‘รตา’ อดีตไอดอล กับการข้ามผ่านอดีตที่เจ็บปวด ว่าการมีอยู่ของตัวเราสามารถสร้างความสุขให้คนอื่นได้

“All the things that I took hold of in my arms and in my soul. I let them go and then they grew into the start of something new” –  เพลง Reason, ศิลปิน Yuzu

เนื้อเพลงข้างต้น เป็นเพลงที่เราเปิดฟังในขณะขับรถกลับบ้านหลังจากที่ได้ไปพูดคุยกับคนที่แนะนำเพลงนี้ให้กับเราด้วยเหตุผลว่าเป็นเพลงที่แทนความรู้สึกเธอในช่วงนี้ ท่อนดังกล่าวก็ทำให้เรานึกย้อนไปถึงบรรยากาศและบทสนทนาในชั่วโมงก่อนได้เป็นอย่างดี

เราได้เจอกับรตา ชินกระจ่างกิจ นักพากย์หน้าใหม่ไฟแรงที่กำลังปล่อยผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้เรารู้จักกับรตาในบทบาทสมาชิกวงไอดอลหญิงชื่อดังของประเทศไทย และหลังจากเธอประกาศจบการศึกษา (สิ้นสุดสัญญา) กับทางต้นสังกัด เธอก็ย้ายกลับไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาดั้งเดิมของเธอ

รตา ชินกระจ่างกิจ

ทว่าด้วยบทบาทใหม่ในวงการบันเทิงอย่างการเป็นนักพากย์ รวมไปถึงงานแสดงที่เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้เธอต้องกลับเข้ามาในกรุงเทพมหานคร เมืองที่มีความทรงจำของการเป็นไอดอลของเธอบ้างเป็นบางคราว ทำให้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับเธอที่คาเฟ่แห่งหนึ่ง

ส่วนเหตุผลที่ทำให้เราอยากคุยกับรตา ต้องย้อนกลับไปในเดือนกันยายน 2564 ในตอนนั้นอดีตต้นสังกัดของเธอได้ออกประกาศแจ้งว่ารตาจะพักงานเนื่องด้วยปัญหาทางสุขภาพ แน่นอนว่าการที่ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าสาเหตุมาจากอะไรทำให้มีคำถามเกิดขึ้นในหมู่แฟนคลับว่าเกิดอะไรขึ้นกับรตา ซึ่งภายหลังเธอก็ได้ออกมาชี้แจงผ่านไลฟ์ในแอปพลิเคชันของวงว่า ‘เธอเป็นโรคซึมเศร้า’

ก่อนจะเล่าว่าเราได้ไปคุยอะไรกับรตา ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจกับอาชีพที่เรียกว่า ‘ไอดอล’ เสียก่อน

ในบางครั้งที่เรารู้สึกเหนื่อยรู้สึกเศร้า ย่อมเป็นธรรมดาที่จะมองหาสิ่ง ‘ฮีลใจ’  ไม่ว่าจะเป็นหนังดีๆ สักเรื่อง สัตว์เลี้ยงที่เข้าใจเรา หรือว่าศิลปินที่เราชื่นชอบ ซึ่งหนึ่งในประเภทของศิลปินที่ขึ้นชื่อเรื่องการให้ความสดใสก็หนีไม่พ้นไอดอล

หากจำกัดความแบบกว้างๆ คำว่าไอดอล (Idol) จะหมายถึงบุคคลที่ได้รับความเคารพ ชื่นชม และเป็นแบบอย่างในด้านในด้านหนึ่ง แต่ในอุตสาหกรรมเพลงนั้น คำว่าไอดอลมักหมายถึงศิลปินผู้มากด้วยความสามารถ เต้นเก่ง ร้องเพลงเพราะ เป็นผู้นำกระแสสังคม

ทว่าสำหรับรตา ‘ไอดอล’ คืออาชีพที่ทำให้ใครสักคนมีความสุข

“คำว่าไอดอลของแต่ละคนขึ้นอยู่กับการจัดการระบบภายในวงและแนวเพลง สำหรับหนูการมาเป็นไอดอลเป็นเพราะหนูแค่อยากร้อง อยากเต้น อยากให้การเป็นไอดอลของหนูทำให้ใครสักคนมีความสุขกับสิ่งที่เราเองก็มีความสุขที่ได้ทำ”

“อยากให้ทุกคนรู้สึกว่า เห็นเราเต้นแบบมีความสุข เขาก็เลยรู้สึกมีความสุขตาม”

