ความสนุกของเกม ‘มาริโอ’ ที่ทำให้ทั้งคนโลกติดงอมแงมไม่ใช่แค่การช่วยเจ้าหญิงจากตัวร้าย แต่คือการผจญภัยระหว่างทางที่มาริโอต้อง ‘กระโดดกำแพง’ ฝ่าฟันอุปสรรคสารพัดรูปแบบเพื่อไปถึงปราสาทในด่านสุดท้าย
ความหฤหรรษ์ที่เกิดขึ้นในเกม ทำให้หลายล้านคนทั่วโลกซื้อบัตรยูนิเวอร์ซัล สตูดิโอส์ เจแปน (UNIVERSAL STUDIOS JAPAN) ต่อแถวเข้าสวนสนุกธีมปาร์คมาริโอเพื่อหวังว่าอยากลองกระโดดกำแพงเก็บเห็ดดูสักครั้ง
แต่ในโลกของนักจิตวิทยา อาจารย์เติ้น ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) ทำให้รู้ว่าทุกคนสามารถเป็นมาริโอในชีวิตจริงได้แบบไม่ต้องไปที่สวนสนุกญี่ปุ่น เพราะทุกคนล้วนต้องข้ามกำแพงอุปสรรคเพื่อไปถึงปลายทางปราสาทที่สวยงาม
มาริโอที่ อ.เติ้น กำลังพูดถึง คือมาริโอที่สวมหมวก ‘ผู้ป่วยจิตเวช’ กว่า 300 ล้านคนทั่วโลกซึ่งกำลังทำภารกิจให้ตัวเองก้าวผ่านกำแพงสูงใหญ่ที่เรียกว่า ‘การตีตรา (Stigma)’ เพื่อเดินทางไปถึงปราสาทชื่อว่า ‘การแสวงหาความช่วยเหลือ’ ได้ในที่สุด
รู้จักกำแพงที่ชื่อว่า ‘การตีตรา’
Stigma (n.) : ตราประทับ หรือการตีตรา
ช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 ใครที่มีอาการผิดแปลก แปลกแยก แตกต่าง หรือผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตร้อยละร้อยเปอร์เซ็นต์มักถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายเหนือธรรมชาติ นี่กลายเป็นหลักฐานทางความวัฒนธรรมชั้นดีที่ทางการแพทย์สมัยใหม่นิยามไว้ว่าสิ่งนี้คือ Stigma หรือการตีตราที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชมาตั้งแต่ 200 ปีที่แล้ว
หากย้อนไปไกลกว่านั้น ประวัติศาสตร์ของคำว่า Stigma มารากมาจากภาษากรีก «στίζω» ซึ่งแปลว่า ‘การแกะสลัก’ เครื่องหมายเป็นสัญลักษณ์แห่งความอับอาย การลงโทษ หรือความเสื่อมเสีย
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย นิยามไว้ว่า ‘การตีตรา (Stigma)’ เป็นเรื่องของทัศนคติ ความคิด ความเชื่อที่มีต่อการกระทำหรือพฤติกรรมของบุคคลในสังคมที่มีพฤติกรรมแตกต่างไปจากบรรทัดฐานทางสังคม นำไปสู่การปฏิบัติที่แสดงถึงการรังเกียจ กีดกัน ทั้งทาง สายตา คำพูด การกระทำ ทำให้บุคคลเหล่านั้นถูกแบ่งแยก ถูกจำกัดพื้นที่ทางสังคม หรือที่เราเรียกว่า การเลือกปฏิบัติ (Discrimination)
การตีตราไม่มีสักเศษเสี้ยวที่ความหมาย หรือการนิยามจะอยู่ตาชั่งฝั่งเรื่องดีนับตั้งแต่ในประวัติศาสตร์
“มันคือการที่เราติดป้ายไว้ว่าการที่เรามีสิ่งนี้ มันแปลว่าไม่ดี ด้อยกว่า น้อยกว่า เป็นเชิงลบ ถ้าใช้คำว่าตีตราในบริบทภาษาไทยคนจะคิดว่าหรือเป็นเซนส์ของการที่คนอื่นมาตีตราเราจากข้างนอก แต่พอพูดถึง Stigma ในบริบทภาษาอังกฤษมันมีความหมายที่ไปไกลกว่านั้น เพราะเป็นได้ทั้งการตีตราตัวเอง และคนอื่นตีตราเรา”
