ต้นไม้ใหญ่ทุกต้นเริ่มมาจากการเป็นต้นกล้าเล็กๆ เสมอ
การปลูกต้นไม้สักต้นหนึ่งให้แข็งแรงและเติบโตแผ่ร่มเงาไพศาลได้ จะต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่ต้นไม้ต้นนั้นเพิ่งเริ่มแตกยอดใบ หากเราละเลยและไม่ใส่ใจ ปล่อยให้ศัตรูพืชคอยกัดกิน ในภายภาคหน้าที่ต้นไม้เติบใหญ่ แกนภายในหรือรากของมันอาจจะไม่แข็งแรงและล้มลงในวันที่พายุโหมกระหน่ำ
เช่นเดียวกับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ หากในวัยเด็กเราเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ไม่ได้รับความรักเท่าที่ควร พบเจอกับความรุนแรง หรือถูกเพิกเฉย สุขภาพกายและสุขภาพใจของเราในอนาคตก็จะอ่อนแอเช่นกัน
รายงานจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเปิดเผยว่าวัยผู้ใหญ่เป็นวัยที่เผชิญกับปัญหารุมเร้า จนเกิดปัญหาทางสุขภาพจิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ซึมเศร้า หรือหมดไฟ นอกจากนี้ ผลการประเมินสุขภาพจิตคนไทยจากแอปพลิเคชัน Mental Health Check-in พบภาวะเครียด ซึมเศร้า เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายประมาณร้อยละ 10-15 ของประชากรอีกด้วย
สิ่งที่น่าสนใจคือ หากทบทวนสาเหตุย้อนกลับไปว่าทำไมเราถึงกลายเป็นเราในทุกวันนี้อาจจะต้องย้อนกลับไปในวัยเด็กว่าเราเคยผ่านประสบการณ์อะไรมารึเปล่า

ปัญหาสุขภาพจิตของผู้ใหญ่ในวันนี้ ก็มีส่วนมาจากเด็กที่มีปัญหาในวันวาน
งานวิจัยที่เผยแพร่ใน American Journal of Pediatric ได้ทำการสำรวจผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางจิตเวชอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป พบว่าผู้ป่วยกว่า 45% เคยเจอประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก (Adverse Childhood Events; ACEs) โดยประสบการณ์เลวร้ายสามอันดับแรกที่พวกเขาพบเจอ ได้แก่ ความรู้สึกถูกครอบครัวทอดทิ้ง พ่อแม่หย่าร้างหรือแยกทางกัน และการเป็นพยานของความรุนแรงในครอบครัว
ประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก (Adverse Childhood Experience; ACEs) คือประสบการณ์อันเลวร้ายที่เด็กได้รับ ไม่ว่าจะเป็นการถูกทำร้ายร่างกาย การถูกทารุณกรรมทางเพศ การถูกเพิกเฉยจากคนในครอบครัว พ่อแม่หย่าร้าง ตลอดจนการถูกเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมอย่างการถูกปล่อยให้ติดหน้าจอตั้งแต่ยังเล็ก
ยิ่งจำนวนครั้งของการเผชิญหน้ากับประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ทับถมมากขึ้นเท่าไหร่ ความเสี่ยงในการเกิดผลกระทบต่อชีวิตในอนาคตเมื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เพราะเด็กที่ได้รับประสบการณ์ไม่พึงประสงค์มีโอกาสสูงที่จะมีปัญหาสุขภาพในระยะยาวทั้งทางกายและทางใจ อาทิ หันหน้าเข้าหายาเสพติด มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ตลอดจนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคทางจิตเวชอย่างโรคซึมเศร้า
“การใส่ใจสุขภาพจิตของเด็กเป็นเรื่องที่สำคัญ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราควรจะต้องทำ” ครูเปี๊ยก-วิสิทธิ์ ตออำนวย ครูวิชาบูรณาการระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 – 6 ของศูนย์การเรียนประถมภูมิธรรม เจ้าของห้องเรียนบ่มเพาะ ‘ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy)’ กล่าว