ไอดอลอย่างที่รตาเคยเป็น ต้องทำอะไร

ทำทุกอย่างเลยค่ะ ไอดอลก็ต้องร้อง ต้องเต้นใช่ไหมคะ แต่สิ่งที่เสริมมาคือหนูได้ขายของด้วย สนุกมาก เหมือนได้บริหารจัดการภายในร้านค้า เป็นการทำงานกลุ่มที่สนุกมากเลย

มีช่วงหนึ่งที่เขาพาไปบริจาคของบริจาคเงินเนื่องในวันเกิดของเมมเบอร์ในสถานที่ต่างๆ ที่เขารับบริจาคในช่วงเดือนเกิดของเมมเบอร์ในวง รตาก็ได้ไปที่ศูนย์เลี้ยงเด็กเล็ก สนุกดี (ยิ้ม)

งานไหนที่ได้ทำสมัยเป็นไอดอลแล้วชอบมาก

ชอบเต้นค่ะ ชอบเต้นมาก ตอนนี้รู้สึกเหงามากที่พอออกมาจากวงแล้วไม่มีซ้อมเต้น อันนี้เป็นงานที่ชอบมากจริงๆ เป็นอะไรให้ตายหนูก็ยังจะเต้นเลย

การเป็นไอดอลมันส่งผลต่อความเป็นตัวเองของเราไหม เพราะเราเข้ามาเป็นไอดอลตั้งแต่อายุยังน้อย

ถ้าเป็นตอนแรกๆ ก็ส่งผลต่อความเป็นตัวเอง เพราะรู้สึกทำตัวไม่ถูกว่าเราต้องทำอะไรยังไง แต่ถ้าส่งผลต่อชีวิตตัวเองคือ หนูไม่มีชีวิตวัยรุ่น

หนูมาอยู่ที่นี่ก็อายุประมาณ 16 เป็นวัยรุ่นพอดีเลย รู้สึกได้ว่าเราไม่มีช่วงเวลากับเพื่อนที่โตมาด้วยกันมากเท่าไหร่ แล้วเวลาหนูดูอนิเมะที่เป็นแนวชีวิตในโรงเรียน พอเขาแสดงออกถึงความสุขในรั้วโรงเรียนหนูก็จะร้องไห้ตลอดเลย ซึ่งมันไม่มีอะไรเศร้าเลยนะ แต่หนูรู้สึกว่าหนูขาดตรงนี้ไปหนูเลยเสียดาย

แต่เราก็คิดว่ามันไม่เป็นไรที่ต้องแลกกับความฝัน เพราะมันต้องแลกกันจริงๆ แค่รู้สึกว่าเราขาดตรงนี้ไปมันก็เลยทำให้เรารู้สึกเหงาหน่อยๆ

ภารกิจของไอดอลกับการให้ความสุขความสดใส

ในตอนแรกที่เข้าวงมาใหม่ๆ งานที่ต้องให้ความสุขความสดใสกับคนอื่นอย่างไอดอลยากไหม

ไม่ยากค่ะ เพราะอย่างบรรยากาศอีเวนต์ที่เราได้เจอกับแฟนคลับ เขามาด้วยพลังงานที่เขาอยากมาเจอเรา อยากให้กำลังใจเรา เลยรู้สึกว่าบรรยากาศหรือพลังงานหลายๆ อย่างส่งให้เรามอบกลับคืนให้เขาได้โดยที่ไม่ได้ฝืนอะไรเลย 

เรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ ว่าดีจังเลยวันนี้ที่ได้เจอกันนะ มีความสุขมากที่ได้เจอกัน

การเตรียมตัวไป ‘ฮีลใจ’ แฟนคลับ ต้องเตรียมตัวยังไง

นอนเยอะๆ ค่ะ (หัวเราะ) ไม่ได้พูดเอาฮาแต่พูดจริงๆ เพราะว่าถ้าเรานอนเยอะๆ เราจะได้มีสติ แล้วก็เราจะได้ไม่เพลียระหว่างวัน มันทำให้เรารับฟังคนอื่นได้มากขึ้น ทำให้สารที่เขาอยากจะสื่อมันตรงเข้าเราได้ 100% เลย 

ปกติแล้วเรื่องจะตอบอะไรกับแฟนคลับที่มาหาเราเป็นการคิดหน้างานเลย ถ้าเป็นคำถามแปลกๆ ก็จะยิ้มให้เฉยๆ แล้วมันก็จะหมดเวลา แต่ต้องเป็นคำถามที่แปลกจริงๆ นะถึงจะทำแบบนั้น

