เราทั้งคู่ผู้ไม่อาจมีรัก การโคจรมาพบของหญิงสาวผู้ไม่อยากมีรัก กับชายหนุ่มเจ้าของบล็อกเอโรเอซ ภายใต้ร่ม Aromantic-Asexual เมื่อความรักไม่ใช่ปัจจัยของชีวิต

หัวข้อเรื่องความรักมักอยู่ในกระแสหลักอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่ไถไปทางไหนก็เจอคนปักพิกัดสถานที่มูเตลูเรื่องความรัก ไถต่ออีกหน่อยก็เจอดวงประจำสัปดาห์ราศีไหนมีเกณฑ์เจอเนื้อคู่ ยิ่งเป็นช่วงวาเลนไทน์ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะหันไปทางไหนก็เจอคนควงแขนจู๋จี๋ ถือดอกไม้ช่อโต ราวกับว่าเรื่องความรักเชิงโรแมนติกเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งของมวลมนุษยชาติ

ทั้งที่ความรักดูเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนอยากมี

แต่ ‘ซาคุโกะ’ กลับเป็นคนที่ไม่อยากมีความรักและไม่เข้าใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เลยแม้แต่น้อย

โคดามะ ซาคุโกะ เป็นหญิงสาววัยสามสิบ พนักงานแผนกวางแผนการขายธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ถูกคนรอบข้างกดดันเรื่องแฟนหรือการสร้างครอบครัวอยู่เสมอ เพราะในสายตาคนอื่นซาคุโกะผู้มีอัธยาศัยอันดี เข้ากับคนง่าย ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะครองตัวเป็นโสดในวัยที่หนุ่มสาวรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่เริ่มแต่งงานและสร้างครอบครัวของตัวเองกันแล้ว

ซีรีส์ ‘เราทั้งคู่ผู้ไม่อาจมีรัก (Koisenu Futari)’ ภาพ: NHK

สำหรับซาคุโกะ เธอไม่เคยเข้าใจเรื่องความรัก เธอไม่เฝ้ารอปาฏิหาริย์ให้ฟ้าส่งเนื้อคู่มาให้ เธอไม่ต้องการมีเซ็กส์หรือผูกมัดกับใคร และเธอไม่เคยคิดว่าความรู้สึกและความคิดที่ไม่มีชื่อเรียกนี้เป็นปัญหาสำหรับเธอ แต่มันกลับเป็นปัญหาในสายตาคนรอบข้างซึ่งทำให้เธอต้องมานั่งวิตกกับตัวเองในหลายๆ ครั้งเมื่อมีใครสักคนหยิบยกเรื่องความรักมาพูดกับเธอ

ซาคุโกะ ผู้วิตกจากการต้องมีรัก

ทุกครั้งที่ซาคุโกะแสดงออกถึงอัธยาศัยอันดีของเธอในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปชื่นชมเพื่อนร่วมงานเสมอเมื่อมีโอกาส การเข้าไปช่วยให้คำแนะนำรุ่นน้องคนสนิท ตลอดจนการแบ่งปันไลฟ์สไตล์ส่วนตัวให้เพื่อนร่วมงานรู้ ซาคุโกะมักเจอแต่เรื่องหนักใจ เพราะเพื่อนร่วมงานมักตีความการกระทำของซาคุโกะเป็นคำว่า ‘มีใจให้’ อยู่เสมอ

หนึ่งในเคสที่หนักเอาการสำหรับเธอคือการโดนหัวหน้าแผนกโยนกองงานให้ทำเพียงลำพังเพราะมารุยามะ รุ่นน้องคนสนิทผู้เป็นเจ้าของงานขอย้ายแผนก และต้นเหตุของเรื่องนี้มาจากเหตุการณ์ที่ซาคุโกะปฏิเสธคำสารภาพรักของมารุยามะ