แต่ในมุมของนักจิตวิทยา การตีความหมายของคำว่าตีตรามีขอบเขตที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น
“จิตวิทยามีการศึกษาเรื่องการตีตราที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นๆ ในแง่มุมของการที่คนคนหนึ่งมีปัญหาสุขภาพจิตแล้วไม่ได้รับการช่วยเหลือแบบถูกวิธี คล้ายๆ เป็นตัวกั้นไม่ให้คนกล้าออกไปบำบัดรักษา”
อ.เติ้นยกตัวอย่างให้ชัดเจนเพิ่มขึ้นเช่น ถ้าเรามีปัญหา เราไม่กล้าแสวงหาความช่วยเหลือ หรือถ้าเรามีปัญหาจนกระทั่งสุดท้ายเราต้องแสวงหาความช่วยเหลือ เราก็จะรู้สึกลบกับตัวเราเอง
“ฉันอ่อนแอจัง ฉันแย่จัง ฉันไม่ดีจัง จะทําให้คิดว่าถ้าคนอื่นรู้ หรือครอบครัวฉันรู้ต้องดูแย่มาก”
หรืออีกลักษณะหนึ่งของการตีตราคือการทับถมจนเป็นบาดแผลทางจิตใจ (Trauma) ที่อ.เติ้นบอกว่าถ้าเป็นภาษาวัยรุ่นจะพูดว่า ‘สะเทือนเซลล์’
“สะเทือนความเชื่อที่เรามีกับตัวเอง สะเทือนมุมมองที่เรามีกับโลก เช่น เด็กที่ถูกบูลลี ไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อน สุดท้ายกลายเป็น Trauma Experience ที่จะติดกับตัว ติดอยู่กับใจไปอีกนาน ถ้าไม่ถูกจัดการตั้งแต่แรกหรือถ้าถูกกระตุ้น หรือเกิดเหตุการณ์ที่ใกล้เคียง ก็จะทับถมเรื่อยๆ จนเป็นปัญหาสุขภาพจิตในที่สุด”
ประสบการณ์ที่เราผ่านมาทั้งหมดมันจะค่อยๆ ตกผลึกจนเป็นตัวเรา อ.เติ้นบอกว่าอันนี้พูดแบบวิชาการนะ (หัวเราะ)
ตีตราแล้วเกิดอะไรขึ้น? คำถามสำคัญที่ไม่ค่อยถูกให้ความสำคัญ อ.เติ้นบอกว่าการตีตราเป็นตัวตั้งต้นนําไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้น
“การตีตรามันจะเหมือนมีกําแพงอันใหญ่ที่บอกว่า อย่าก้าวข้ามไปที่นั่นนะ ถ้าข้ามไปแล้วคนจะรู้สึกไม่ดีกับแก แล้วแกจะรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง มวลอารมณ์บีบอัดอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งคนรู้สึกไม่ไหวจริงๆ ถึงจะค่อยทะลุกําแพงไปหาความช่วยเหลือได้”
อ.เติ้นมองว่าการตีตราไม่ใช่ตัวกระตุ้นให้คนเกิดโรคสุขภาพจิต แต่มันเป็นกําแพงอันใหญ่ที่กั้นไม่ให้คนก้าวออกไปจัดการกับปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ
Stereotype ≠ Stigma รอยประทับแบบไหนที่เรียกว่าตีตรา
“ฉันเป็นคนบ้า เพราะว่าสติไม่ดี ไม่ใช่คนไม่ดี ฉันมีสติไม่ดี” เพลง บ้า – คาราบาว
เป็นสิ่งที่พี่แอ๊ดบอกไว้ในเพลงตั้งแต่ 20 กว่าปีที่แล้วว่าคนที่มีปัญหาสุขภาพจิต เป็นเพียงอาการอย่างหนึ่งที่ไม่ได้วัดคุณค่าความเป็นคนดีของใคร
แต่ด้วยคติความเชื่อทางวัฒนธรรมสังคมที่ส่งต่อกันมา ส่งผลให้ผู้ป่วยจิตเวชถูกครอบทับด้วยกะลา 2 ใบ คือ การตีตราและการเหมารวม ซึ่งอ.เติ้นบอกว่าทั้งสองสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เช่น ถ้าเห็นกลุ่มคนมีรอยสักแล้วเรากลัวเขา สิ่งนี้ในเชิงจิตวิทยาไม่นิยามว่าเป็นการตีตรา แต่คือการเหมารวม