สำหรับหนูการไปคุยกับคนเยอะๆ ไม่ยากเพราะหนูอาจจะเป็นคนที่ชอบคุยกับคนอื่นด้วย

ซึมเศร้า และการตีตราตัวเองจากความผิดหวังในการแข่งขัน

รตารู้จักกับคำว่าซึมเศร้าตั้งแต่เมื่อไหร่

น่าจะรู้จักกับคำนี้ตอนที่เล่นโซเชียล สมัยหนูเด็กๆ จะมีแบบทดสอบซึมเศร้า แล้วเราเป็นวัยอยากรู้อยากลอง สงสัยว่ามันคืออะไร ก็เลยไปลองทำดู แต่ในผลการทดสอบนั้นเราไม่ได้เป็นอะไร ตอนนั้นก็ อ๋อ รู้ว่ามันมีโรคนี้อยู่บนโลกนะ

แล้วก็มีพวกละครที่เขานำเสนอเรื่องอาการซึมเศร้า แต่ว่าในช่วงที่หนูเริ่มรู้จักคำนี้แรกๆ ตอนนั้นยังเด็กก็จะไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร เขาต้องร้องไห้ตลอดเวลาหรือเปล่า

เข้าใจคำว่าซึมเศร้าจริงๆ ตอนไหน

มาเข้าใจมันจริงๆ คือตอนที่เราเป็นเอง ตอนนั้นรู้สึกเอ๊ะ รู้สึกว่าทำไมมันแปลกๆ นะ เลยเริ่มไปหาหมอ แล้วถูกวินิจฉัยว่าเป็นซึมเศร้า

อาการซึมเศร้านี้มันมาอยู่กับเราเมื่อไหร่ มีสัญญาณอะไรบอกไหม

หนูเริ่มนอนไม่หลับ แล้วช่วงตอนที่ตื่นเช้ามาจะรู้สึกเหมือนจมน้ำ ถ้าเกิดว่าใครเคยดูละครที่นำเสนอเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า มันจะมีฉากตัวเอกจมน้ำ แต่ตัดฉากไปคือนอนอยู่ มันเป็นความรู้สึกแบบนั้นเลย แค่เราไม่ได้หายใจไม่ออก มันจะรู้สึกหน่วงๆ เหมือนอยู่ในน้ำ แล้วช่วงเย็นจะเศร้ามาก ดาวน์ดิ่ง ร้องไห้

คุยกับใครบ้างเรื่องอาการที่เป็น

คุยกับเพื่อนว่าเจอเรื่องนี้มา เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับเรานะ แล้วเรารับไม่ได้ เราเสียใจมาก มีคำถามมากมายเกิดขึ้นกับเราว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ แล้วเราก็หาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ ในตอนนั้นโชคดีมากๆ ที่วงมีนักจิตวิทยา ไม่ใช่หมอนะคะ แต่เป็นนักจิตวิทยาที่ทางวงมีให้ หนูเลยขอช่องทางติดต่อเพื่อที่จะคุยกับเขา ในทุกๆ เดือนหรือทุกๆ อาทิตย์ เขาก็บอกว่าเนี่ยเราน่าจะมีเกณฑ์เป็นซึมเศร้านะ ลองไปหาหมอดูไหม

แต่ช่วงนั้นหนูไม่กล้าบอกแม่ ไม่ใช่กลัวแม่ไม่เข้าใจแค่ไม่กล้าบอก มันน่าจะเป็นอารมณ์วัยรุ่นที่มีอะไรไม่ค่อยอยากบอกพ่อแม่ นักจิตวิทยาเขาก็เลยบอกว่าเขาจะคุยให้ ก็เลยเอาช่องทางติดต่อพ่อกับแม่ให้ไป นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ครอบครัวรู้ว่าหนูป่วย ซึ่งดีมากๆ ปรบมือให้เลย

อะไรที่มีผลต่อจิตใจเรามากที่สุด งาน การแข่งขันในวง เพื่อนในร่วมงาน คนรอบตัว หรือว่าแฟนคลับ