เมื่อกลับบ้านแทนที่ความหนักอึ้งในใจที่แบกมาจากที่ทำงานจะลดลง มันกลับเพิ่มขึ้นเสียอย่างนั้น เพราะแม่ของซาคุโกะยังคงถามว่าเมื่อไหร่ซาคุโกะจะแต่งงาน แถมยังแนะนำแกมบังคับว่า “หากหาคนดีๆ ไม่ได้ก็ควรให้ใครสักคนแนะนำผู้ชายให้รู้จัก (สักที)”

สำหรับคนวัยสามสิบที่ยังไม่แต่งงานเหมือนกับซาคุโกะอาจรู้สึกกดดันจนต้องรีบแต่งตัวออกไปนัดบอดหรือเปิดแอปฯ หาคู่ แต่สิ่งที่ซาคุโกะ ‘แตกต่าง’ จากคนเหล่านั้นคือเธอมองไม่เห็นภาพตัวเองแต่งงานมีครอบครัวด้วยซ้ำ แม้แม่จะเว้นที่ว่างบนผนังไว้เพื่อรอแขวนรูปตอนที่เธอแต่งงานและมีลูกไว้ข้างๆ รูปครอบครัวของน้องสาวที่แต่งงานก่อนซาคุโกะไปแล้วก็ตาม

ซีรีส์ ‘เราทั้งคู่ผู้ไม่อาจมีรัก (Koisenu Futari)’ ภาพ: NHK

การที่ต้องทนอยู่กับความรู้สึกกดดันไม่ว่าจะจากนอกบ้านหรือในบ้านทำให้เธอตัดสินใจไปเช่าห้องพักกับจิสึรุ เพื่อนสาวคนสนิทของเธอที่เพิ่งเลิกกับแฟน ซาคุโกะมองว่าการตัดสินใจในครั้งนี้คือโอกาสที่เธอจะได้สร้างปราสาทอยู่กับคนที่เข้าใจตัวเธอมากที่สุด และเป็นปราสาทที่ปราศจากเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ที่น่าปวดหัว

ทว่าปราสาทในฝันของซาคุโกะกลับพังทลายลงในชั่วพริบตา เพราะจิสึรุบอกซาคุโกะว่าตัวเองคืนดีกับแฟนเก่าแล้วจึงไม่สามารถเช่าห้องอยู่กับซาคุโกะได้ ต่อให้ซาคุโกะจะโกรธและไม่อยากเจอหน้ากันอีกต่อไปก็ไม่เป็นไร เพราะเหตุผลการตัดสินใจของจิสึรุคือความรักที่จิสึรุมีให้แฟน และก่อนจากกันจิสึรุอวยพรซาคุโกะว่าขอให้ซาคุโกะพบเนื้อคู่ในเร็ววัน

สำหรับซาคุโกะคำอวยพรนี้กลับเป็นมีดคว้านใจเธอ เพราะท้ายที่สุดแล้วแม้แต่คนที่ซาคุโกะคิดว่าน่าจะเข้าใจตัวเธอมากที่สุดกลับไม่เข้าใจในสิ่งที่ซาคุโกะเป็นแม้แต่น้อย

ความวิตกกังวลที่สั่งสมนี้ทำให้เธอตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นและทำให้คนอื่นดูทุกข์ใจนั้น เป็นเพราะเธอไม่เข้าใจเรื่องความรักความชอบหรือเปล่า

ไม่มีใครแปลกหากไม่อยากมีรัก 

เวลารู้สึกป่วยหรือหาคำตอบไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และรู้สึกว่ามันเป็นปัญหา คนส่วนใหญ่มักจะเสิร์ชหาคำตอบจากเว็บไซต์ต่างๆ เช่น ปวดท้องข้างซ้ายเป็นมะเร็งหรือเปล่า ฝันเห็นงูรัดจะเจอเนื้อคู่ไหม

ซาคุโกะเป็นคนประเภทนั้นเช่นกัน เมื่อการไม่เข้าใจในเรื่องความรักทำให้เกิดปัญหากับคนรอบข้าง ซาคุโกะจึงจรดปลายนิ้วลงในช่องค้นหาว่า ‘(อาการ) ไม่มีความรัก ไม่เข้าใจความรัก แปลกไหม

