ถ้ามีใครสักคนยื่นกระดาษให้เราหนึ่งแผ่นพร้อมบอกโจทย์ว่า “จงวาดการตีตราที่เกิดขึ้น”
ภาพที่ปรากฏบนหน้ากระดาษจะหน้าตาเป็นอย่างไรกันนะ?
อาจารย์เติ้น ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) อธิบายว่า การตีตรา (Stigma) คือ การที่เราติดป้ายว่าสิ่งที่เรามีหรือสิ่งที่เราเป็นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี มีคุณค่าที่ด้อยกว่าหรือน้อยกว่าสิ่งอื่น การตีตราแตกต่างจากการเหมารวม (Stereotype) ตรงที่การเหมารวมมีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ แต่การตีตราไม่เคยมีแง่มุมไหนที่สามารถคิดบวกได้เลย
การตีตราสามารถเกิดได้ทั้งจากคนที่ไม่รู้จักเรา คนที่เป็นห่วงเรา คนที่เราให้ความสำคัญ หรือแม้กระทั่งตัวเราเองก็ตาม ซึ่งสามารถเกิดขึ้นในทุกช่วงเวลาของชีวิตตั้งแต่เด็กยันแก่ ไม่ว่าใครก็มีโอกาสที่จะเผชิญหน้ากับการตีตราได้ทั้งนั้น และการถูกตีตราไม่เคยเป็นเรื่องดีเพราะเป็นการทำให้เรารู้สึกด้อยคุณค่าในสิ่งที่เราเป็น
ซึ่งร่องรอยการถูกตีตราของแต่ละคนล้วนมีความแตกต่างตามเหตุการณ์ที่เคยเผชิญ ความตื้นลึกหนาบางของรอยตีตราจึงไม่เท่ากัน บางคนอาจถูกตีตราจากรูปลักษณ์ภายนอก บางคนอาจถูกตีตราจากเพศสภาพ หรือบางคนอาจถูกตีตราจากตำแหน่งในครอบครัวอย่างการเป็นลูกคนโต
แม้รอยตีตราเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จับต้องไม่ได้ แต่การถูกตีตราเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและทิ้งความรู้สึกไม่ดีให้กับคนที่ถูกตีตราไว้เสมอ Mutual จึงสำรวจผู้คนในช่วงอายุ 18 – 59 ปี โดยให้พวกเขาลองอธิบายหน้าตาของการถูกตีตราจากประสบการณ์ที่พวกเขาเผชิญว่าร่องรอยของการตีตราที่อยู่บนร่างกายหรืออยู่ในหัวใจของพวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร และพวกเขาอยู่ร่วมกับรอยตีตรานี้อย่างไร
✏️ พลอย (นามสมมติ) กับรอยตีตราที่เป็นคำว่าลูกคนกลาง

พลอยเล่าให้เราฟังว่ารอยตีตราของเธอมาจากการที่เธอเป็นลูกคนกลางในครอบครัว ทำให้คนในครอบครัวหวังพึ่งพาเธอให้เป็นเสาหลักของบ้านที่ไม่ว่าพี่หรือน้องก็สามารถพึ่งพาได้ ในความรู้สึกของเธอรอยตีตรานี้เปรียบเสมือนกระดาษสีขาวที่แปะลงบนหน้า ช่วงอก และมือของเธอ เป็นภาระที่ทั้งเหนียวและหนักอึ้งเกินกว่าจะแกะออก
“เราเป็นลูกคนกลาง คำว่าลูกคนกลางเลยเป็นรอยตีตราที่หนักอึ้งสำหรับเรา จะแกะยังไงก็แกะไม่ออกเป็นการตีตราที่กระทบเราผ่านคำพูดและการกระทำจากคนในบ้าน”
“ตอนนี้เราอยู่ร่วมกับรอยตีตราด้วยการยอมรับและจัดการในรูปแบบของเราโดยไม่สนใจกรอบความคิดลบๆ หรือกรอบความคิดเดิมๆ จากคนรอบข้าง”
✏️ เหมียว (นามสมมติ) ผู้ถูกตีตราจากรูปลักษณ์ภายนอก

เหมียวเป็นคนที่ถูกตีตราจากรูปร่างถ้อยคำจากการตีตราจึงสลักลงบนหัวและกลางอกของเธอ เหมียวรู้สึกว่าร่องรอยของการตีตรานี้มีหน้าตาเหมือนก้อนเมฆและจุดสีดำที่ทำให้เธอรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง
“เราโดนคนอื่นตัดสินจากรูปร่างของเราว่าเราทำงานไม่ได้ เราจะต้องไม่มีอดทนแน่ๆ เพราะเราอ้วน มันทำให้เราไม่มั่นใจในตัวเองจนรู้สึกว่าเราอาจจะเป็นแบบที่เขาพูดจริงๆ ”
“ตอนนี้เราเลยพยายามบอกตัวเองว่าเราเก่งมากๆ แล้ว บอกตัวเองให้ไม่ต้องสนใจคำพูดคนที่ตัดสินเราจากรูปร่าง แล้วก็พยายามเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้น”
✏️ แนน (นามสมมติ) กับการถูกคนรอบข้างตีตราโดยอ้างว่าห่วงใย