ส่งผลหมดเลยค่ะ แต่สาเหตุจริงๆ มันคือความรู้สึกผิดหวังจากการแข่งขัน แล้วเราก็รู้สึกว่าสิ่งนี้มันทำให้เพื่อนไม่ชอบเรา อันนี้เราคิดเองหมดเลยเพราะจริงๆ แล้วเพื่อนรักเรามาก เป็นห่วงที่สุดในสามโลก แต่ด้วยสภาพจิตใจหรือว่าสารในสมองมันทำให้เราคิดไปเองว่าเพื่อนต้องไม่อยากอยู่กับเราแน่เลย เพราะเราไม่ได้ไปอยู่จุดเดียวกับเพื่อน อย่างเรื่องติดทีม (ทีมการแสดงในเธียร์เตอร์ของวง) เราไม่ได้ติดทีมกับเพื่อนแล้วเราก็คิดไปเองว่าอย่างนี้เพื่อนไม่ชอบ เพื่อนไม่อยากอยู่กับเรา เพื่อนต้องรังเกียจเราแน่ๆ เลย

มันทำให้ช่วงนั้นหนูถอยออกจากทุกคนไปเลย ไม่ซ้อม อันนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีมากๆ แต่ด้วยสภาพจิตใจหนูก็ไม่รู้จะทำยังไง หนูเลยไม่ไปซ้อม เพราะไปซ้อมทีไรหนูก็ร้องไห้ตลอด เริ่มที่จะทำอะไรก็จะร้องไห้ตลอดเลย พอรู้สึกกดดัน รู้สึกไม่ไหว หนูก็จะร้องไห้ออกมา ตอนนั้นรู้สึกตัวเองอ่อนแอไปหมดเลย แล้วก็รู้สึกว่าทำไมเราใช้ชีวิตยากจัง

เจอการเข้าใจผิดต่อตัวเราบ้างไหม ทั้งในแง่การเป็นไอดอลแล้วก็ผู้ป่วยซึมเศร้า

มันมีกรณีที่หนูขอบริษัทพักงาน เป็นเคสที่หนูเขียนหนังสือไปเพื่อที่จะขอหยุดกิจกรรมทุกอย่าง หยุดที่แปลว่าหยุดทุกอย่างจริงๆ ทั้งซ้อม ส่งการบ้าน ฝึกร้องเพลง ช่วงนั้นเป็นช่วงโควิดด้วย การซ้อมเป็นการเรียนออนไลน์ หนูก็ขอหยุดทุกอย่างเพื่อที่จะมาพัก แล้วคนเริ่มเข้าใจผิดกันเพราะเราไม่ได้บอกสาเหตุที่หยุด เขาก็จะคิดว่าหนูไปทำอะไรไม่ดีมาหรือเปล่าเลยทำให้โดนพักงาน แต่จริงๆ แล้วหนูเป็นคนเขียนหนังสือขอพักไปเอง

แล้วคนจะคิดว่าหนูเศร้าตลอดเวลา จริงๆ แล้วผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเขาไม่ได้เศร้าตลอดเวลา เขาไม่ได้ร้องไห้ตลอดเวลา มันไม่ใช่แบบนั้น

เคยเจอคนเข้าใจว่าเราเรียกร้องความสนใจไหม

ไม่เคยค่ะ แต่มันเป็นการที่เราคิดไปเองว่าเราทำแบบนี้คือเราเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นหรือเปล่า เป็นเรื่องที่ไม่ดีหรือเปล่า จนมีแฟนคลับมาคอมเมนต์ว่า “รตาอย่าไปคิดว่าการที่ทำแบบนี้คือการเรียกร้องความสนใจ ถึงแม้ว่ารตาจะเรียกร้องความสนใจจริงๆ แต่มันแปลว่ารตากำลังขอความช่วยเหลือจากคนอื่นอยู่หรือเปล่า” 

หนูรู้สึกว่าเป็นคอมเมนต์ที่หนูชอบมาก เขาไม่ได้ตัดสินหนูว่าหนูเป็นคนไม่ดี เขาทำให้หนูมองว่า ถ้าเรียกร้องความสนใจก็ต้องยิ่งใส่ใจ ต้องยิ่งช่วยให้กำลังใจ ยิ่งเป็นเคสคนรอบข้างยิ่งต้องเข้าใจให้มากๆ ถ้าเริ่มเห็นว่าเขามีพฤติกรรมแปลกๆ ก็ต้องเข้าหา ต้องใส่ใจเขามากขึ้น ต้องคุยกับเขามากขึ้น เพราะการเรียกร้องความสนใจในหลายๆ บริบทคือการขอความช่วยเหลืออย่างหนึ่ง

