีกด้วย

ศิริลักษณ์ ลวณะสกล นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการพิเศษ บอกว่า หน้าที่หลักของนักสังคมในกระบวนการดูแลผู้ป่วยจิตเวช หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต จะเริ่มตั้งแต่คนไข้ที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นคนไข้ที่เป็นผู้ป่วยนอก หรือว่าผู้ป่วยในที่แอดมิทอยู่ที่โรงพยาบาล โดยนักสังคมสงเคราะห์จะวินิจฉัยทางสังคมในเบื้องต้น เพื่อประเมินปัญหาทางสังคมของผู้ป่วยและญาติว่า จริงๆ แล้วสาเหตุของปัญหาสุขภาพจิตมาจากประเด็นสังคมเรื่องไหน  

“หลังจากนั้นก็เป็นกระบวนการของการบำบัดตามปัญหาทางสังคมที่เจอ หรือช่วยเหลือในเรื่องของการช่วยเหลือทางสังคม เช่นครอบครัวบำบัด โดยหลักๆ จะอยู่ในส่วนของการฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวช” 

ศิริลักษณ์ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น เช่น มีคนไข้ที่มารักษาด้วยอาการซึมเศร้าหรือทำร้ายตัวเอง นักสังคมก็จะสัมภาษณ์ประวัติทั้งผู้ป่วยและครอบครัว 

“พอเราพบว่า ปัญหาทางสังคมที่เราวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องปัญหาหนี้สิน ถึงแม้ว่าคนไข้จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นซึมเศร้าได้รับยาตามอาการ แต่การกินยาอย่างเดียวไม่ได้สามารถทำให้คนไข้อยู่ได้ เพราะสุดท้ายแล้วพอกลับไปบ้านไปหนี้สินก็ยังมีอยู่ ภาวะความเครียดนั้นก็ยังเกิดขึ้น นักสังคมสงเคราะห์จะเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือในประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวข้องตรงนี้

“นักสังคมอาจจะต้องหาแหล่งซัพพอร์ต เช่น อาจจะมีโซเชียลซัพพอร์ตที่ไหนบ้างทั้งภาครัฐและเอกชนที่เข้ามาช่วยเหลือ หรือติดต่อหน่วยงานที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการที่ทำให้เขาเห็นว่า ปัญหามันมีช่องทางแก้ไขยังไงบ้าง เช่น พาเขาไปปรึกษาคลินิคแก้หนี้

“ทำให้เขาเคลียร์ใจได้ว่าโอเคเขารู้ช่องทางแก้ปมปัญหาความเครียดที่เขามีแล้ว เขาอาจจะหลับได้ดีขึ้นหรือสบายใจมากยิ่งขึ้น”