‘I’m Not Your F***ing Stereotype’ หนังสั้นสะท้อนอคติต่อคนมุสลิมโดย ‘ฮีซัมร์ เจ๊ะมามะ’ ที่สร้างเพื่อตบบ่าน้องสาวแล้วบอกว่า เรื่องแบบนี้พี่เคยเจอมาแล้ว

‘I’m Not Your F***ing Stereotype’ หนังสั้นโดย ‘ฮีซัมร์ เจ๊ะมามะ’ ที่เล่าประสบการณ์การเป็นคนมุสลิมที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพ มีทั้งความท้าทาย ความกดดัน ความคับแค้นในใจ และความรู้สึกแปลกแยกอีกด้วย

หนังจะพาเราไปเข้าใจประสบการณ์ของคนมุสลิมอย่างถ่องแท้ผ่านตัวละคร ‘มารียัม มุสลิมมีน’ หญิงสาวมุสลิมวัยมัธยมที่ไม่ค่อยมีความภูมิใจกับความเป็นตัวเองเท่าไหร่ การย้ายมาเรียนในกรุงเทพฯ ทำให้กลายเป็นคนแปลกขึ้นมาทั้งๆ ที่ตอนอยู่นราธิวาส เธอก็เด็กธรรมดาคนหนึ่ง

ฮีซัมร์ เจ๊ะมามะ ในฐานะผู้กำกับหนังเรื่องนี้ เขาเองก็เป็นคนมุสลิมที่มีประสบการณ์โชกโชนจากการถูกมองว่าเป็นคนอื่น การที่เขาผลิตหนังสั้นเรื่องนี้ออกมา คือการตอบโต้ต่ออคติในแบบที่เขาทำได้ นอกจากนี้เขาเห็นว่าหนังไทยที่มีคนมุสลิมแสดงนำมีน้อยมาก เขาเองก็อยากเพิ่มพื้นที่สื่อให้กับคนมุสลิมบ้าง

นอกจากจะอยากให้สะท้อนความอัดอั้นใจ  ฮีซัมร์ยังอยากทำหนังเรื่องนี้ไว้ตบบ่าน้องสาวของตัวเอง เนื่องจากในตอนนั้นน้องสาวของเขากำลังจะขึ้นมหาวิทยาลัยปีแรกและต้องเดินทางออกจากชุมชนเพื่อเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ​ ในฐานะพี่ชายที่ผ่านเรื่องราวทั้งหมดนี้มาแล้ว เขาจึงอยากแชร์บาดแผลให้น้องได้รู้ เผื่อตอนเจอโลกความเป็นจริงจะได้ไม่ช็อกจนเกินไป 

สวัสดี เราชื่อมารียัม มุสลิมมีน

*บทความนี้มีการเผยแพร่รายละเอียดของหนัง*

นางสาวมารียัม มุสสิมมีน เกิดวันที่ 11 ก.ย. 2544 นับถือศาสนาอิสลาม เกิดที่จังหวัดนราธิวาส

นี่คือข้อมูลที่ปรากฏบนบัตรประชาชนของ มารียัม มุสสิมมีน เด็กสาวมัธยมปลายที่แค่ได้ยินชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นคนมุสลิม คำว่า ‘มารียัม’ มาจากชื่อผู้หญิงคนเดียวที่ปรากฏเป็นชื่อบทในคัมภีร์อัลกุรอาน ‘ม๊ะ’ (แม่)ของมารียัมบอกว่านี่คือชื่อที่พิเศษ และเธอควรภูมิใจกับชื่อนี้

แต่ดูเหมือนว่า มารียัมจะไม่ได้รับความภูมิใจนั้นสักเท่าไหร่

“เปลี่ยนทั้งหมดนี่เลยค่ะ ชื่อ นามสกุล วันเกิด ศาสนา ที่อยู่ ถ่ายรูปติดบัตรใหม่ด้วยค่ะ”