จากการคลุกคลีกับเด็กนักเรียนในฐานะผู้สอนมาร่วมห้าปีทั้งในช่วงก่อนและหลังยุคโควิด ครูเปี๊ยกมองว่าหากเราปูพื้นฐานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตให้กับนักเรียนตั้งแต่ในวัยที่เริ่มเรียนรู้ได้ ในอนาคตพวกเขาก็จะสามารถหยิบความรู้นี้ไปใช้กับตัวเองเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้

สถานการณ์สุขภาพจิตเด็กจากครูหน้างาน
รายงานภาวะสังคมรายไตรมาสจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า ปัญหาสุขภาพจิตที่น่ากังวลในกลุ่มเด็กและเยาวชนในปัจจุบันมีหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเครียดที่มีแนวโน้มการเติบโตที่น่ากังวล ปัญหาการกลั่นแกล้ง (Bully) ที่ส่งผลกระทบไปถึงพัฒนาการด้านจิตใจของเยาวชนผู้ถูกกระทำในอนาคต และปัญหาพฤติกรรมการใช้หน้าจอที่ไม่ได้ส่งผลเสียแค่กับสายตาแต่ส่งผลกระทบยันพัฒนาการด้านอารมณ์และพฤติกรรมด้วย
ครูเปี๊ยกเล่าให้เราฟังว่าเด็กนักเรียนในยุคก่อนโควิดและหลังโควิดมีความแตกต่างกันได้ชัดในด้านอารมณ์และพฤติกรรม โดยสามารถสังเกตได้จากความสามารถในการจดจ่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่น้อยลงซึ่งมีผลมาจากการติดจอและติดโซเชียลมีเดีย
ในฐานะครู ครูเปี๊ยกมองว่าเวลาเห็นนักเรียนไม่สามารถจดจ่อกับการอ่านหนังสือนานๆ หรือการมองกระดานนานๆ ได้ เราอาจจะต้องตั้งสมมติฐานเบื้องต้นว่าเขามีพฤติกรรมบางอย่างที่สุ่มเสี่ยงกับโรคสมาธิสั้น (ADHD – Attention Deficit Hyperactivity Disorder) หรือไม่ หากสาเหตุที่เด็กไม่สามารถจดจ่อได้เป็นเพราะการใช้โซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวัน ครูต้องหากิจกรรมบางอย่างให้นักเรียนทำเพื่อสนับสนุนให้เขาเอาไปปรับใช้ในเวลาว่างแทนที่จะเป็นการไถหน้าจอ เช่น การเล่นบอร์ดเกม การเล่นดนตรี แต่ต้องควบคู่ไปกับการพูดคุยกับพ่อแม่เพื่อนำไปสู่การปรึกษาจิตแพทย์เด็กด้วย
“ถ้าเด็กติดโซเชียลฯ เพราะว่ามันสนุก เราก็ต้องทำให้เขาเห็นว่าบนโลกใบนี้มีกิจกรรมอีกมากมายที่สนุกไม่แพ้คลิป Reel คลิป TikTok ต้องทำให้เขาเห็นความเป็นไปได้อื่นๆ ว่าเขาไม่จำเป็นต้องอยู่กับหน้าจอตลอดไป เราสามารถจำกัดเวลาการใช้โซเชียลมีเดียของเขาได้ด้วยวิธีชักจูงแบบนี้แทนที่จะเป็นการตั้งกฎ”

การจำกัดเวลาใช้โซเชียลมีเดียเป็นหนึ่งในวิธีที่เป็นที่นิยม ทว่าเจมส์ วิลเลียมส์ (James Williams) นักจริยธรรมจากมหาวิทยาลัย Oxford กล่าวกับ หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal (WSJ) ว่าคลิปสั้นเปรียบเสมือนขนมหวานของเด็กๆ เพราะมันทำให้พวกเขามีความสุขได้ในเวลาอันรวดเร็ว การที่จะบอกให้เด็กเลิกดู เลิกสนใจโดยทันที ก็เหมือนการบังคับให้เขาเพิกเฉยต่อขนม ซึ่งมันเป็นไปได้ยาก วิธีการชักจูงสไตล์ครูเปี๊ยกจึงสามารถเปรียบได้กับการให้เด็กได้ลองขนมที่อร่อยเหมือนกัน แต่มีประโยชน์กับเขามากกว่า
จากปัญหาการติดจอ ครูเปี๊ยกยังสัมผัสในกลุ่มนักเรียนยุคโควิดได้อีกว่า ‘ทักษะทางสังคมของเยาวชนในช่วงวัยนี้น้อยลง’ อย่างเห็นได้ชัด