คำว่าขอความช่วยเหลือคืออะไร

บางคนอาจจะไม่ได้พูดออกไปว่า “ช่วยด้วย เราไม่ไหวแล้วนะ” แต่มันเป็นการแสดงออกของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน โรคแบบนี้มันค่อนข้างที่จะซับซ้อน อาจจะเป็นความเข้าใจของรตาเองว่ามันเป็นกลไกร่างกายที่หากเราไม่กล้าพูดออกไป ร่างกายก็จะบอกให้คนรอบข้างรับรู้ว่าเราไม่ไหวแล้ว 

สำหรับหนูความช่วยเหลือที่อยากได้คือการที่ใครสักคนมาอยู่ข้างๆ มาคอยรับฟังว่าสิ่งที่อยู่ในใจเราตอนนี้คืออะไร เราไม่ไหวกับอะไร เพราะเราแค่อยากได้ใครสักคนมานั่งฟังเราร้องไห้โฮสักสิบนาที

เศร้า แต่ไม่ได้เศร้าตลอด เพราะเราเลือกที่จะรักษาใจตัวเองได้

ยากไหมกับการที่เราต้องให้ความสุข ฮีลใจแฟนคลับ มอบความสดใส ในขณะเดียวกันกับการที่เราต้องรักษาใจตัวเองไปด้วย

อย่างแรกที่ต้องบอกเลยคือเราไม่ได้เศร้าตลอดเวลา แล้วก็อย่างที่หนูเกริ่นไปตอนแรกเลยคือบรรยากาศอะไรหลายๆ อย่างมันส่งให้เรามีความสุข ณ โมเมนต์นั้น เพราะคนที่เขาอยากมาเจอเราก็ส่งพลังงานดีๆ มาให้เรา ทำให้การที่เราจะตอบกลับไปว่า “สวัสดีค่ะ วันนี้ที่เจอกันดีใจมากเลย” ไม่ยากเลย และทุกครั้งที่หนูพูดว่าดีใจที่ได้เจอแฟนคลับมันก็จะมาจากใจจริงๆ

มีอะไรที่ฮีลใจเราบ้าง

แมวค่ะ หนูชอบแมวมาก เกริ่นก่อนว่าหนูเป็นซึมเศร้ามาประมาณสี่ปีแล้ว และช่วงที่เริ่มเป็นซึมเศร้าตอนนั้นน่าจะอายุ 18 หนูได้เจอกับแมวตัวหนึ่งชื่อแชมป์ พี่แชมป์เป็นแมวตัวสีเทาๆ เจอกันช่วงวันเกิดหนูพอดี พี่แชมป์เขาอาจจะไม่รู้ตัวว่าเขาเป็นอะไรให้หนู แต่เขาเป็นทุกอย่างให้หนูจริงๆ หนูรักเขามากเลย แค่เห็นเขาได้กินข้าวหนูก็มีความสุขแล้ว

ในตอนนั้นเขาเป็นเหมือนเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของหนู เพราะว่าพี่แชมป์เขาเป็นเอดส์กับเป็นลูคีเมีย เขาจะมีอายุอยู่ได้ไม่นาน เป้าหมายของหนูในตอนนั้นเลยเป็นการที่หนูอยากส่งเขาจนถึงวันสุดท้ายในชีวิตของเขา นั่นคือสิ่งที่หนูอยากทำ แชมป์คือเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของหนูในวันนั้น (ร้องไห้)

คำว่า ‘เซฟใจตัวเอง’ ของรตาหมายความว่าอะไร

มันคือการที่เรารักษาความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ก่อน อย่างตอนที่ไลฟ์หนูก็รู้สึกอบอุ่นถึงคนจะมาดูไม่เยอะ เพราะคนที่เข้ามาก็จะเป็นคนเดิมๆ ที่ชอบคุยกับเรา เราเองก็ชอบคุยกับเขา ทำให้รู้สึกเหมือนได้คุยกับเพื่อน ได้คุยกับคนที่เข้าใจเรา เห็นใจเรา คุยกันในภาษาเดียวกัน

มันก็มีช่วงที่คนมาดูไลฟ์เยอะมากๆ แล้วหนูรู้สึกไม่ดี ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากไปไกลกว่านี้ แต่ความรู้สึกของเราไหวแค่นี้ เราเลยยินดีที่จะคุยกับคนในจำนวนที่น้อยกว่าแต่สบายใจกว่า ส่วนเรื่องของอนาคตคิดว่าตอนนี้เรารับมือกับความรู้สึกของตัวเองได้ดีกว่าเมื่อก่อนแล้ว

