“คุณเคยคิดจะฆ่าตัวตายไหม” Time Still Turns the Pages หนังที่ผู้กำกับไม่อยากปล่อยให้ใจดวงน้อยแตกสลายเพียงลำพัง 

เนื้อหาต่อไปนี้เปิดเผยบางส่วนของภาพยนตร์

⚠️ Trigger Warning: บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย / ความรุนแรงในครอบครัว

ก่อนที่จะเข้าดูภาพยนตร์เรื่อง Time Still Turns the Pages หรือชื่อไทยคือ บันทึกใจสลายของเด็กชายตัวน้อย เราโดนคำเตือนจากคนรอบข้างที่ดูไปแล้วว่าให้พกทิชชู่เขาโรงฯไปด้วยก็ดี 

Time Still Turns the Pages คือหนังฟอร์มเล็กจากฮ่องกง ที่ติด 1 ใน 10 หนังฮ่องกงยอดเยี่ยมแห่งปี จากสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์แห่งฮ่องกง (Hong Kong Film Critics Society) และ ผู้กำกับอย่าง นิค เฉ็ก (Nick Cheuk) ที่คว้ารางวัลชนะเลิศรางวัล ผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยม จาก 3 เวทีใหญ่ทั้ง “ม้าทองคำ ครั้งที่ 60”, “เอเชียนฟิล์มอวอร์ดส์ ครั้งที่ 17” และ “ฮ่องกงฟิล์มอวอร์ดส์ ครั้งที่ 42”

หนังเริ่มด้วย เจ็ง (Cheng Yau-chun) ครูมัธยมโรงเรียนปลาย วัยกลางคน ได้รับจดหมายไม่ระบุชื่อและที่มา โดยใจความในนั้นคือ ‘การไม่อยากมีชีวิตอยู่’  

ครูเจ็งไม่ลังเลที่จะค้นหาเจ้าของจดหมายนั้น เพื่อที่จะหยุดยั้งการฆ่าตัวตาย ในขณะเดียวกันหนังก็เล่าอีกด้านของชีวิตเจ็งที่ถูกภรรยาขออย่า ชีวิตครอบครัวล้มเหลว 

ความเศร้าคือสิ่งที่ดวงตาของเจ็งสะท้อนออกมา แล้วที่มาของมันคืออะไร? ความหม่น และความอึดอัดที่ติดอยู่กับตัวเจ็งกำลังตั้งคำถามกับเรา

แต่ก่อนที่หนังจะคลี่คลายปมของเจ็ง กลับเริ่มเส้นเรื่องใหม่ฉายทับเข้ามา

โยกิต (Eli  Yau-kit) เด็กชายผมหน้าม้าบ๊อบ วัย 10 ขวบ อยู่ในบ้านที่เพียบพร้อม พ่อแม่มีหน้าตาในสังคม แต่ ‘ความเก่ง’ ที่สู้ ‘น้องชาย’ ไม่ได้ทำให้เด็กคนนี้ถูกดูแคลนจากพ่อที่ตั้งความหวังจนเกินพอดี

ผลการเรียนลำดับรั้งท้ายของห้อง เพลงบรรเลงเปียโนที่ไม่ได้เรื่อง สารพัดสิ่งที่ถูกเปรียบเทียบกับน้องชาย ทำให้โยกิตห่างเกินจากน้องชายไปเรื่อยๆ และกำลังกลายเป็นอื่นสำหรับครอบครัว เพียงเพราะโยกิตชอบอ่านการ์ตูน เล่นเกม เล่นซนแบบที่เด็ก 10 ขวบทำ ไม่ใช่แค่การนั่งท่องตำราเพียงอย่างเดียว 

หลายๆ ครั้งโยกิตถูกพ่อตีในขณะที่แม่และน้องกำลังนั่งทำการบ้าน และบางครั้งโยกิตเห็นแม่โดนพ่อตบเพราะเขาได้คะแนนรั้งท้ายของห้อง

หนังตัดสลับกลับมาที่ครูเจ็ง ที่พยายามใช้หน้าที่ครูเยียวยาเด็กจากความบอบช้ำ แต่กลับต้องกลับไปร้องไห้คนเดียวทุกครั้งที่ห้องนอนจากความผิดหวังในชีวิตคู่ รวมถึงการมีปัญหากับครอบครัวที่พ่อเขาป่วยระดับโคม่า มวลความเสียใจตัดสินใจให้เจ็งเปิดอ่านไดอารี่เล่มหนึ่งที่เจ็งไม่กล้าเปิดอ่านมาโดยตลอด 

ไดอารี่เล่มนั้นขึ้นต้นบรรทัดแรกด้วยประโยค “ฉันไม่ได้เป็นคนที่พิเศษอะไรเลย” โดยโยกิต แล้วหนังก็ตัดกลับมาที่โศกนาฏกรรมของโยกิตอีกครั้ง

โยกิตยังคงเสียใจที่ตัวเองไม่เก่งแบบที่พ่อต้องการ เสียใจที่แม่ไม่เคยเชื่อใจ และไม่เก่งจนเป็นที่พึ่งของน้องได้ 

“ถ้าได้ที่ 10 ของห้องให้หนูได้ไปเที่ยวอเมริกาเหมือนน้องได้ไหม” โยกิตบอกพ่อ และสุดท้ายโยกิตก็ไม่ได้ไป 