“ถ้าพูดถึงว่าสุขภาพจิตของเด็กยุคโควิด เท่าที่ผมเห็นคือการมีทักษะทางสังคม (Social Skill) ที่ค่อนข้างน้อย อาจจะเกี่ยวกับการที่เขาไม่ค่อยได้เจอเพื่อนฝูง มีปฏิสัมพันธ์กับการพูดคุยหน้าจอเป็นหลัก ทำให้วิธีการเลือกใช้คำพูดและวิธีสื่อสารฟังดูห้วน ฟังดูไม่นึกถึงใจคนอื่น เพราะเขาอยู่กับตัวเองเยอะจนคิดถึงแต่ตัวเอง”
“อย่างวัยประถมปลายที่ผมสอน พัฒนาการของเด็กวัยนี้ควรจะคิดถึงคนอื่นได้มากขึ้น เราในฐานะครูจึงต้องมาปูกันใหม่ให้เขาเข้าใจว่าควรพูดอย่างไร คิดอย่างไร ให้เขาหันมามองว่าการที่ทะเลาะกับเพื่อนหรือพูดกับเพื่อนด้วยคำที่ไม่ดีมันกระทบจิตใจเพื่อน ให้เขาหันมามองในมุมที่ว่าเพื่อนจะรู้สึกอย่างไรด้วย”
ครูเปี๊ยกกังวลว่าการที่เด็กนักเรียนเข้าถึงโซเชียลมีเดียตั้งแต่ยังเล็กจะส่งผลต่อการรู้เท่าทันสื่อ เพราะเด็กจะเข้าใจว่าสิ่งที่อยู่ในหน้าจอทั้งหมดเป็นสิ่งที่ดูดี เป็นสิ่งที่เขาเลียนแบบได้ ทั้งที่ในความจริงแล้วมันอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เมื่อเขาเอาสิ่งที่เขาเรียนรู้มาใช้ในโลกจริงก็จะทำให้เขากระทบกระทั่งกับเพื่อน หรือเขาอาจจะไปกลั่นแกล้งเพื่อนเพราะคนในจอเขาก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน
นอกจากนี้ แม้ครูเปี๊ยกจะเป็นครูโรงเรียนเอกชนแต่เขามองว่าไม่ว่าจะเป็นเด็กโรงเรียนเทศบาล รัฐบาล หรือเอกชนก็สามารถเจอปัญหาสุขภาพจิตได้ทั้งนั้น
“สภาพเศรษฐกิจของแต่ละครอบครัว สภาพแวดล้อม และสภาพสังคมที่เด็กคนนั้นอยู่อาศัยมีผลต่อเด็กในด้านต่างๆ ผมจึงคิดว่าเรื่องชนชั้นทางเศรษฐกิจหรือความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันนำปัญหาสุขภาพจิตมาสู่เด็กที่ไม่เหมือนกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้”
ครูเปี๊ยกยกตัวอย่างว่า ถ้าเป็นเด็กที่เติบโตมาในบ้านที่พ่อแม่มีฐานะ เด็กคนนั้นย่อมไม่ขาดเรื่องวัตถุ แต่อาจจะเจอกับความคาดหวังของพ่อแม่ว่าลูกของตนจะต้องเติบโตในเส้นทางที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น ซึ่งเป็นความเป็นห่วงผสมกับความกดดันทำให้เด็กมีภาวะเครียดได้
แต่สำหรับเด็กที่เติบโตมาในบ้านที่ขาดแคลนเรื่องทุนทรัพย์ เด็กคนนั้นอาจจะต้องเติบโตมาในรูปแบบของการขาดความอบอุ่น ไม่ได้รับความรักความเอาใจใส่เท่าที่ควร เพราะพ่อแม่ต้องเอาเวลาไปทำงานหาเงินอย่างเต็มที่แทน

การสอนเรื่องสุขภาพจิตไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในหนังสือ
หากตั้งคำถามว่าคนเป็นครูต้องจบคณะอะไรมา แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่จะตอบว่าคณะครุศาสตร์ คณะที่สอนคนให้เป็นครู ทว่าหลักสูตรการเรียนการสอนในคณะครุศาสตร์ในแต่ละมหาวิทยาลัยมีความแตกต่างกัน บ้างก็มีสอนเรื่องจิตวิทยาการสอน บ้างก็มีสอนเรื่องสุขภาวะผู้เรียน บ้างก็มุ่งเน้นไปเรื่องเทคนิคการสอนเพียงอย่างเดียว
และยังมีครูอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เคยผ่านการเรียนในคณะครุศาสตร์อย่างเช่นครูเปี๊ยกที่จบคณะอักษรศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์การพัฒนา สาขาที่มุ่งเน้นไปที่การบูรณาการความรู้ด้านวิชาการซึ่งทำให้มีความสามารถในการสอนที่ไม่แตกต่างกัน ทำให้เราเกิดคำถามว่าครูจะเข้าใจเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตได้อย่างไรถ้าไม่เคยเรียนมาก่อน
ครูเปี๊ยกตอบเราว่าโรงเรียนที่สอนอยู่มีการเชิญจิตแพทย์เด็กมาในคำแนะนำและให้ความรู้ ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตโดยพื้นฐานและเรื่องที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมยุคปัจจุบัน ครูเปี๊ยกเล่าเพิ่มอีกด้วยว่าจิตแพทย์เหล่านี้ต่างยินดีเมื่อได้รับความสนใจจากโรงเรียนและครู เพราะหลายๆ ปัญหาที่แพทย์ต้องเจอหน้างานมันสามารถบรรเทาลงได้จากการเอาใจใส่ของครูในโรงเรียน
“ผมเคยได้อบรมกับจิตแพทย์ (แพทย์จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น) เขาพูดชัดเลยว่าหากโรงเรียนเอกชนที่มีปัจจัยเกื้อหนุนหลายอย่างมากพร้อมกว่าโรเรียนของรัฐยังไม่สามารถทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ ความหวังเรื่องการที่จะช่วยเหลือเด็กๆ เรื่องสุขภาพจิตมันจะลดลงโดยปริยาย”
“จิตแพทย์เขาคาดหวังอีกด้วยว่า ถ้าครูมีความแม่นยำ มีความเข้าใจในเรื่องนี้จนสามารถไปอธิบาย ไปบรรยายให้ผู้ปกครองเด็กเข้าใจได้ด้วยตัวเอง มันจะช่วยลดภาระงานของแพทย์ได้ เพราะจิตแพทย์เด็กไม่ได้มีเยอะมากพอที่จะเข้าถึงทุกครอบครัวในประเทศไทย ครูจึงเป็นคนที่ใกล้กับผู้ปกครองของเด็กมากที่สุด”
นอกจากนี้ครูเปี๊ยกได้เสริมในประเด็นเกี่ยวกับการแทรกเรื่องสุขภาพจิตลงไปในหนังสือเรียนที่มาจากหลักสูตรแกนกลางว่าหากสามารถใส่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตเข้าไปได้ก็ควรจะทำ เพราะมันสามารถเป็นหัวข้อที่บังคับให้เกิดการพูดคุยเรื่องนี้ในห้องเรียนระหว่างครูและเด็กได้โดยธรรมชาติ
“ถ้าถามว่าควรแทรกในบทเรียนไปเลยไหม จริงๆ ผมว่าควรแทรกนะ สมมติว่าถ้าหนังสือเรียนมีบทเรียนที่เกี่ยวข้อง คุณครูก็เห็น นักเรียนก็เห็น มันอาจจะกระตุ้นให้ตัวผู้สอนกับเด็กๆ เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญ พูดคุยกันได้ เพราะเวลาที่เด็กๆ เขาพบเจอปัญหาในโรงเรียน เขาจะมีครูเป็นที่พึ่งหลักครับ”

แต่ข้อคิดบางอย่างที่เจอในบทเรียนเช่น ต้องเป็นคนใจดี ต้องเป็นคนใจเย็น อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกสถานการณ์เพราะอาจจะทำให้เกิดการเพิกเฉยต่อความรู้สึกจริงๆ ของตัวเองได้ ครูเปี๊ยกจึงแนะว่าถ้าเปลี่ยนเป็นสอนให้เด็กเข้าอกเข้าใจคนอื่นจะดีกว่า เพราะถ้าเกิดสถานการณ์บางอย่างขึ้นมันจะทำให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างทางว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความต้องการ สามารถเกิดขึ้นกับตัวเขาได้ เช่นการร้องไห้เพราะโกรธที่โดนแย่งขนม และการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงจะทำให้เด็กเข้าใจมากขึ้นกว่าการเรียนรู้จากหนังสือ
“เมื่อเด็กเข้าใจว่าเรื่องแบบนี้สามารถเกิดกับตัวเองได้ มันจะนำไปสู่กระบวนการการเรียนรู้ที่เราจะมาศึกษาจากสถานการณ์จริงว่าเราสามารถรับมืออย่างไรกับมันได้บ้าง จะวางตัวอย่างไร แก้ไขได้อย่างไร ในอนาคตเขาก็ต้องเจอเหตุการณ์ต่างๆ พวกนี้อยู่แล้ว ถ้าเขาเรียนรู้ไปเลยก็จะช่วยเขาได้”
“มั่นใจว่าการเรียนรู้จากสถานการณ์หน้างานดีกว่า ถ้าคุณครูเห็นว่าสถานการณ์ตรงหน้ามันไม่ได้ละเอียดอ่อนมาก ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่ต้องแยกไปคุย เราอาจจะดึงเรื่องนี้ขึ้นมาใช้สอนในห้องเรียนรวมได้เลย แต่ต้องขออนุญาตเด็กๆ ก่อน เด็กที่เป็นเจ้าของเรื่องต้องยินดีให้เราเอาเรื่องของเขามาเป็นบทเรียนให้เพื่อนๆ ด้วย”
เปลี่ยนคาบ Homeroom เป็นห้องเรียน Empathy
เมื่อพูดถึงคาบโฮมรูม (Homeroom) คนส่วนมากมักนึกถึงคาบที่ครูประจำชั้นมาแจ้งข่าวสารต่างๆ ตรวจเครื่องแต่งกาย ตรวจทรงผม ตลอดจนสวดมนต์ประจำวัน แต่วัตถุประสงค์แท้จริงของคาบโฮมรูมคือการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ครูเปี๊ยกเป็นอีกคนที่ไม่อยากใช้ชั่วโมงโฮมรูทไปกับกิจกรรมที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเด็กๆ ในห้อง เขาจึงเปลี่ยนคาบโฮมทั่วไปที่ต้องเข้าสอนทุกวันให้กลายเป็นห้องแห่งการเรียนรู้เรื่องความเข้าอกเข้าใจ (Empathy)
“ในฐานะประจำชั้นผมมีคาบเรียน ‘จิตตื่นรู้’ มันคือ Homeroom แต่ผมรู้สึกว่าเราไม่ได้อยากเอาเวลามาแจ้งข่าวสารของโรงเรียนหรือฝากเอกสารให้เด็กๆ เอาไปให้ผู้ปกครองเพียงอย่างเดียว แต่เราอยากให้เป็นพื้นที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ของที่มันไม่ได้เรียนในรายวิชาหลัก อย่างเรื่อง ‘ถ้าทะเลาะเบาะแว้งจะหาทางลงอย่างไร’ ถ้าจะเอาไปสอนในวิชาสังคมก็อาจจะทำได้ แต่เวลาสอนประเด็นแบบนี้มันจำเป็นต้องลงลึก พอลงลึกเข้มข้นก็กลายเป็นว่าเราเก็บตัวชี้วัดหลักไม่ทัน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องพึ่งพวกคาบโฮมรูมแบบนี้”
“ถ้าลองไปดูพัฒนาการของเด็กที่เริ่มเป็นวัยรุ่นตามหลักการในหนังสือ เขาจะเริ่มคิดถึงตัวเองน้อยลง เปลี่ยนเป็นคิดถึงคนอื่นมากขึ้น ซึ่งการคิดถึงคนอื่นมากขึ้นมันคือการเข้าอกเข้าใจคนอื่น ผมเลยหยิบเอาเรื่องการเข้าอกเข้าใจ (Empathy) มาเป็นแกนกลาง ให้ผู้ปกครองเข้าใจด้วยว่าเราจะทำโฮมรูมในรูปแบบนี้ เพราะผมสังเกตได้ว่าเด็กในยุคโควิดมีทักษะทางสังคมที่น้อยลงและสนใจเพียงแค่ตัวเอง ซึ่งมันขัดกับพัฒนาการตามวัยของเด็กๆ ”
การสอนของครูเปี๊ยกจะเป็นการยกสถานการณ์ต่างๆ ขึ้นมาเพื่อให้เด็กนักเรียนร่วมกันเสนอทางแก้ปัญหา การแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างครูและนักเรียนจะทำให้ตัวเด็กเห็นมุมที่หลากหลายและเคารพความแตกต่างได้ นอกจากนี้ยังมีการเสริมความรู้เรื่องสุขภาวะจิตอื่นๆ เข้าไปอีกด้วย เช่น ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ด้านความเข้าใจและความรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง
“ถ้าขาดคลังคำเรื่องความรู้สึกความต้องการ ผมจะมีบางกิจกรรมให้เขาอย่างการเขียนความรู้สึกความต้องการของตัวเอง ให้เขาเขียนออกมาเยอะๆ เลยว่ารู้สึกแบบไหน หลังจากเขียนเสร็จก็จะแนะนำให้เขาลองจัดหมวดหมู่ง่ายๆ ว่าอันไหนเป็นความรู้สึก อันไหนเป็นความต้องการ อันไหนเชิงบวก อันไหนเชิงลบ”
“เด็กบางคนเขาไม่รู้ว่าเขาจะต้องสื่อสารอย่างไร บอกไม่ได้ว่าต้องการอะไร ถ้าเราปูพื้นฐานให้เขาไม่ดี มันจะยากกับตัวเขาเมื่อถึงเวลาที่ต้องจัดการกับอารมณ์ตัวเอง”

สุขภาพจิตเด็กดีได้ ถ้าสุขภาพจิตครูดีด้วย
ครูเป็นอาชีพสอนหนังสือ แต่ถ้าเราเจาะลึกเข้าไปในระบบครูในสังคมไทยโดยเฉพาะครูโรงเรียนรัฐบาลแล้วหน้าที่ของครูมีเยอะแยะมากมายจนต้องยืมมือคนข้างๆ มาช่วยนับ ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร เข้าเวร ทำธุรการ จัดกิจกรรมงานโรงเรียน ตลอดจนการสอนที่มากกว่าหนึ่งรายวิชา
การที่ครูมีหน้าที่การงานรัดตัวมากเกินไปย่อมส่งผลต่อสุขภาพจิตของตัวครูเอง ครูเปี๊ยกยกตัวอย่างว่าที่ผ่านมาสังคมมีการพูดถึง Work Life Balance ว่าเป็นสิ่งที่ดี พอมองมาที่อาชีพครูโดยผิวเผินจะคิดว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่มี Work Life Balance เพราะทำงานเป็นกะเวลาที่ชัดเจน แต่ในความเป็นจริงแล้วเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมงนั้นเป็นเพียงภาพมายา
“เวลาอยู่หน้างานกับนักเรียนในโรงเรียน ครูไม่สามารถทำงานอื่นๆ ที่เป็นงานของครูได้ทั้งหมดที่โรงเรียนเพราะคุณต้องจดจ่ออยู่กับการดูแลเด็กนักเรียน นั่นหมายความว่างานเอกสารต่างๆ หรือแม้กระทั่งงานพื้นฐานอย่างการตรวจการบ้าน การให้คะแนนนักเรียน ตลอดจนการเตรียมการสอนสำหรับวันพรุ่งนี้ ครูจำนวนมากต้องทำงานพวกนี้นอกเวลา เขาต้องเจียดเวลากิน เวลานอน เวลาอยู่กับครอบครัวมาสะสางงานพวกนี้ แล้วแน่นอนว่ามันจะไปกระทบกับเรื่องอื่นๆ แน่นอน เช่นเจียดเวลาที่อยู่กับครอบครัวมาทำงานก็เลยทะเลาะกันเพราะครอบครัวไม่เข้าใจ”
การทำงานหนักของครูมีผลสำรวจอย่างเป็นรูปธรรมโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ (สสค.) ในปี 2557 ซึ่งพบว่า ใน 200 วัน ครูต้องทำงานอื่นที่ไม่ใช่งานสอนไปแล้ว 84 วัน เช่นเดียวกับผลการสำรวจจาก เครือข่ายครูขอสอน พบว่า ครูไทยทำงานหนักแต่สอนได้ไม่เต็มที่เพราะถูกแย่งเวลาไป โดยร้อยละ 95 ของครูต้องทำงานนานกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน และร้อยละ 58 ต้องทำงานอื่นที่ไม่ใช่การสอนมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
“ต่อให้ครูคนนั้นเก่งมาก ยกเวลาให้กับเด็กนักเรียนแล้วเจียดเวลาให้กับครอบครัวได้ด้วย แต่เขาก็ต้องเหนื่อยล้าสะสมอยู่ดี เขาอาจจะอยากนอนพัก อยากจะให้เวลาตัวเองบ้าง แต่เขาทำไม่ได้หรอกเพราะเขาต้องเป็นครูที่ดี ครูที่ทุ่มเท ต้องเป็นคนที่ใส่ใจคนรอบข้าง ถ้าเขาไม่ทุ่มเทเขาก็จะรู้สึกผิดในใจตัวเองว่าฉันยังเป็นครูและเป็นบทบาทอื่นๆ ในครอบครัวที่ไม่ดีพอ”
ครูเปี๊ยกเสริมอีกว่าถ้าครูสุขภาพจิตไม่ดี เหนื่อย เครียด หน้าตาหมองคล้ำ ไม่ว่าอย่างไรนักเรียนก็สามารถสัมผัสได้อยู่แล้ว เนื่องจากการดูแลเด็กนักเรียนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสอนหรือเรื่องการดูแลทั่วไปจะมีประสิทธิภาพน้อยลงหากตัวครูไม่พร้อม ต่อให้มีเครื่องมือดีแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้เพราะชั่วโมงการทำงานที่แท้จริงทำให้ชีวิตครูไม่บาลานซ์

“หากครูเข้าห้องเรียนโดยมีสภาพที่ไม่พร้อมสอนเด็กๆ จะสัมผัสได้ตั้งแต่ครูเดินเข้าห้อง แนะนำว่าครูสามารถบอกนักเรียนได้โดยตรงว่าวันนี้ครูรู้สึกอย่างไร วันนี้ครูมีอาการอย่างไร รวมไปถึงวันนี้ครูต้องการอะไร เช่น ครูอยากขอความร่วมมือจากเด็กๆ ในเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพราะแม้เด็กจะรู้ว่าครูอาจจะไม่พร้อม แต่พวกเขาอาจจะปฏิบัติตัวกับครูไม่ถูก”
