อยู่บ้านเรายามหนาวก็หนาวแค่เพียงกาย
ข้างกองไฟยังมีไออุ่น
อยู่เมืองหลวงยามเหงาทนหนาวโดยเดียวดาย
ตากแสงไฟนีออนก็ไม่สร่าง
‘หนาวแสงนีออน’ เพลงของ‘ตั๊กแตน ชลลดา’ นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ที่พูดแทนใจใครหลายคนที่ต้องเดินทางมาทำงานไกลบ้าน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ถ้าไม่ใช่เพราะความเจริญกระจุกตัวอยู่ที่นี่ คงจะมีคนไม่น้อยที่ขอเลือกทำงานอยู่บ้านเกิดของตัวเองดีกว่า
“เพิ่งมาฟังเพลงนี้แบบจริงๆ จังๆ น้ำตาจะไหล เป็นคนกรุงเทพนะ แต่บ้านพ่ออยู่ทางอีสาน จะกลับก็มีแค่ช่วงสงกรานต์ กลับไปหาย่า ย่าคือดีใจมาก รู้ว่าเราเป็นคนกินยาก แกก็เข้าเมืองซื้อหมูซื้อไข่มารอ”
“ตั้งแต่เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ออกจากบ้านตั้งแต่จบม.6 วันนั้น จนทุกวันนี้อายุ 22 กระเป๋าใบนั้นไม่ได้ขนกลับบ้านแบบถาวรอีกเลย ชีวิตไม่เคยห่างจากครอบครัว ไม่เคยคิดที่จะต้องมาอยู่คนเดียว…มีโอกาสลาก็ลาได้แค่แป๊ปเดียว ยังไม่ทันหายคิดถึง ก็ต้องกลับมาทำหน้าที่ต่อ”
แฟนเพลงหลายคนแสดงความคิดเห็นไว้ เพลงนี้ทำให้ใครหลายคนเศร้า คิดถึงบ้าน และคิดถึงครอบครัวจากมาเป็นอย่างมาก ซึ่งก็มีหลายคนที่รอคอยเวลาช่วง ‘สงกรานต์’ เพราะนี่คือวันที่พวกเขาจะได้ลางานและกลับไปเจอครอบครัว คนรัก ที่รออยู่สักที
แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้กลับบ้านในช่วงสงกรานต์ หลายสถานการณ์ทำให้คนอยากกลับบ้าน แต่กลับไปไม่ได้ เช่น ติดงาน สู้กับค่าเดินทางที่แพงหูฉี่ไม่ไหว และในบางทีก็ไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะกลับบ้านในสงกรานต์ พวกเขาพอใจอยู่ที่เดิมมากกว่า และอาจหาเวลาช่วงอื่นเพื่อกลับบ้านแทน
ไม่ว่าจะอยากกลับหรือไม่อยากกลับ แต่ภาพจำเทศกาลสงกรานต์ คือ การได้ใช้เวลาไปกับครอบครัว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ความรู้สึกผิด’ อาจก่อตัวขึ้นมาในใจ เพราะบางคนรู้สึกว่าการกลับบ้านช่วงสงกรานต์คือหน้าที่ เนื่องจากมีครอบครัว หรือมีใครสักคนรอเรากลับไปหาอยู่
วันหยุดไม่ได้หมายถึงต้องกลับบ้านเสมอไป
อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณเลือกไม่กลับบ้านช่วงเทศกาล? คำถามในเรดดิต (Reddit) เว็บไซต์ชุมชนออนไลน์ มีคนเข้ามาตอบมากมาย ด้วยหลายเหตุผลที่แตกต่างกัน
“ฉันอยากจะสนุกกับวันพักผ่อน แทนที่จะต้องมานั่งฟังเรื่องน่าหงุดหงิดของครอบครัว”
“ก็อย่างแรกที่ญาติๆ ทักมีแค่ไม่กี่อย่าง ถ้าไม่ถามว่า ฉันมีของขวัญให้พวกเขาไหม ก็คงจะถามว่าทำไมถึงอ้วนขึ้น คือฉันจะนั่งกินพุดดิ้งอย่างสงบเลยไม่ได้หรือยังไง?!?”