เธอพูดขึ้นหลังยื่นบัตรประชาชนให้กับเจ้าที่ฝ่ายทะเบียนที่อำเภอ มารียัมไม่ชอบสิ่งที่อยู่บนบัตรนี้สักอย่าง ทั้งชื่อที่ใครเห็นคนรู้ทันทีว่าเธอคือคนมุสลิม วันเกิดที่บังเอิญไปตรงกับเหตุวินาศกรรม 9/11 ที่มีผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินชนตึกสูงในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ไหนจะบ้านเกิดจากนราธิวาสที่มีภาพจำว่าเป็นพื้นที่ของความรุนแรงอีกด้วย แม้แต่รูปที่ใส่ผ้าคลุมฮิญาบ เธอก็อยากจะเปลี่ยน

“ที่น่าตลกก็คือ นามสกุลของฉันคือ มุสลิมมีน แปลว่า คนมุสลิม มันเหมือนกับว่าฉันกำลังยิ้มแบกรับชื่อของศาสนาอย่างภูมิใจอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ฉันไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย” มารียัมพูด

ถึงแม้เธอจะเติบโตมาจากบ้านที่ปฏิบัติตามวิถีมุสลิมอย่างเคร่งครัด และเรียนโรงเรียนที่สอนศาสนาอิสลามโดยเฉพาะ แต่เธอก็ยังรู้สึกเบื่อหน่ายกับการที่ต้องใช้ชีวิตโดยคิดแต่เรื่องบุญและบาปอยู่ดี

แต่เธอก็ยังไม่ได้คิดจะเปลี่ยนศาสนา เธอยังคงใช้ชีวิตแบบคนมุสลิมมาตลอด อย่างน้อยการเป็นคนมุสลิมในชุมชนที่มีแต่คนมุสลิมมันก็ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นคนที่ใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นๆ ในโลกใบนี้ จนกระทั่งครอบครัวของมารียัมย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ เนื่องจากบ้านที่นราธิวาสโดนระเบิด ความรู้สึกที่ว่าเธอยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคมก็ค่อยๆ หายไป พร้อมกับอัตลักษณ์บางอย่างอีกด้วย เหตุการณ์ที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้ คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มารียัมอยากเปลี่ยนบัตรประชาชนทั้งหมด 

จากคนธรรมดา กลายมาเป็น ‘คนอื่น’

“ชื่ออะไรนะ? มารระยำหรอ?”

“เธอเคยกินหมูไหม?”

“ใส่ผ้าคลุมแบบนี้ ไม่ร้อนหรอจ๊ะนายจ๋า”

คำถามมากมายพุ่งเข้าใส่มารียัมหลังจากที่แนะนำตัวเอง ชื่อที่เธอเคยมองว่ามันก็ธรรมดา กลายเป็นชื่อที่คนอื่นมองว่าแปลก พฤติกรรมไม่กินหมูก็ทำให้เธอถูกตั้งคำถาม แถมผ้าคลุมที่ใส่ตั้งแต่เด็กจนชินไปแล้ว ในวันนี้กลับมีคนมาถามว่าไม่ร้อนหรอ คำถามเหล่านี้ทำเธอไปไม่เป็น เพราะเธอไม่เคยเจอตอนอยู่นราธิวาสเลย

นอกจากจะโดนคนในโรงเรียนล้อเลียน มารียัมต้องรับมือกับแก๊งตัวแม่ในโรงเรียนที่คอยส่งสายตาอำมหิตให้ทุกครั้งที่เดินผ่าน แก๊งนี้ไม่ชอบมารียัม โดยเฉพาะสมาชิกที่ชื่อ ‘ฟ้า’

“ได้ข่าวมาว่าพ่อของฟ้าเป็นทหาร สงสัยพอเห็นหน้าแกแล้วนึกถึงโจรใต้มั้ง”