“ความแตกต่างชัดเจนระหว่าง Stereotype กับ Stigma คือเรามีประสบการณ์เดิมของความเชื่อชุดหนึ่ง พอเราเจอคนนี้แล้วคิดว่าต้องเป็นแบบนี้แน่เลย เช่น คนมีหนวดน่ากลัว แต่ว่าการตีตราจะมีลักษณะของการรับรู้ว่ามันจะด้อยค่าเมื่อมีสิ่งนี้”
การเหมารวมมันอาจจะเป็นชุดของความเชื่อที่ถูกถ่ายทอดมา ประกอบกับมีประสบการณ์ร่วม เป็นร่องรอยแผลที่ประทับไว้แม้เราจะไม่เห็นคนนั้นก็ตาม แต่การเหมารวมเป็นได้ทั้งเรื่องดีและไม่ดี เช่น การที่คนยุโรปมองว่าคนเอเชียต้องคิดเลขเร็วเป็นต้น
ความต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดระหว่างสองคำนี้คือ การตีตราไม่เคยส่งผลดีกับใคร แต่การเหมารวมมีทั้งด้านบวกและลบ
“การตีตราในจิตวิทยาเป็นลบเสมอเลย ไม่มีตรงกลาง เพราะเราไม่เคยเห็นลักษณะการใช้คําว่าตีตราคู่กับสิ่งที่ดีๆ เช่น สวย เก่ง เหมาะ มันจะมีแผลหรือรอย มีการด้อยค่าอะไรบางอย่างผูกด้วยเสมอ”
บางทีแล้วการเหมารวมก็เป็นกลไกหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันความรู้สึกตัวเอง
“เรารู้สึกว่าถ้าเราสามารถสรุปได้ว่าคนมีหนวดแปลว่าไม่ดี เราจะรู้สึกปลอดภัย ลองสังเกตสิ อะไรที่มันแตกต่างจากชุดของความเชื่อที่เราคิดว่าดี เราก็จะรีบกันสิ่งนั้นออกไป เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกสบายใจ เช่น มีคนแปลกๆ เดินเข้ามาแล้วคิดว่าคนนี้ต้องไม่ดีแน่เลย เราก็รู้สึกสบายใจว่าคนนี้เป็นคนไม่ดีไงล่ะ”
คนเราตีตราตัวเองนี่แหละตัวเด็ดเลย!
แม้ว่า Stereotype กับ Stigma จะมีความต่างกัน แต่อ.เติ้นยอมรับว่าการเหมารวมก็เป็นก้อนความคิดหนึ่งการตีตรา
“ประเภทของการตีตราในโลกนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 แบบคือ Self Stigma ตีตราตัวเอง Personal Stigma การตีตราจากบุคคลใกล้ชิด และ Public Stigma การตีตราจากสังคม ซึ่งการตีตราตัวเองมีโอกาสที่จะแสวงหาความช่วยเหลือสูง เสี่ยงภาวะซึมเศร้าก็สูง และโรคสุขภาพจิตที่ตามมาสูง”
การตีตราตนเอง (Self-stigma) หมายถึง การที่บุคคลรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าและไม่ควรได้รับการยอมรับ ถ้าแสวงหาความช่วยเหลือทางด้านจิตวิทยา
การตีตราตัวเองเป็นอย่างไร อ.เติ้นชวนให้ลองนึกภาพง่ายๆ เช่น อกหักแล้ว อันดับแรกเราต้องการไปพบนักจิตวิทยาเพื่อพูดคุย แต่ก็มีความคิดว่าถ้าฉันไปหานักจิตฯ พ่อกับแม่ต้องยอมรับไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว ก็ต้องไปพบนักจิตฯ อยู่ดี แต่ยิ่งปรึกษาไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้สึกไม่ดี เพราะมีกรอบความคิดไปแล้วว่าเป็นลูกที่ไม่ดีของพ่อแม่
“การตีตราตัวเองมีเปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นโรคจิตเวชสูงมาก และมีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายสูงตามถ้าไม่รักษาแบบทันท่วงที”
การตีตราทางสังคม (Social Stigma)
คิดแบบผิวเผินอาจจะเป็นปัญหาปัจเจกรายบุคคล แต่จริงๆ ปัญหาการตีตราตัวเองที่เกิดขึ้นล้วนทับซ้อนกับสิ่งรอบข้างรอบตัว เชื่อมโยงไปถึงค่านิยม ความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม สังคม ในสิ่งที่เรียกว่า Public Stigma ซึ่งสิ่งนี้เชื่อมโยงกับการตีตราจากบุคคลใกล้ชิด (Personal Stigma) หรือการที่บุคคลรับรู้ว่าคนรอบข้างที่ตนมีปฏิสัมพันธ์ด้วย จะมองตนเองในทางลบและจะมีปฏิกิริยาในทางลบกับตนเองถ้าทำการแสวงหาความช่วยเหลือทางจิตวิทยา
องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามถึง ‘การตีตราทางสังคม (Social Stigma)’ ในบริบททางสาธารณสุขว่าหมายถึงการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลกับลักษณะบางอย่างที่มีร่วมกันหรือเป็นโรคบางชนิดที่เป็นเหมือนกัน ในแง่การระบาดของโรค คํานี้อาจหมายถึงการปฏิบัติต่อกลุ่มบุคคลด้วยการเรียกชื่อแบบดูแคลน การเหมารวม การเลือกปฏิบัติ การปฏิบัติแยกจากคนอื่น และ/หรือการสูญเสียสถานะบางอย่างเนื่องจากความเชื่อมโยงกับโรคชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการรับรู้
“อาจจะคิดว่าการตีตราทางสังคมเป็นเรื่องไกลตัว หรือเรื่องระหว่างบุคคลอย่างเดียว แต่เมื่อชุดของความเชื่อนั้นมากระตุ้นกับคนที่มีปัญหาอยู่ ก็จะเหมือนก้อนหินที่ทับลงไปอีก ซึ่งก้อนหินที่ใหญ่ที่สุดคือการไม่ถูกคนรอบข้างหรือสังคมยอมรับ พอคิดแบบนี้เราก็จะมีความคิดที่จะยับยั้งหรือไม่เอาตัวเองเข้าไปรักษาแบบถูกวิธี”
ระดับของความรุนแรงขึ้นอยู่กับความสำคัญหรือความสัมพันธ์ของคนที่ถูกตีตรา มองเป็นภาพใหญ่คือการที่เราไม่เป็นไปตามความคาดหวังที่ควรจะเป็น อย่างที่สังคมหรือคนสําคัญกำหนดไว้
“ฉันมีเรื่องไม่สบายใจแล้วฉันจะไปหานักจิตวิทยา ฉันรับรู้ว่าพ่อแม่ฉันยอมรับไม่ได้ในเรื่องนี้
แต่ฉันจะต้องไปปรึกษา ฉันก็จะรู้สึกว่าฉันไม่ได้รับการยอมรับกับพ่อแม่ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ใหญ่มาก ปัญหาฉันมีแล้ว แต่สิ่งที่ฉันเป็น พ่อแม่รู้สึกไม่ดีกับฉัน ฉันรู้สึกไม่มีคุณค่า มันตามมาซึ่งปัญหาต่างๆ มากมายเลย”
“อย่างโรคไบโพลาร์ที่สังคมยังมองเป็นภาพลบ หรือแม้กระทั่งมีงานศึกษาเรื่องการตีตราในกลุ่มวิชาชีพทางการแพทย์ เช่น ถ้าคิดว่าคนโรคจิตเวชต้องกรีดร้อง วิ่งทำร้ายคน คนทางการแพทย์ก็จะมีการดูแลพวกเขาแย่กว่าคนทั่วไป”
สิ่งนี้คือตลกร้าย ที่ทำให้ปัญหาวนต่อไปแล้วหนักขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดระเบิดทางอารมณ์
“แต่ในภาพของคนทำงานหรือวัยแรงงาน การตีตราทางสังคมซับซ้อนกว่ากลุ่มเด็กอีก ลองนึกว่าถ้าฉันเป็นซึมเศร้า บริษัทจะเอาฉันออกไหม ที่ทํางานจะฟังฉันไหม มันมีระบบการทํางานเข้ามาอีก หรือฉันเป็นหัวหน้า แต่ฉันมีปัญหาสุขภาพจิต จะส่งผลกับตำแหน่งหัวหน้าไหม บริษัทจะไล่ออกไหม”
ยิ่งมีเกณฑ์วัดความดี ความชอบ หรือคะแนนการทำงานเท่าไรยิ่งเป็นการตีตราทางสังคมที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตมากขึ้นเท่านั้น
ตีตราในตีตรา
สุขภาพจิตถูกให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น เพราะถูกกระตุ้นมาจากอัตราภาวะโรคซึมเศร้าคนทั้งโลกเผชิญเพิ่มขึ้นแบบพุ่งพรวด
โรคซึมเศร้า ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Depression จิตแพทย์หลายคนออกมาย้ำว่ากลุ่มคนที่เป็นภาวะโรคซึมเศร้าไม่ได้มีแค่อารมณ์ซึมและเศร้าแบบที่ทุกคนเข้าใจ ยังคงหัวเราะ ยิ้ม สนุกสนานได้แบบปกติ อ.เติ้นชวนคิดว่าแบบนี้ก็คือการตีตราจากชื่อโรคด้วยหรือเปล่า
“บริบทภาษาไทยแปลว่าซึมเศร้า แต่คำแปลของภาษาอังกฤษจริงๆ มันแปลว่า ‘กดทับ’ อาจจะเหมือนการกดทับทางอารมณ์ ซึ่งเคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งเรียกโรคนี้ว่า ‘ภาวะสิ้นยินดี’ มันไม่ใช่อารมณ์ซึมเศร้า แต่มันคือการสิ้นยินดี เราชอบคํานี้มากเลย เพราะให้ความรู้สึกต่อโรคชัดดี”
“คําที่เราสื่อ สิ่งที่เราเรียกใช้ มันก็สื่อถึงภาวะที่เรามี ที่ผ่านมาเรา (สังคมไทย) ใช้เวลานานกว่าจะยอมรับคําว่าซึมเศร้าได้ แต่ถ้ามันไม่ใช้คําว่า ‘ซึมเศร้า’ คนจะยอมรับโรคนี้เร็วขึ้น หรือใช้เวลาน้อยกว่านี้ไหม”
อ.เติ้นตั้งคำถามชวนคิดต่ออีกว่า
“เรื่องคําที่จะสื่อในชื่ออ่อนไหวมาก ลองนึกว่าถ้าเกิดเราทํางานในบริษัทแห่งหนึ่งที่เขาเอานักจิตวิทยาเข้ามาเพื่อบำบัดรักษา โดยใช้คำว่าเพื่อช่วยเหลือพนักงานนะ เปรียบเทียบกับอีกคำว่าพูดคุยเพื่อเพิ่มความสุขในการทํางาน ลองคิดว่าคนจะไปที่ไหนมากกว่ากัน”
คัลเจอร์แบบไทยๆ ที่เป็นตัวบั๊คในการแก้ปัญหาสุขภาพจิต
สิ่งที่กล่าวไปข้างบนทั้งหมด อ.เติ้นบอกว่าจะแก้ง่ายมากขึ้นถ้าทำให้โรคซึมเศร้า เผชิญภาวะสุขภาพจิต หรือการต้องออกไปหาจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติในสังคมไทย
“ไม่รู้ว่าข้อดีหรือเคราะห์ร้าย สังคมบ้านเราเป็นสังคมคติรวมหมู่ ภาษาบ้านๆ คือแคร์ชาวบ้าน แม้ว่าเราจะมีจุดยืนนะ แต่เราก็รู้สึกว่าการรับรู้ความรู้สึกที่คนอื่นมีต่อเราก็สำคัญ คนไทยมักจะเป็นเช่นนี้ บางครั้งถ้าพูดถึงสิ่งที่เรามีต่อตัวเอง เราก็รับสารจากสิ่งที่ข้างนอก ที่พูด ที่ดู มันเป็นภาพที่ใส่เข้ามาถึงเรา”
ภาวะแบบนี้อ.เติ้นเรียกว่าภาวะปิงปอง หรือการโต้กลับไปมา คือยิ่งเรารับรู้ภาพของคนอื่นเพื่อมาสร้างภาพที่ให้คนอื่นรับรู้ หรือสร้างภาพในสิ่งที่สังคมบอกว่าควรจะเป็น ค่านิยมสังคมก็ยิ่งส่งผลต่อตัวเรามาก