ความห่วงใยในบางครั้งสามารถกลายเป็นบาดแผลทางความรู้สึกให้กับคนบางคนได้ ถ้าความห่วงใยนั้นมาจากความไม่เข้าใจหรือไม่มั่นใจในตัวของคนที่ตัวเองเป็นห่วง ซึ่งแนนเป็นหนึ่งในคนที่ถูกความเป็นห่วงเป็นใยนั้นทิ้งรอยตีตราไว้ในใจจนทำให้ในบางครั้งเธอรู้สึกหายใจไม่ออก และถ้อยคำตีตรานั้นคอยวนเวียนอยู่ในหัวของเธอเสมอ
“การตีตราที่เกิดขึ้นกับเราไม่ใช่เพียงคำพูดแรงๆ ที่ดูถูกเรา แต่เป็นการกระทำ สายตา ท่าทาง และอารมณ์ที่ส่งถึงเราในแง่ลบ เรามักโดนคำถามจากคนใกล้ตัว คนที่เราใส่ใจ คนที่เรารักและให้ความสำคัญว่าทำไมเราถึงทำแบบนั้น ทำไมถึงทำแบบนี้ ซึ่งคำถามมาจากการที่เขาไม่มั่นใจในตัวเราและคำพูดเหล่านี้แหละที่คอยทิ่มแทงเราโดยไม่รู้ตัว เพราะเขาชอบอ้างกันว่ามันเป็นความห่วงใย”
“เราก็เลยพยายามทำความเข้าใจและยอมรับนิสัยของผู้คนในแต่ละแบบ คอยสำรวจความรู้สึกของตัวเองเสมอให้รู้เท่าทันอารมณ์ แล้วก็เสริมสร้างกำลังใจให้ตัวเอง”
✏️ ทานตะวัน (นามสมมติ) รอยตีตราเปรียบเสมือนคำสาปที่ทำให้เกลียดตัวเอง

รอยตีตราที่เกิดขึ้นกับทานตะวันมาจากคนอื่นและตัวเอง เป็นรอยที่ประทับอยู่ในทุกส่วนของร่างกายแม้กระทั่งในลมหายใจ รอยตีตรานี้ทำให้เธอกลัวตัวเอง เกลียดตัวเอง และโกรธตัวเอง ส่งผลให้เธอคอยโบยตีตัวเองว่าเป็นส่วนเกินครอบครัวและโลก จนทำให้ตัวเธอเองอยากหายไปจากโลกใบนี้
“เราได้รอยตีตราทั้งจากคนอื่นแล้วก็จากตัวเอง รอยตีตราจากคนอื่นทำให้เราเกลียดตัวเอง กลัวตัวเอง มันประทับอยู่ทุกอณูของผิวกายรวมไปถึงลมหายใจ เราเลยรู้สึกว่าแค่หายใจก็ผิดแล้ว ส่วนรอยตีตราที่มาจากตัวเราเองคือความรู้สึกว่าตัวเองโง่ ไม่มีอะไรดี เป็นส่วนเกินของโลกใบนี้ เป็นรอยตีตราที่อยู่เป็นเนื้อเป็นตัวรวมไปถึงเงา ทำให้เราต้องสร้างตัวตนใหม่มาเคลือบไว้อีกชั้นหนึ่ง”
“เราอยู่กับรอยตีตรานี้มาตั้งแต่เด็ก ไม่สามารถยอมรับมันได้ เลยพยายามฆ่าตัวตายถึงสองครั้ง ทำร้ายร่างกายตัวเองเพื่อย้ายความเจ็บปวดไปที่ร่างกายและเพื่อเอาเลือดชั่วในตัวออกไป เราต้องถอนฟันหน้าออกแล้วใส่ฟันปลอมเพื่อหนีคำล้อเลียนว่าไอ้จอบ ไอ้เหยิน ต้องไว้ผมยาวเพื่อหนีคำเหยียดหยามว่าไม่เหมือนผู้หญิง วิปริตผิดเพศ ต้องแต่งงานเพื่อปกปิดตัวตน”
“แต่พอเราในตอนนี้สามารถคลี่คลายตัวเองได้ ยอมรับตัวตนของตัวเองได้ เราก็เริ่มใจดีกับตัวเองและไม่เอาความสุขของเราไปยึดโยงกับคนอื่น เราค่อยๆ กลับมาเป็นสิ่งที่ตัวเองเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แล้วก็เริ่มพบกับความพอดีที่ตัวเองพอใจ”