“เคยกลับไปหาครอบครัว แต่ป้าของฉันดันจะทำพิธีไล่ผีให้ฉันซะงั้น”
ทุกคนต่างมีเหตุผลที่จะกลับหรือไม่กลับบ้าน บางครั้งบ้านอาจจะไม่ใช่ที่ที่ทำให้เราใช้เวลาวันหยุดได้อย่างคุ้มค่าที่สุดก็ได้ ดร.ลินเซย์ กิบสัน (Dr. Linsay Gibson) นักจิตวิทยาได้ให้สัมภาษณ์กับเดอะ การ์เดียน (The Guardian) ไว้ว่า “บางคนมองว่า การกลับบ้าน คือ การรักษาสายสัมพันธ์ของครอบครัว” แต่ถ้าการกลับบ้านทำให้เราเกิดความหงุดหงิด ต้องทะเลาะกับครอบครัว สายสัมพันธ์ของครอบครัวอาจจะไม่ถูกรักษาไว้ได้โดยการกลับบ้านอย่างที่คิด
สถานการณ์ที่ลินเซย์เจออาจไม่เหมือนของไทยเสียทั้งหมด เพราะเทศกาลที่เธอพูดถึงคือ วันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving) ซึ่งเป็นวันหยุดประจำปีของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ในวันนี้สมาชิกในครอบครัวทุกคนจะมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองและแสดงความขอบคุณไปถึงพระเจ้า
ที่คล้ายกันคือวันขอบคุณพระเจ้าเป็นเทศกาลวันหยุดที่ทำให้ทุกคนรู้ว่า ‘ต้องกลับบ้าน’ เพราะญาติพี่น้องทั้งหลายที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานานจะอยู่รวมกันในช่วงเวลานี้ เหมือนกับสงกรานต์ที่ทำให้ทุกคนรู้ว่านี่คือช่วงเวลาที่ต้องอยู่กับครอบครัว และในบางที คนที่เลือกไม่กลับบ้านในช่วงเวลานี้ ก็กลายเป็นคน ‘ไม่รักครอบครัว’ ในสายตาคนอื่น
แต่ใครจะรู้ดีที่สุดเท่าตัวเราเอง ถ้าการกลับบ้านไม่ได้ทำให้เรามีสบายใจอย่างที่เข้าใจ ลินเซย์บอกว่า เราต้องมีเส้นแบ่งป้องกันเพื่อให้เราไม่รู้สึกแย่ เส้นแบ่งนั้นคือการคิดไว้เสมอว่า “ไม่มีใครสำคัญสำหรับฉันเท่าตัวของฉันเอง” เพราะมันจะทำให้เรากล้าปฏิเสธที่เจอสถานการณ์ที่อึดอัด
รับมือยังไงกับ ‘ความรู้สึกผิด’ ที่ครอบครัวรวมตัวอยู่ที่บ้าน แต่เราไม่ได้กลับไป
ไม่ว่าเหตุผลอะไรก็ตามที่ทำให้เราไม่ได้กลับไปเจอหน้าครอบครัว คนที่รัก และคนที่รออยู่ ความรู้สึกผิดอาจเป็นสิ่งที่เราห้ามให้เกิดขึ้นไม่ได้ มี 6 วิธีจาก มาย เวลบีอิง (MyWellBeing) เว็บไซต์ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตของอเมริกา เป็นคำแนะนำในการรับมือกับความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้น เพื่อที่ทำให้ช่วงเทศกาลวันหยุดแบบนี้ผ่านไปได้อย่างใจฟู
ให้แต่ละฝ่ายได้มีเวลาจัดการความรู้สึกตัวเอง ต้องยอมรับว่า ครอบครัวของเราอาจไม่ได้ยอมรับเรื่องที่เราจะไม่ไปหาพวกเขาได้ในทันที แม้แต่เขาเองก็ต้องการเวลาที่จะจัดการกับความรู้สึกต่างๆ ของตัวเองเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราเองอาจต้องใจเย็นและปล่อยให้พวกเขาจัดการกับความรู้สึกตัวเองก่อน
หาใครสักคนที่ซัปพอร์ตเรา ลองดูสิว่า สมาชิกในครอบครัวคนไหนที่เข้าใจการตัดสินใจของเราบ้าง บางทีเขาอาจจะเป็นคนที่ช่วยให้คนอื่นๆ เข้าใจเราได้มากขึ้น
อย่าลังเล ถ้าตัดสินใจแล้วว่าจะไม่กลับไป ก็ควรจะเคารพการตัดสินใจของตัวเองไว้ อย่าให้ความรู้สึกผิดทำให้เราเปลี่ยนใจ จนอาจเสียใจทีหลัง การทำแบบนี้จะช่วยให้ครอบครัวของเราปรับตัวกับทางเลือกใหม่ได้
เราไม่ได้ผิด เรื่องนี้เป็นเรื่องของความสบายใจ ไม่มีใครในสมการนี้เป็นคนผิด เราเองก็เช่นกัน ความต้องการของเราไม่ได้ทำให้เราเป็นตัวร้าย
หาวันอื่นที่เราสบายใจมากกว่า ถ้าสงกรานต์นี้กลับไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ยังมีวันอื่นๆ ที่ทำให้เราได้กลับบ้านได้อีก ลองหาวันเวลาที่เหมาะสม ถนนโล่งๆ และนัดเจอกับที่บ้านได้
พูดความจริง จริงใจและพูดออกไปตรงๆ เลยว่าทำไมคุณถึงกลับบ้านไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลส่วนตัว เรื่องงาน หรือสบายใจมากกว่าที่จะอยู่ที่เดิม เผื่อว่าการพูดคุยครั้งนี้จะทำให้คุณและครอบครัวเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น
ความหมายของเทศกาลอาจไม่ได้หมายถึงการที่เราต้องเดินทางกลับบ้านเสมอไป ในเมื่อเราคือคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตตัวเอง ลองคิดอีกแบบ เทศกาลอาจเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อความสบายใจที่สุดให้ตัวเองก็ได้
อ้างอิง:
