วัยนักเรียนเป็นวันวานที่หลายคนจดจำได้เป็นอย่างดี
แล้วจำได้ไหมว่า ตอนประถมเราเรียนอะไรบ้างในวิชาสุขศึกษา?
มีการสอนเรื่องสุขภาพจิตให้กับเราที่เริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาวตอนม.1 หรือเปล่า?
“สุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่น คือหนึ่งในประเด็นด้านสุขภาพที่ถูกละเลยมากที่สุด” – UNICEF
รายงานการสำรวจภาวะสุขภาพนักเรียนในประเทศไทยโดยกลุ่มอนามัยเด็กวัยเรียน สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย พบว่า มีนักเรียนเพียง 46.1% ที่ได้รับการสอนในชั้นเรียนเกี่ยวกับอาการที่แสดงถึงภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และมีเพียง 35% เท่านั้นที่ได้เรียนเกี่ยวกับการจัดการเมื่อพบว่าเพื่อนคิดจะฆ่าตัวตาย ส่วนความเครียดที่เป็นปัญหาที่มีแนวโน้มเติบโตทุกปีกลับมีนักเรียนเพียงครึ่งหนึ่งจากผลสำรวจที่ได้รับการสอนวิธีลดเครียดในชั้นเรียน
แล้วเด็กไทยได้เรียนเรื่องอะไรบ้างที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตในหนังสือเรียน? เรื่องที่สอนไม่เพียงพอกับปัญหาที่เด็กต้องเผชิญจริงหรือเปล่า?
Mutual สำรวจตำราเรียนวิชาสุขศึกษาของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. ซึ่งเป็นหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พ.ศ 2551 โดยกระทรวงศึกษาธิการว่าเด็กและเยาวชนได้เรียนอะไรกันบ้างเกี่ยวกับสุขภาพจิต
การที่หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานเป็นหลักสูตรของปี 2551 หมายความว่าหลักสูตรนี้ถูกบังคับใช้ยาวนานกว่า 16 ปี หนึ่งในนั้นที่เราพบคือ การใช้คำว่าโรคจิตแทนคำว่าโรคทางจิตเวช ในหนังสือเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
จากการสำรวจตำราเรียนตั้งแต่ระดับชั้นป.1 จนถึงม.6 เราพบบทเรียนเกี่ยวกับสุขภาพจิตอยู่บ้าง ซึ่งสามารถรวบรวมออกมาได้ 5 หัวข้อด้วยกันได้แก่ สุขบัญญัติ 10 ประการ, อารมณ์, ความเครียด, สุขภาพกายและสุขภาพจิต, ปัญหาสุขภาพจิต โดยใน 5 หัวข้อนี้มีเพียงบางหัวข้อที่บรรจุลงในหนังสือเรียนมากกว่า 1 ระดับชั้น เช่น เรื่องความเครียดที่สอนในระดับชั้นป.4 และ ม.1
สิ่งที่น่าสนใจที่เราพบจากการสำรวจหนังสือเรียน 12 ระดับชั้นคือ บางชั้นปีไม่มีการเรียนการสอนเรื่องสุขภาพจิต อาทิ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 5 ซึ่งควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับการรับมือกับอารมณ์ของตัวเอง แต่บทเรียนเกี่ยวกับอารมณ์กลับบรรจุอยู่ในหนังสือเรียนของเด็กป.4 เพียงระดับชั้นเดียวเท่านั้น
ส่วนโรคซึมเศร้า ภัยเงียบที่คุกคามวัยเรียน กลับไม่พบวิธีการรับมือภายในบทเรียนแม้แต่ระดับชั้นเดียว มีเพียงการพูดถึงในฐานะปัญหาสุขภาพจิตในบทเรียนเรื่องปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพียงเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจของกรมอนามัยว่าเด็กและเยาวชนส่วนมากไม่ได้รับการสอนเกี่ยวกับอาการที่แสดงถึงภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย รวมไปถึงวิธีการรับมือในชั้นเรียน

📚สุขบัญญัติ 10 ประการ : บทเรียนแรกที่ให้เด็กไทยรู้จักดูแลสุขภาพจิต
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นระดับชั้นแรกที่เด็กนักเรียนจะได้ทำความรู้จักกับการดูแลสุขภาพจิตของตัวเองผ่านบทเรียนที่มีชื่อว่า ‘สุขบัญญัติ 10 ประการ’ ซึ่งเป็นข้อกำหนด 10 ประการที่ให้เด็กและเยาวชนตลอดจนประชาชนทั่วไปปฏิบัติจนเป็นสุขนิสัยเพื่อให้มีสุขภาพดีทั้งกายใจ
สุขบัญญัติ 10 ประการมีที่มาจากกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องการปรับปรุงบทเรียนวิชาสุขศึกษาในหลักสูตรประถมศึกษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัญหาสาธารณสุขที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปีพ.ศ. 2503 และเป็นการปรับปรุงมาจาก ‘กติกาอนามัย’ แนวทางปฏิบัติให้มีสุขภาพที่ดีของกองอนุสภากาชาดสยาม (ในปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ สำนักงานยุวกาชาด)
ในบทเรียนเรื่องสุขบัญญัติ 10 ประการของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในช่วงต้นจะมีการอธิบายว่าสุขบัญญัติคืออะไร และวันสุขบัญญัติแห่งชาติคือวันที่ 28 พฤษภาคมของทุกปี ก่อนจะนำไปสู่การอธิบายว่าสุขบัญญัติแต่ละข้อคืออะไรบ้าง โดยข้อที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตคือ ‘ข้อที่ 9 ทำจิตใจให้ร่าเริง แจ่มใสอยู่เสมอ’
แม้จะไม่ได้เป็นการสอนเรื่องสุขภาพจิตอย่างตรงไปตรงมา แต่ในบทเรียนนี้มีการแนวทางปฏิบัติเพื่อรักษาสุขภาพใจให้กับนักเรียน ดังนี้
🟢พักผ่อนให้เพียงพอ
🟢จัดสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่
🟢รู้จักให้อภัย
🟢เมื่อมีปัญหาให้ปรึกษาผู้ปกครองหรือครู
🟢ทำงานอดิเรกหรือกิจกรรมที่ชอบในเวลาว่าง
เรื่องสุขบัญญัติ 10 ประการเป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญเพราะสามารถพบบทเรียนเกี่ยวกับสุขบัญญัติได้ในระดับชั้นที่สูงกว่า เพียงแต่ตัวเนื้อหามีรายละเอียดที่ไม่แตกต่างกันมากนัก อาทิ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีการแนะนำให้นักเรียนศึกษาธรรมะเพื่อนำหลักธรรมมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันให้ตนมีจิตใจที่เบิกบาน แจ่มใส

📚ทำความรู้จักกับอารมณ์จากบทเรียนที่มีเพียงระดับชั้นป.4 เท่านั้น
การที่เด็กคนหนึ่งจะเข้าสู่วัยรุ่นได้ นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายแล้วยังมีการพัฒนาทางจิตใจอย่างการเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ได้ลึกซึ้งขึ้นแบบนามธรรม (Abstract Thinking) และความปั่นป่วนของอารมณ์ (Mood) การเตรียมพร้อมตั้งแต่ช่วงก่อนเข้าเป็นวัยรุ่น (Pre-teen) หรือช่วง 8 – 11 ปีจึงมีความสำคัญเพราะเปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรกให้กับพัฒนาการของเด็ก เพื่อให้เขาสามารถรับมือได้กับอารมณ์ของตัวเอง เปิดใจที่จะระบายกับผู้ปกครองได้ว่าตนรู้สึกอย่างไรซึ่งลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในครอบครัวได้
บทเรียนเกี่ยวกับอารมณ์ถูกบรรจุไว้ในหนังสือเรียนสุขศึกษาและพลศึกษาของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อายุของเด็กระดับชั้นนี้คือ 9 – 10 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่อยู่ในช่วงก่อนเข้าเป็นวัยรุ่น (Pre-teen) อย่างพอดิบพอดี เนื้อหาที่เด็กระดับชั้นนี้จะได้เรียนคือการรู้จักกับสภาวะอารมณ์ของตัวเองว่าอารมณ์แบบไหนเป็นอารมณ์บวก อารมณ์แบบไหนเป็นอารมณ์ลบ รวมไปถึงการจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง
📌 ตัวอย่างการจัดการกับอารมณ์ของตัวเองในบทเรียน : อารมณ์ที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ เช่น อารมณ์โกรธ ส่งผลให้เราร่างกายอ่อนแอและไม่มีใครอยากเข้าใกล้ แม้จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นปกติในการดำเนินชีวิต เราควรรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรและควรจัดการอย่างเหมาะสม เช่น ถ้าโกรธให้พาตัวเองออกจากสถานการณ์ตรงนั้นและนับ 1 – 10 เพื่อให้ความโกรธบรรเทาลง
อารมณ์เป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญ การสอนให้เด็กเข้าใจถึงสภาวะทางอารมณ์จึงจำเป็นต่อพัฒนาการของเด็กในการเติบโตและการเข้าสังคม แต่จากการสำรวจหนังสือเรียนจากระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 6 กลับพบว่าบทเรียนด้านอารมณ์ปรากฏเพียงระดับชั้นป. 4 เท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอกับเด็กวัย Pre-teen ที่เริ่มตั้งแต่ช่วงอายุ 8 ปี (ป.3) จนไปถึงช่วงอายุ 11 ปี (ป.5) และเด็กวัยรุ่นในระดับชั้นที่สูงกว่าซึ่งเผชิญกับปัญหาอารมณ์ที่แปรปรวนจากการเข้าสู่วัยรุ่น

📚บทเรียนเรื่องความเครียด ภัยคุกคามวัยเรียนที่น่ากังวล
รายงานภาวะสังคมรายไตรมาสจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 1/2567 ระบุว่าความเครียดเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่น่ากังวลเพราะมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลการประเมินสุขภาพจิตตนเอง (Mental Health Check In) ของกรมสุขภาพจิต ในปี 2566 พบว่าเยาวชนกว่า 18% มีความเครียดและหมดไฟในการเรียน ในขณะที่ 28% เสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะซึมเศร้า
ความเครียดจึงเป็นประเด็นสุขภาพจิตที่น่ากังวลในกลุ่มวัยเรียน และเป็นปัญหาที่ควรได้รับการสนับสนุนให้เกิดการวางแผนรับมือและแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ หนังสือเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษาจึงมีการแทรกเรื่องความเครียดเข้าไปในบทเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เพิ่งเรียนรู้เรื่องอารมณ์ รวมไปถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์และร่างกายจากการเข้าสู่วัยรุ่น
เนื้อหาในบทเรียนสำหรับระดับประถมศึกษาปีที่ 4 จะเป็นการพูดถึงนิยามของความเครียดและลักษณะของความเครียด สาเหตุของความเครียด ผลกระทบจากความเครียด และวิธีการจัดการความเครียดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ส่วนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จะแทรกเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของบุคคลที่เครียดง่าย
เมื่อความเครียดเป็นปัญหาที่เด็กต้องรับมือ วิธีการลดความเครียดที่ปรากฏในหนังสือเรียนป.4 ที่แนะนำให้กับเด็กวัย 9 – 10 ปีทำตาม คือ 1) ให้หันหน้าเข้าปรึกษาผู้ปกครอง 2) หางานอดิเรกทำอย่างการปลูกต้นไม้ 3) ไม่ตีตนไปก่อนไข้ เช่น กลัวสอบตกทั้งที่ไม่ได้สอบ ซึ่งคำว่าตีตนไปก่อนไข้อาจจะต้องอาศัยการอธิบายเพิ่มเติมว่าหมายถึงอะไร เพราะสำหรับเด็กป.4 แล้ว คำแนะนำนี้เป็นสำนวนที่ต้องตีความ เด็กจึงไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยตนเอง
ส่วนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ช่วงวัยที่เริ่มเป็นวัยรุ่น มีความเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และความคิด หนังสือเรียนของเด็กระดับชั้นนี้แนะนำให้นักเรียนออกกำลังกาย ปรับเปลี่ยนวิธีคิด และหาเทคนิคคลายเครียด เช่น การนวดและนั่งสมาธิ มาปรับใช้เพื่อลดความเครียด
📌 ตัวอย่างการจัดการกับความเครียดด้วยการปรับมุมวิธีคิดในบทเรียน : หากรู้สึกเครียดจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างทำงานกลุ่มเพราะเพื่อนไม่ให้ความร่วมมือ ให้เปลี่ยนวิธีคิดจาก “เพื่อนเห็นแก่ตัว เพื่อนจึงไม่ช่วยทำงาน” เป็น “ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ เพื่อนอาจจะไม่ถนัดในงานที่เรามอบหมาย”
ทว่าเมื่อทบทวนสถิติการเข้าถึงบทเรียนเกี่ยวกับการจัดการความเครียดที่เหมาะสมโดยกรมอนามัยกลับพบว่ามีนักเรียนเพียง 51.7% เท่านั้นที่ได้รับการสอนในชั้นเรียนเกี่ยวกับการจัดการความเครียด และปัญหาความเครียดของเด็กไทยมีอัตราเติบโตที่สูงขึ้นในทุกปี เนื้อหาในบทเรียนจึงอาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเครียดให้กับเด็กทุกคนได้

📚สุขภาพกายและสุขภาพจิต : บทเรียนแรกที่มีคำว่าสุขภาพจิต
สุขภาพกายและสุขภาพจิต เป็นชื่อหน่วยการเรียนรู้ในหนังสือเรียนสุขศึกษาและพลศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยสาระการเรียนรู้หลักคือเรื่องความสมดุลระหว่างสุขภาพกายและสุขภาพจิต
หากเจาะลึกไปยังเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต บทเรียนที่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จะได้รู้คือความหมายของสุขภาพจิต ความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพจิตและสุขภาพกาย วิธีการดูแลสุขภาพจิตตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ และการประเมินภาวะสุขภาพจิต
ทว่าเนื้อหาในบทเรียนจำเป็นต้องอาศัยการอธิบายจากครูผู้สอนและการค้นคว้าเพิ่มเติม เนื่องจากในชั้นปีที่ผ่านมานักเรียนไม่ได้เรียนเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตมาก่อน การทำความเข้าใจจากตัวอักษรในหนังสือจึงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐาน อีกทั้งการที่เนื้อหาในบทเรียนเป็นหลักสูตรของปี 2551 ทำให้เนื้อหาบางส่วนไม่เป็นปัจจุบัน บางส่วนล้าหลังและอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เช่น การเรียกโรคทางจิตเวชว่าโรคจิต
ถึงตัวเนื้อหาในบทเรียนสุขภาพกายและสุขภาพจิตจะมีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของสุขภาพใจ แต่กลับไม่ได้มีการแนะนำวิธีรักษาสุขภาพจิตที่มากไปกว่าวิธีการตามสุขบัญญัติแห่งชาติซึ่งเป็นเนื้อหาเดียวกับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และจากการกวาดสายตาดูความแตกต่างระหว่างสองชั้นปี สิ่งที่เราพบมีเพียงการเพิ่มคำแนะนำให้นักเรียนหันหน้าเข้าหาศาสนาเพื่อศึกษาธรรมะและนำหลักธรรมมาใช้ดูแลสุขภาพใจตัวเอง
แม้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตจะเป็นเรื่องที่สำคัญและควรได้รับการใส่ใจ แต่เนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตกลับไม่ปรากฏในหนังสือเรียนของระดับชั้นอื่นอีกเลย จึงไม่มีการต่อยอดองค์ความรู้ในระดับชั้นที่สูงกว่า
📌 ตัวอย่างเนื้อหาเกี่ยวกับการอธิบายว่าผู้ที่มีสุขภาพจิตดีเป็นอย่างไร : ต้องเป็นบุคคลที่รู้จักและเข้าใจทั้งตัวเองและผู้อื่น สามารถเผชิญปัญหาและความเป็นจริงของชีวิตได้ แต่ไม่ได้มีการอธิบายว่าต้องทำอย่างไร

📚 ปัญหาสุขภาพจิต เรื่องใหญ่ที่ถูกแทรกไว้เพียงไม่กี่บรรทัด
รายงานการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบและบริการสนับสนุนทางจิตใจและจิตสังคมสำหรับเด็กและวัยรุ่นในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ฉบับประเทศไทย ปี 2565 จัดทำโดยองค์การยูนิเซฟประเทศไทย (UNICEF Thailand) ร่วมกับกรมสุขภาพจิต เผยว่า 1 ใน 7 ของเด็กไทยในช่วงอายุ 10 – 19 ปี เผชิญกับปัญหาความผิดปกติทางจิต และการฆ่าตัวตายคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสามของวัยรุ่นไทย
คยองซอน คิม (Kyungsun Kim) ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟประเทศไทยได้กล่าวในงานเปิดตัวรายงานว่าข้อมูลที่เปิดเผยในรายงานอาจจะเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของปัญหาที่ใหญ่กว่า เพราะปัญหาสุขภาพจิตส่วนใหญ่มักถูกบดบังเอาไว้ เนื่องจากการตีตราทางสังคมและการเข้าไม่ถึงข้อมูล การคัดกรอง การสนับสนุน ตลอดจนบริการด้านสุขภาพจิตที่เหมาะสม
ถึงปัญหาสุขภาพจิตจะเป็นปัญหาที่น่าวิตก แต่เนื้อหาเรื่องปัญหาสุขภาพจิตกลับถูกแทรกเป็นมุมเล็กๆ ภายใต้หน่วยการเรียนรู้เรื่องปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพและความรุนแรงในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพียงเท่านั้น โดยตัวเนื้อหาไม่กี่บรรทัดเป็นการพูดถึงตัวเลขผู้ป่วย สถิติการฆ่าตัวตาย และประเภทของโรคทางจิตเวช ไม่ได้มีการลงลึกไปถึงรายละเอียดของแต่ละโรค และไม่ได้มีวิธีการรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตอีกด้วย
📌 ตัวอย่างเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต : ปัญหาสุขภาพจิตนำไปสู่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งการดูแลเอาใจใส่ของครอบครัวสามารถช่วยลดปัญหาสุขภาพจิตได้
อ้างอิง
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สบส. กระทรวงสาธารณสุข