การพิมพ์คำว่าแปลกลงไปต่อท้ายต้องใช้ความกล้าหาญเป็นอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาซาคุโกะไม่เคยกล่าวโทษตัวเองว่าแปลกไปจากคนในสังคม เธอคิดว่าตัวเองเพียงหัวทึบกับเรื่องทำนองนี้เท่านั้น แต่ในสายตาคนรอบข้างซาคุโกะอาจเป็นมนุษย์ที่แปลกกว่าปกติก็เป็นได้

โชคยังดีที่ผลการค้นหาแสดงหน้าเว็บไซต์ที่หลากหลายให้กับเธอ และท่ามกลางมหาสมุทรแห่งตัวอักษร สายตาของซาคุโกะไปสะดุดเข้ากับข้อความจากบล็อก ‘ไดอะรี่เอโรแมนของกะหล่ำปลีสีขนนก’

“ไม่ว่าจะมีความรู้เรื่องเอโรเอซหรือไม่ก็ตาม คนที่บอกว่าคนไม่มีความรักคือพวกแปลกประหลาดต่างหากล่ะที่แปลกยิ่งกว่า การไม่มีความรักไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย”

ซีรีส์ ‘เราทั้งคู่ผู้ไม่อาจมีรัก (Koisenu Futari)’ ภาพ: NHK

หากไม่เกิดความรู้สึกรักใครอย่างโรแมนติกกับใครแต่มีแรงดึงดูดทางเพศ ยินดีที่จะมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่น คำบรรยายนี้จะหมายถึงเอโรแมนติก (Aromantic) ในทางกลับกัน หากรู้สึกรักใคร่ชอบพอแต่ไม่อยากมีเซ็กส์ จะถูกเรียกว่าเอเซ็กชวล (Asexual) ทั้งสองอย่างนี้เป็นรสนิยมทางเพศที่มีจริงในสังคม และเป็นตัวอักษร A ใน LGBTQIA+

แต่ถ้าไม่รู้สึกถึงแรงดึงดูดทั้งทางใจและทางเพศจากผู้อื่น รสนิยมเพศนี้จะถูกเรียกว่าเอโรแมนติก-เอเซ็กชวล (Aromantic-Asexual) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘เอโรเอซ (aro/ace)’

การพบเจอบล็อกไดอะรี่เอโรแมนของกะหล่ำปลีสีขนนกเปรียบเสมือนไฟฉายส่องทางให้กับซาคุโกะ ยิ่งอ่านเนื้อหาในบล็อกมากเท่าไหร่ ซาคุโกะยิ่งเข้าใจว่าความรู้สึกและความคิดของเธอที่มีต่อเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ไม่ได้แปลกประหลาดเพราะยังมีคนที่เหมือนกับเธอ อย่างการที่ซาคุโกะไม่อยากแต่งงานนั้นเหมือนกับเจ้าของบล็อกที่ปฏิเสธนัดหมายดูตัวจากเพื่อนบ้าน

และซาคุโกะก็ได้คำตอบที่ตามหามาตลอดว่า ที่เธอคิดไม่เหมือนคนรอบตัวไม่ได้แปลว่าเธอแปลก แต่เป็นเพราะเธอเป็นเอโรเอซต่างหาก

ซีรีส์ ‘เราทั้งคู่ผู้ไม่อาจมีรัก (Koisenu Futari)’ ภาพ: NHK

ครอบครัวชั่วคราวของผู้ไม่อาจมีรัก

สิ่งแรกที่ซาคุโกะเจอคือบล็อกไดอะรี่เอโรแมนของกะหล่ำปลีสีขนนก

สิ่งที่สองที่ซาคุโกะค้นพบคือเธอเป็นเอโรเอซ

และสิ่งที่สามที่ซาคุโกะได้รู้คือ ทาคาชิ ซาโตรุ ชายหนุ่มพนักงานแผนกขายผักเป็นเจ้าของบล็อกไดอะรี่เอโรแมนของกะหล่ำปลีสีขนนก หมายความว่าทาคาชิเป็นเอโรเอซเหมือนกับซาคุโกะ