“ให้เด็กได้เรียนรู้จากความเป็นมนุษย์ของเรา มนุษย์ไม่ได้พร้อมตลอดเวลา เด็กๆ เองก็เช่นกัน เพียงแค่เข้าอกเข้าใจกันจะทำให้ห้องเรียนวันนั้นราบรื่น รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนก็จะราบรื่นไปด้วย ความราบรื่นจะช่วยดูแลและฟื้นฟูสภาพจิตใจของครูให้ดีขึ้นได้ แต่หากครูไม่สื่อสาร ความสามารถในการดูแลนักเรียนจะลดลง มีโอกาสที่ห้องเรียนและความสัมพันธ์ระหว่างกันในวันนั้นจะล้มเหลว และครูจะรู้สึกเฟลหนักลงไปอีก การดูแลจิตใจของครูจึงเป็นเรื่องสำคัญ”
ในปัจจุบันมีการเรียกร้องให้มีการลดภาระงานครูที่เกินความจำเป็นอยู่บ่อยครั้งเพื่อจะทำให้ครูมีเวลามากขึ้น แต่ในมุมมองของครูเปี๊ยกการลดงานเพียงอย่างเดียวไม่สามารถซ่อมแซมปัญหาสุขภาพจิตของครูได้ เพราะหากครูต้องการลาหยุดเพื่อพักผ่อน การพักผ่อนในครั้งนี้จะไปกระทบหน้างานและส่งผลไปยังครูคนอื่นๆ ที่ต้องมารับหน้าที่แทน จนสุดท้ายมันก็จะกลายเป็นโดมิโนที่ค่อยๆ ล้มติดต่อกันไป
“มันพูดยากด้วยความที่หน้างานครูมีงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ถ้าถามว่าอะไรที่จะช่วยครูได้ ผมคิดว่ามันอาจจะต้องมีช่วงที่ให้ครูได้ผ่อนคลายเช่น ถ้าครูต้องการออกกำลังกายเพื่อพักผ่อน โรงเรียนควรมีเวลาให้เขาได้ออกกำลังกายหรือเปล่า โรงเรียนมีคอร์ส มีกิจกรรมอะไรให้ครูได้เข้าร่วมบ้างไหม ถ้าเป็นสายบุญก็อาจจะต้องมีช่วงเวลาให้ไปเจริญสติภาวนาหรือเปล่า หรือถ้าครูมีปัญหาทางสุขภาพจิตก็ควรมีห้องจิตวิทยาให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยาไหม”
“อย่างผมอยู่เอกชน ต่อให้ผมไม่ได้มีภาระในแง่ของการทำตามนโยบายรัฐ แต่พอมันมีเวลามากขึ้นโรงเรียนจะรีดเค้นศักยภาพของครูมากขึ้นเหมือนกัน เพราะพอเป็นโรงเรียนเอกชน คุณพ่อคุณแม่เขาจ่ายค่าเทอมเยอะ เขามีความคาดหวังในการศึกษาที่ต้องไม่เหมือนโรงเรียนรัฐบาล อะไรหลายๆ อย่างจึงทำให้ครูต้องใช้เวลามากขึ้นโดยอัตโนมัติเพื่อทุ่มเทให้กับเด็กมากขึ้น ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อยครับ ครูเอกชนก็มีความเหนื่อยล้าที่ไม่ต่างกัน แต่ยังดีที่ความเหนื่อยนั้นเราได้ทุ่มเทกับเด็ก กับวิชาชีพครูมากขึ้น”
กระทรวงศึกษาฯ มีโครงการสนับสนุนเครื่องมือดูแลสุขภาพจิตเด็กและเยาวชนในรั้วโรงเรียนอย่าง School Health HERO (Health and Educational Reintegrating Operation) ที่จะทำการรวบรวมปัญหาสุขภาพจิตที่พบเจอในนักเรียนเพื่อวางแผนนโยบายในการดูและร่วมกับบุคลากรสาธารณสุขในท้องที่ พร้อมทั้งแนะนำวิธีการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้กับครูผ่านการเรียนรู้แบบ Online ในระบบอีกด้วย
เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยลดภาระครูได้จริงไหม? แม้ครูเปี๊ยกจะไม่เคยใช้ระบบนี้เพราะ School Health Hero เป็นโครงการที่ไม่บังคับให้ทุกโรงเรียนต้องทำ แต่ครูเปี๊ยกคิดว่าระบบนี้อาจจะช่วยทำให้ครูโรงเรียนรัฐที่เจอปัญหาสุขภาพจิตในเด็กที่สาหัสกว่าโรงเรียนเอกชนแก้ไขปัญหาได้ไวขึ้น และตรงจุดมากขึ้น
“ผมรู้จักกับครูโรงเรียนรัฐ เคสที่เขาเจอค่อนข้างดุดันกว่าโรงเรียนเอกชน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หย่าร้าง พ่อแม่ไม่มีเวลาดูแล คบเพื่อนไม่ดี หรือมั่วสุมอบายมุข ตลอดจนความรุนแรงในครอบครัว ครูจะต้องมีเบอร์โทรที่พร้อมติดต่อทุกคนไม่ว่าจะเป็นบ้าน วัด โรงเรียน สถานีตำรวจ เพื่อที่จะจัดการทุกปัญหาได้”