“มีผลวิจัยหนึ่งที่เคยทำสรุปได้ว่าเรามักจะมีแนวโน้มที่จะรับเอาความเชื่อของกรอบสังคมภายนอกมาเป็นของเรา หรือกังวลว่าเราจะรู้สึกว่ามันจะต้องดูไม่ดีในสายตาคนรอบข้างต่อให้เขาไม่ใช่คนที่เรารู้จักก็ตาม”
อ.เติ้นคิดว่าตัวการสำคัญคือการที่รู้สึกว่า “คนจะรู้สึกว่าฉันไม่ดี คนจะรู้สึกว่าฉันไม่เหมาะ คนจะรู้สึกฉันไม่เป็นไปตามความคาดหวังที่สังคมเซตว่ามันควรจะเป็น”
เช่นการที่สังคมกำหนดว่าคนดี จะไม่มีปัญหาสุขภาพจิต ถ้าหากใครเป็นโรคเกี่ยวกับสุขภาพจิตจะถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแอ เป็นคนไม่อดทนในการใช้ชีวิต ซึ่งความคิดชุดนี้สามารถตีความต่อเนื่องในหลายความหมาย
“ความคิดความเชื่อทั้งหมดก็อยู่ในกรอบความเชื่อแบบไทยๆ ที่ล้อมเราอยู่ ซึ่งเป็นตัวบล็อกที่สำคัญ ถามว่าเรามีสุภาษิต ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า เรื่องสุขภาพจิตอันนี้เป็นความในไหมที่จะต้องนำออกไปแก้ไขในมุมของนักจิตวิทยา บางทีปัญหาเรื่องของผัวเมียชาวบ้าน หรือเด็กมีปัญหา ก็ล้วนมาจากคนในบ้านนั่นแหละ เช่นเด็กเรียนคะแนนไม่ดี ทุกข์ที่สุดไม่ใช่เพราะคะแนนไม่ดีนะ แต่รากจริงๆ คือพ่อแม่ผิดหวัง ปัญหาคือฉันทําให้พ่อแม่ผิดหวัง ฉันควรจะเป็นลูกที่ดี ฉันไม่ควรจะเป็นลูกที่ทําให้พ่อแม่ผิดหวัง แต่ฉันมาหานักจิตฯ ก็ทําให้พ่อแม่ผิดหวัง นี่คือทั้งหมดมันอยู่ด้วยกัน ความในเป็นตัวที่ทําให้เกิดปัญหากับคนใน ก็ต้องเอาออกมาแก้ไขกันไหม”
แต่ก็คัลเจอร์แบบนี้ไม่ได้มีแต่ที่ไทยที่เดียว ในประเทศอื่นๆ ก็มีเช่นกัน มันคือลักษณะความเชื่อที่เรารู้สึกว่าใครสักคนควรจะอยู่ในชีวิตตามความคาดหวังของใครสักคน
“ส่วนใหญ่รากของปัญหาทางจิตวิทยามันไม่มาจากที่อื่น เราจะไม่ทุกข์เพราะป้าข้างบ้านแต่เหตุแห่งทุกข์มาจากคนในครอบครัวพ่อแม่ พี่น้อง”
แก้ปัญหายาก สิ่งที่ทำได้คือสร้างเกราะ
ความทับซ้อนในสภาพจิตใจทำให้แก้ปัญหาเรื่องสุขภาพจิต หรือเรื่องการตีตรายากกว่าเรื่องอื่นๆ เท่าตัวในเมื่อมันแก้ยาก สิ่งที่ทำได้คือสร้างเกราะป้องกัน
“ในเมื่อการตีตราตัวเองมันยากที่จะแก้ไข ‘ลองช่างมันดู’ ความเป็นจริงก็ไม่สามารถทําได้ง่ายๆ โดยเฉพาะคนที่กำลังอยู่ในภาวะเสียศูนย์ ไม่ใช่คนที่อยู่ในภาวะที่เราบอกให้ฮึบนะ แล้วเขาฮึบได้”
ยิ่งแก้ยาก ยิ่งต้องใส่ใจ สิ่งสำคัญคือพยายามนึกถึงสิ่งที่จะช่วยเป็นเกราะได้ในภาวะที่เราอ่อนแอ
“คิดว่าการมีเครือข่ายสนับสนุนทางสังคม (Support System) ที่ดี คือถ้าเรามีเพื่อนสักหนึ่งคนที่เข้าใจว่าเมื่อมีปัญหาต้องการความช่วยเหลือ ถ้าเราหันไปเจอเพื่อนแล้วกล้าบอกว่า ‘เฮ้ยแกฉันไม่ไหว’ หรือมีคนแนะนำว่า ‘ถ้าแกไปหานักจิตฯ จะโอเคขึ้นนะ ดูแลตัวเองสําคัญที่สุด’ คนนี้แหละคือคนสำคัญ”
การมีเครือข่ายสนับสนุนทางสังคมที่ดีนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหายากที่จะแก้