พลังใจที่ฟื้นคืนมาอีกครั้งเพราะในวันที่แย่ยังมีแมวที่เข้าใจ

รตาก้าวผ่านช่วงที่รู้สึกแย่ที่สุดได้อย่างไร ระหว่างที่พักใจมีเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นบ้างแล้วเราจำได้

ขอวกกลับมาเรื่องแมว จริงๆ พี่แชมป์เขาอยู่ได้แค่หกเดือน แต่มหัศจรรย์มาก เขาอยู่กับหนูได้แปดเดือน สุดยอดเลย (น้ำเสียงตื่นเต้น) คุณหมอก็บอกว่าที่เขาเป็นแบบนี้เพราะเขาได้รับความรักที่ดี เขาเป็นแมวที่สุขภาพจิตดีมาก หนูเคยเห็นช่วงเวลาที่เขาต้องให้น้ำเกลือให้ยาแล้วเขาผอมๆ แต่ตอนนั้นเรายื้อเขาได้หนึ่งเดือนโดยที่ไม่ได้ฉีดยาแล้วเขาก็ไป เขาสู้มาก ขนาดแชมป์ยังอยากอยู่ต่อเลย แล้วทำไมหนูถึงจะไม่อยากอยู่ต่อ อันนี้คือสิ่งที่ทำให้หนูก้าวผ่านช่วงเวลานั้นได้ 

แชมป์ (ชื่อแมวของเธอ) ทำให้รู้จักคุณค่าของชีวิต การมีอยู่ของเขาทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุข แล้วทำไมการมีอยู่ของหนูจะทำให้คนอื่นมีความสุขไม่ได้

มีจังหวะหนึ่งที่เหมือนฉากส่งต่อในอนิเมะ หนูบอกเขาว่า “พี่กลับกรุงเทพก่อนนะ เดี๋ยวมาเจอกันใหม่” ตอนนั้นเขาไม่มีแรงแล้ว ไม่มีแม้แต่แรงที่จะกินข้าว แต่ว่าพอหนูพูดคำนั้นจบ เขาเอาอุ้งเท้ามาแตะที่อกหนู เหมือนเขาน่าจะรู้ว่าหนูรู้สึกอะไรอยู่ในตอนนั้น เขาเลยอยากจะส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้กับหนูเป็นครั้งสุดท้ายของเขา (เสียงสั่นเครือ)

พี่แชมป์เก่งมาก เขาพูดไม่ได้หรอกแต่ว่าเขาเข้าใจ จริงๆ มีแต้มอีกตัว เป็นแมววัว หนูร้องไห้กับเขาแล้วเขามาเลียขาเลียแขนเหมือนเขารู้ว่าเรากำลังเศร้า มันทำให้เรารู้สึกว่า ‘วันที่แย่ยังมีแมวที่เข้าใจ’ (หัวเราะ)

ตอนนี้มีเพลงไหน หรือตัวการ์ตูนตัวไหนที่อธิบายความรู้สึกของเราในขณะนี้ได้ดีที่สุด

ตอนนี้ชอบการ์ตูนเรื่อง Hunter x Hunter  เพลงที่รู้สึกว่าบ่งบอกถึงความรู้สึกตอนนี้เลยเป็นเพลง Reason ของ yuzu เพลงนี้เป็นเพลง Ending ของภาค Greed Island 

มันเป็นเพลงที่สื่อว่า “เธอทำได้นะ ที่ผ่านมาเก่งมากเลย” อยากให้ทุกคนไปลองหาความหมายฟังกัน เพราะตอนที่หนูฟังครั้งแรกแล้วอ่านคำแปลไปด้วยหนูร้องไห้เลย ร้องไห้ด้วยความปิติเพราะเป็นเนื้อเพลงดีมากๆ

ส่วนถ้าเป็นตัวละครน่าจะเป็นกอร์นมั้งคะ กอร์น ฟรีคส์ (Gon Freecss) สิ่งที่หนูรู้สึกว่าเราเหมือนกันคือกอร์นสู้ สู้ที่แปลว่าต่อยตี แต่ใจเขาเองก็สู้มากกับทุกๆ อย่าง แล้วเขาทุ่มเททั้งเรื่องเพื่อนและเรื่องอื่นๆ เขาเป็นเหมือนแสงอาทิตย์ หนูอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นเป๊ะๆ แต่ก็รู้สึกว่าเราใจสู้เหมือนกันกับเขา เพราะไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้งกอร์นก็กลับมาได้เสมอพร้อมกับรอยยิ้ม