ซาคุโกะปรี่เข้าไปพูดคุยกับทาคาชิถึงจุดร่วมที่ทั้งคู่มีเหมือนกันแต่ทาคาชิไม่สะดวกใจที่จะพูดคุยถึงเรื่องเพศวิถีของตัวเขาเองในที่สาธารณะ ทาคาชิจึงเชิญซาคุโกะไปพูดคุยที่บ้านของเขาซึ่งตัวของทาคาชิอาศัยอยู่เพียงลำพัง

การเปิดอกพูดคุยแลกเปลี่ยนความลำบากของชีวิตในฐานะผู้ที่ไม่อาจมีรักกับทาคาชิทำให้ซาคุโกะได้ยกภูเขาออกจากอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสบการณ์ในชีวิตที่เคยเผชิญมา ปัญหาในปัจจุบันที่กำลังพบเจอ และความเหงาของการอยู่เพียงลำพังในโลกที่ทุกคนหาคำตอบให้บั้นปลายชีวิตว่าต้องแต่งงาน ซาคุโกะจึงปิ๊งไอเดียการสร้างครอบครัวด้วยกันกับทาคาชิ เพราะการเป็นครอบครัวกับทาคาชิแปลว่าซาคุโกะไม่จำเป็นต้องอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิตและเธอไม่จำเป็นต้องมีความรักหรือแต่งงานกับทาคาชิก็ได้

แม้ทาคาชิจะลังเลเล็กน้อยเกี่ยวกับไอเดียของซาคุโกะ แต่สุดท้ายเขาก็ยอมรับข้อเสนอนี้และกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนระหว่างตัวเองและซาคุโกะ นั่นคือครอบครัวนี้ต้องเป็นครอบครัวที่ไม่มีเรื่องรักใคร่เกิดขึ้นตามฉบับเอโรเอซ เป็นเพียงการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันภายใต้ชายคาเดียวกันเท่านั้น

และเนื่องจากทั้งคู่ไม่แน่ใจว่าเรือลำนี้จะรอดถึงฝั่งไหมเพราะทั้งคู่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ครอบครัวของซาคุโกะและทาคาชิจึงถูกเรียกว่า ‘ครอบครัว (ชั่วคราว)’

ซีรีส์ ‘เราทั้งคู่ผู้ไม่อาจมีรัก (Koisenu Futari)’ ภาพ: NHK

ครอบครัว (ชั่วคราว) นี้ตอบโจทย์ชีวิตของทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี อย่างกรณีของทาคาชิ การมีซาคุโกะมาอยู่ในบ้านจะช่วยให้เขาไม่ต้องรับมือกับเพื่อนบ้านที่คอยยัดเยียดหลานสาวของตัวเองมาให้เขารู้จักและเขาจะไม่เหงาอีกต่อไป

ส่วนซาคุโกะ ครอบครัว (ชั่วคราว) คือปราสาทในฝันของเธอ ปราสาทที่ไม่มีเรื่องความรักมาทำให้ปวดหัว ปราสาทที่เธอไม่จำเป็นต้องรักใครถึงจะไม่เหงา และเป็นปราสาทที่ซาคุโกะได้อยู่ร่วมกับคนที่เข้าใจในความคิด ความรู้สึก และตัวตนของเธออย่างทาคาชิ 

เรื่องราวในหนังสือตั้งแต่ต้นจบเป็นเรื่องราวการค้นพบตัวตนและการแสวงหารูปแบบการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยไม่มีเรื่องความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉะนั้นการที่เรามีความคิดและความรู้สึกแตกต่างจากคนรอบตัวไม่ได้แปลว่าเราคือคนที่แปลกประหลาด เราสามารถมีความหลากหลายและทางเลือกในการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนคนอื่นได้เช่นกัน เหมือนกับซาคุโกะที่มีปราสาทแห่งความสุขเป็นของตัวเอง

อ้างอิง