“ถ้ามีระบบกลางที่คอยช่วยเหลือครู สามารถส่งข้อมูลไปให้พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ทราบเพื่อให้เขาส่งเจ้าหน้าที่มาติดตามดูแลในเคสที่เกินความสามารถครูได้ ก็จะช่วยลดภาระของครูได้มาก เพราะอย่างไรครูก็ต้องบันทึกพฤติกรรมต่างๆ ของเด็กเพื่อทำรายงานอยู่แล้ว ถ้าบันทึกลงระบบแล้วได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วยก็ไม่มีอะไรเสียหาย”
ความร่วมมือจากผู้ปกครองสำคัญที่สุด
‘เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน’ เป็นสุภาษิตจากแอฟริกาที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ทว่าสิ่งที่ทำให้สุภาษิตนี้เป็นที่นิยมคือส่วนต่อขยายท้ายสุภาษิตที่ว่า ‘ถ้าเราเลี้ยงเขาไม่ดี เขาจะกลับมาเผาหมู่บ้านทิ้ง’
สุภาษิตนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเลี้ยงดูเด็กคนนึกต้องอาศัยความเอาใจใส่ ความเข้าอกเข้าใจ หากเด็กโตมาในสังคมที่ดี บ้านที่ไม่เอาใจใส่ เมื่อเด็กโตไปเวลาเขาเจอปัญหาแต่หาทางออกกับตัวเองไม่ได้ วิธีการที่เขาเลือกอาจจะเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้ความรุนแรง ทำลายข้าวของ

เช่นเดียวกันกับการเสริมสร้างสุขภาพจิตที่แข็งแรงให้กับเด็ก ครูเปี๊ยกมองว่าคนที่สำคัญมากที่สุดที่สามารถเข้ามาช่วยครูดูแลเด็กในเรื่องของจิตใจคือผู้ปกครองของเด็กคนนั้นเอง เพราะเด็กสามารถแสดงออกได้หลายด้าน อยู่กับครูเขาอาจจะเป็นเด็กช่างจ้อ แต่พอกลับบ้านไปเขาอาจจะเป็นเด็กที่เก็บตัวไม่พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ก็ได้
“การพูดคุยกันระหว่างคุณพ่อคุณแม่กับคุณครูมีความสำคัญมากที่จะช่วยให้เราพบเจออะไรที่อาจจะพัฒนาเป็นปัญหาได้ เราจะได้ลองมาแก้ไขด้วยกัน ในเมื่อปัญหาอยู่ที่ตัวเด็ก เราก็ต้องสำรวจเด็กก่อน มองว่าเป็นปัญหาที่แก้ไขได้โดยไม่ต้องมาชี้กันว่าใครถูกใครผิด”
การรายงานปัญหาของเด็กจากการสังเกตของครูในบางครั้งอาจมีผู้ปกครองคิดว่าตนกำลังถูกครูตำหนิที่เลี้ยงลูกไม่ดี แต่ที่จริงแล้วครูเพียงชี้ให้เห็นถึงข้อห่วงใยในตัวเด็ก และต้องการร่วมกันแก้ไข ไม่ได้เป็นการชี้ถูกชี้ผิดแต่อย่างใด หากผู้ปกครองปิดใจเพราะเรื่องนี้ เราจะเสียโอกาสในการช่วยเหลือเด็ก ๆ ร่วมกัน
ส่วนตัวของครูผู้สอนจะต้องมีกลยุทธ์ในการสื่อสารที่จะช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจและหันมาร่วมกันแก้ปัญหา เช่นการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง การจัดกิจกรรมให้ผู้ปกครองสามารถเข้ามาปรึกษาปัญหาต่างๆ ร่วมกับโรงเรียนได้ตั้งแต่เนิ่นๆ หากปัญหายังไม่ถูกแก้ ครูต้องช่วยประคับประคองสภาพจิตใจเด็กให้เต็มที่เท่าที่จะทำได้ เพราะอย่างน้อยมันย่อมดีกว่าการละเลยเด็กคนนั้นไปโดยไม่ทำอะไรเลย
อ้างอิง
- daily mail
- Smartmathpro
- WSJ
- สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
- Thepotential
- กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
- Wachiraporn Arunothong. Prevalence of Adverse Childhood Events (ACEs) and Its Relationships to Life-Satisfaction Among Patients with
- Psychiatric Disorders. American Journal of Pediatrics. Vol. 6, No. 4, 2020, pp. 421-427. doi: 10.11648/j.ajp.20200604.15