“คําถามคือหาที่ไหน เพราะบางคนนับเป็นเพื่อนประเภทกระตุ้นซ้ำนะ คือมันอาจจะมีเส้นแบ่งระหว่างที่เราให้คําปรึกษากับเป็นนางสั่ง นางสอน”
นางสั่ง นางสอนที่อ.เติ้นหมายถึง คือการที่เราเอาสิ่งที่เราคิดว่ามันควรจะเป็น ไปใส่เพื่อน
“เวลาเราแบบว่าห่วงใครเราก็อินถูกไหม อยากจะให้เขาดีขึ้น เราก็ไปหาวิธีของตัวเองที่คิดว่าน่าจะดีที่สุดให้เพื่อน”
ในมุมของนักจิตวิทยา เพื่อนสามารถช่วยให้คำแนะนำได้ไม่ผิด แต่ต้องอยู่บนฐานคิดว่าเรื่องที่เราแนะนำไป หรือพูดไปเป็นสิ่งที่เราพูดเพื่อตัวเราเองหรือเพื่อตัวคนที่มาปรึกษา
“สมมุติเราบอกว่าให้เพื่อนกินน้ําส้ม “อร่อยจริงๆ นะ” อันนี้ของใคร ของเรา คําถามง่ายๆ ของเราหรือของเขา”
จริงๆ การช่วยเพื่อนแบบนี้ก็ไม่ผิด บางจังหวะได้ผลแต่บางจังหวะก็ไม่ได้ผล
“ถ้าแค่คนบอกว่าทําอะไรแล้วเราเปลี่ยนพฤติกรรมได้ คิดง่ายๆ ก็จะไม่มีใครอ้วนแล้วในโลก เพราะว่าเราทุกคนรู้หมดเลยว่าต้องออกกําลัง ต้องกินแป้งน้อย กินน้ําตาลน้อย ทำตัวให้ไขมันน้อย เราทําได้ไหม ไม่ได้ เพราะนั่นคือความรู้ชุดที่อยู่ข้างนอก แล้วให้ใครสักคนเปลี่ยนพฤติกรรมตามโดยที่เขาเองไม่ได้มีแรงผลักดันในตัว คนก็จะไม่เปลี่ยน เหมือนต้องหาจุดเชื่อมโยงให้มากที่สุด ว่าจุดไหนคือของเขา การแก้ปัญหาของเขาต้องอยู่บนเรื่องราวของเขา”
Self health tool การเข้าใจตัวเองบนพื้นปกติแบบไม่ต้องวิ่งเล่นบนทุ่งลาเวนเดอร์
“การสร้างเกราะอีกข้อคือกลุ่มทำ Self health tool เช่น การเขียนบันทึก มันคล้ายกับการกลับมาอยู่กับลมหายใจ มีสติอยู่กับปัจจุบัน เพราะมีงานวิจัยที่ศึกษาจากคนที่มีการตีตราพบว่าคนที่จะเปลี่ยนผ่านไปเป็นภาวะที่มันเกิดการเรียนรู้ การทําความเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเราในมุมใหม่ช่วยได้มากๆ”
ยกตัวอย่างเหตุการณ์สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น หลังจากเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ ข่าวจะออกแต่ภาพเศร้า แต่มีนักเขียนการ์ตูนคนหนึ่งเลือกวาดรูปในทางให้ความหวัง รูปเด็กมองเทียน ผู้ใหญ่กับเด็กคนแก่จับมือกัน
“การตีความเรื่องราวในมุมใหม่ ท่ามกลางเรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้นเรามองเห็นโอกาสแห่งการเรียนรู้ เราสร้าง narrative ใหม่ ให้กับชีวิตเรา กับเรื่องที่เราเจอ”
ซึ่งการมองอะไรใหม่ๆ อาจจะต้องมีตัวช่วยเป็นนักจิตวิทยา หรือนักจิตบำบัดเข้ามาร่วมด้วย
“บางคนบอกว่าการที่เล่าให้ใครสักคนฟัง สมมุติมีเพื่อนสักคนที่ฟังเรื่องราวของเรา มันทำให้เราสามารถทําความเข้าใจเรื่องราวของตัวเองในมุมใหม่ เขาอาจจะคิดได้ว่ามันอาจจะไม่ได้ร้ายแรงที่สุดเหมือนที่คิดไว้ แต่การมองตัวเองในมุมใหม่ต้องผ่านกระบวนการยอมรับตัวเองก่อน ซึ่งก่อนที่เราจะข้ามไปสู่การเกิดการเรียนรู้ใหม่ จะต้องไม่เลี่ยง จะต้องไม่หนีจากความรู้สึกเจ็บปวด”