เด็ก 10 ขวบเจอความกดดันในครอบครัวที่เริ่มจากพ่อตลอดเวลา โดยมีแค่หนังสือการ์ตูนเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่สุดท้ายนักเขียนการ์ตูนเล่มนั้นกลับเสียชีวิต สิ่งนี้ทำให้โยกิตเกิดสิ่งที่เรียกว่าเสียศูนย์ จนสุดท้ายโยกิตต้องซ้ำชั้นเรียน

“แกก็แค่เศษขยะ” ทั้งการกระทำ และพฤติกรรมที่พ่อทำกับโยกิตบ่อยครั้ง 

หนังดำเนินมาถึงค่อนเรื่อง ในฐานะคนดูยังคงคาดหวังปาฏิหาริย์ให้เกิดกับโยกิต ว่าครูเจ็งคือโยกิตเด็กคนนั้นที่เขียนไดอารี่เล่าความบอบช้ำของตัวเอง 

แต่สุดท้ายกลับไม่ใช่ โยกิตคิดว่าครอบครัวจะดีขึ้นถ้าไม่มีเขาอยู่แล้ว จึงใช้เวลาช่วงที่ครอบครัวไปเที่ยวขึ้นไปที่ชั้นดาดฟ้า เพื่อแก้ปัญหาในแบบเด็กประถม 

สุดท้ายโยกิตก็หายไปตลอดกาล แต่ความบอบช้ำที่เกิดขึ้นกลับทิ้งรอยแผลใจให้เจ็งผู้เป็นน้องชาย 

ความมืดมิดมาเยือนจิตใจคนทั้งโรง แต่แล้วหนังก็ค่อยๆ สาดแสงสว่างผ่านครูเจ็งที่พยายามช่วยเหลือเด็กๆ ที่มีปัญหา บทเรียนจากพี่ชายทำให้เจ็งอยากเป็นมากกว่าครูที่แค่สอนเด็กนักเรียนไปวันๆ แต่คือการเป็นที่พึ่งของใครสักคนหนึ่งได้ไม่มากก็น้อย 

Time Still Turns the Pages คือความตั้งใจของผู้กำกับที่จะสื่อถึงสถานการณ์การฆ่าตัวตายที่แม้แต่ตัวผู้กำกับเองก็เผชิญกับคนใกล้ชิด แต่ประเด็นที่สอดแทรกในนั้นคือรากฐานของครอบครัวที่สำคัญมากๆ ต่อเด็กคนหนึ่ง 

ทำให้ย้อนคิดไปว่า การที่โยกิตตัดสินใจฆ่าตัวตาย สิ่งนั้นอาจจะยังไม่ได้ระบุว่าเป็นโรคซึมเศร้า หรือโรคอะไรทั้งนั้น แต่มันคือภาวะแตกสลาย ที่แพทย์หญิงดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์หรือหมอป้อ ผู้อำนวยการกองบริหารระบบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต เคยสัมภาษณ์กับเราว่ามนุษย์เรานั้นแตกสลายใจ มันไม่ใช่เรื่องของการที่ไม่ยอมสู้ หรืออ่อนแอ 

“มันมีเรื่องให้กระทบผู้คนได้มากมาย สิ่งที่จะช่วยคือทักษะหรือความสามารถในการปรับตัว มีทฤษฎีจิตวิทยาที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘พลังใจ’ คือความสามารถในการฟื้นคืนหลังเผชิญเหตุการณ์ที่มากระทบ หรือหลังจากพบความท้าทายในชีวิต คือ ความสามารถในการล้มแล้วลุก”

สิ่งที่หมอป้อกำลังกล่าวถึง คือ Resilience หมายถึง ความสามารถทางอารมณ์และจิตใจในการปรับตัวและฟื้นตัวให้กลับสู่ภาวะปกติ ภายหลังที่พบเหตุการณ์วิกฤตหรือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความยากลำบากในชีวิต อันเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ช่วยให้บุคคลผ่านพ้นอุปสรรคและดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข

“ในการจะลุกให้ได้ไม่ได้ง่ายสําหรับทุกคน เพราะบางคนมีต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน หรือบางคนเกิดมาในครอบครัวที่หย่าร้างพ่อแม่ติดสุราหรือยาเสพติด บางคนถูกเลี้ยงดูโดยตายาย ครอบครัวยากจน เข้าไม่ถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ อยู่ในสังคมสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี พลังใจของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน ความสามารถในการยอมรับความท้าทายที่เข้ามาในชีวิต แล้วจะลุกขึ้นสู้  เดินต่อไปข้างหน้าจึงไม่เท่ากัน”

สิ่งสำคัญต่อการสร้างเสริมการฟื้นพลัง คือต้องสร้างความรู้สึกต่อไปนี้ให้เกิดขึ้น คือ 1.ความปลอดภัยขั้นพื้นฐานด้วยการให้ความรัก คอยสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา ทำให้เกิดความไว้วางใจ มีความเป็นตัวของตัวเองและมีความคิดริเริ่ม ซึ่งต้องมาจากการสร้างสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ชุมชน และสิ่งแวดล้อมที่บุคคลอาศัยอยู่

ซึ่งพลังใจนี้เริ่มต้นจากครอบครัวเป็นอย่างแรก แล้วถ้าครอบครัวไม่ส่งเสริมสิ่งนี้เหมือนที่เกิดขึ้นกับโยกิต อาจจะไม่ใช่แค่การสร้างแผลใจ แต่อาจจะร้ายแรงแบบที่โยกิตทำ