Post-Traumatic Growth คือตัวแปรทางจิตวิทยาการยอมรับอย่างแท้จริงเพื่อมองเห็นมุมใหม่ ไม่ใช่การมองแบบโลกสวย
“คนโลกสวย หรือที่เรียกว่าวิ่งในทุ่งลาเวนเดอร์ คือการมองว่าทุกอย่างดีไปหมด แต่ความจริงคือฉันเจ็บปวดก็ต้องยอมรับกับความเจ็บปวดนั้นได้ ตระหนักรู้ในอารมณ์ทางลบอย่างเต็มที่ โดยไม่ปัดป้อง ไม่ปิด ยอมรับว่าฉันทุกข์ ฉันเจ็บ ฉันเศร้า ไม่ใช่แค่การไม่ยอมรับปัญหานะ แต่ต้องยอมรับมันอย่างเต็มใจ แล้วเรียนรู้อะไรจากมันหลังจากนั้น ไม่ใช่ว่าฉันไม่ทุกข์ใจอะไรเลย ซึ่งนั่นเท่ากับไม่ได้ยอมรับความรู้สึกจริงๆ ว่าความรู้สึกทางลบมันจะยังอยู่”
คำแนะนำจากนักจิตวิทยา วิธีการที่ดีที่สุดในการจัดการกับความรู้สึกลบ คือยอมรับมัน ไม่หนีมัน ไม่เช่นนั้นความรู้สึกลบจะใหญ่ขึ้น ถ้ายิ่งซับซ้อนก็ยิ่งไม่มีทางจัดการได้
บึ้ม! อย่าให้ระเบิดก่อนที่จะรู้ตัว
การสร้างเกราะนอกจากจะมีเพื่อนที่ดี มีการมองตัวเองในมุมใหม่ยอมรับปัญหา อีกนัยหนึ่งคือการรู้เท่าทันตัวเอง ซึ่งเครื่องมือในปัจจุบันมีหลากหลายและมีประสิทธิภาพในการคัดกรอง
“เริ่มต้นดูแลตัวเองก่อน คือถ้าเราเริ่มรู้สึกไม่สบายใจแล้วตระหนักได้ทันท่วงที ไม่ต้องรอให้ยกระดับจนเสียศูนย์ แค่นี้ก็เพียงพอ แต่ปัญหาคือเรามักจะไม่ค่อยสามารถตระหนักได้ทันท่วงที”
ปัญหาส่วนใหญ่ที่นักจิตฯ เจอคือกว่าคนจะก้าวออกมารับคำปรึกษาหรือบำบัดได้ ต้องผ่านภาวะที่หนักอึ้งมาก่อนทั้งนั้น ซึ่งสิ่งที่กั้นไว้คือการตีตรา
“ตอนนี้ภาพในสังคมไทยคือมันต้องหนักอึ้งมากพอ ถึงจะก้าวข้ามกําแพงการตีตราทั้งหมด แต่ถ้าเรามาทำเรื่องการตีตราให้เบาลง ให้ความรู้เข้าไปแล้ว คนเราจะมีเครื่องมือในการกำจัดสิ่งไม่ดีออกจากตัว มีเครื่องมือที่ช่วยให้ไวกับความรู้สึกมากขึ้น ดูแลตัวเองเบื้องต้นตั้งแต่ต้นทางอันนี้เป็นตัวสําคัญด้วยซ้ํา ที่จะไม่ให้ปัญหาสุขภาพจิตยกระดับ”
“แต่ถามว่าในภาพรวม ถ้าสังคมมีการตระหนักรู้และให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพจิต ไม่ใช่แค่แบบรู้สึกดี ไปวันๆ จริงๆ เป็นเรื่องที่ดีมากนะแปลว่าคนมองเห็นว่าจริงๆ มันต้องแก้เชิงระบบ ต้องทํายังไงให้คนเข้าหาความช่วยเหลือได้ ทํายังไงให้คนยอมรับกันมากขึ้น ทํายังไงให้เราไม่กีดกันความแตกต่าง ทํายังไงให้มีพื้นที่ปลอดภัย มันเป็นคําถามใหญ่ที่ต้องแก้กันระยะยาว แต่ถามว่าปัญหา ณ ปัจจุบันบางคนก็อาจจะต้องการวิธีเบื้องต้นที่ทําให้ตัวเองรู้สึกฮึบ ฮึบพอที่จะออกไปได้ในแต่ละวัน บางคนอาจจะต้องการให้มีเครือข่ายที่รับฟังกันอย่างแท้จริงอย่างนี้”
สิ่งที่ อ.เติ้นทิ้งท้ายคือ สังคมกำลังบอกว่ามีระดับของความช่วยเหลือที่อยากได้ต่างกัน จะพูดว่าสู้ สู้นะ หรือฮึบเข้าไว้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อย่าตีตรากับคำว่าสู้ๆ เลย เพราะสังคมมีการตีตรามามากพอแล้ว