หนึ่งในกลุ่มเพื่อนของมารียัมพูดขึ้น มารียัมสงสัยว่าเธอที่เป็นคนมุสลิมกับโจรใต้ที่พูดถึงไม่ใช่คนเดียวกันสักหน่อย แล้วทำไมเธอต้องมาแบกรับความเกลียดชัง ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ตราบใดที่แก๊งของฟ้ายังไม่ได้ลงไม้ลงมืออะไร มารียัมก็ยังเลือกที่จะเมินเรื่องนี้ไป โชคดีที่เธอมีเพื่อนใหม่อยู่บ้างเลยทำให้ชีวิตในโรงเรียนใหม่ไม่เงียบเหงาจนเกินไป

ในมุมมองของคนดู เราจะเห็นได้ว่าไม่ใช่แค่แก๊งของฟ้าที่มองมารียัมด้วยสายตาแปลกๆ แม้แต่เพื่อนในกลุ่มของมารียัมเองก็มีคำถามแปลกๆ ที่ทำให้เธอขมวดคิ้วบ่อยเหมือนกัน

“ศาสนาแกนี่เยอะแยะจังเลย”

นี่คือประโยคที่เพื่อนในกลุ่มพูดหลังจากคะยั้นคะยอให้มารียัมกินหมูปิ้งไม่สำเร็จ ในสายตาเพื่อน เธอกลายเป็น ‘คนเรื่องเยอะ’ ในขณะที่ ‘แฮม’ เพื่อนอีกคนที่ไม่กินหมูตั้งแต่เกิด คนในกลุ่มกลับยกย่องให้เป็น ‘สายเฮลตี้ (คนรักสุขภาพ)’ มารียัมได้แต่สงสัยว่าความแตกต่างระหว่างเธอกับแฮมคืออะไร 

ก็คงจะเป็นศาสนา

ถ้ามารียัมยังอยู่โรงเรียนที่นราธิวาส เธอก็คงจะได้หยุดไปหลายวันเพราะตรงกับช่วง ‘วันฮารีรายอ’ หรือบางคนก็เรียกว่า ‘วันอีฎิ้ลฟิตริ’ ซึ่งเป็นวันสำคัญสำหรับชาวมุสลิม นี่คือช่วงเวลาหลังสิ้นสุดเดือนรอมฎอนหรือเดือนถือศีลอด ชาวมุสลิมจะเฉลิมฉลองและเยี่ยมญาติ รวมไปถึงบรรพบุรุษกัน แต่พออยู่ในโรงเรียนที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโรงเรียนวีถีพุทธ วันรายอไม่มีความหมายกับที่นี่

แต่วันอื่นๆ อย่างวิสาขบูชา มาฆบูชา หรืออาสาฬหบูชา คือวันสำคัญสำหรับคนในโรงเรียนนี้ ซึ่งมารียัมก็ไม่คัดค้านอะไร แถมเธอยินดีที่จะทำงานจัดบอร์ดวันสำคัญเหล่านี้อีกด้วย ในบอร์ดนี้ประกอบไปด้วยข้อมูลของวันสำคัญของศาสนาพุทธและรูปพระพุทธเจ้า 

ระหว่างที่กำลังทำงานนี้แม่ของเธอดันไปเจอรูปพระพุทธเจ้าที่มารียัมบังเอิญทำหล่นไว้ นี่ก็คือเหตุผลที่แม่และมารียัมมีปากเสียงกัน แม่ถามมารียัมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่าตกลงแล้วเธอนับถือศาสนาอะไรกันแน่ ในขณะที่มารียัมมองว่า ถ้าแม่อยากให้เธออยู่ในกรอบศาสนา ก็ไม่ควรจะพาเธอมาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่แรก แต่ทั้งสองคนต่างรู้ดีว่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเธอต้องย้ายมาที่นี่ เพราะตอนยังอยู่นราธิวาสพ่อของมารียัมโดนระเบิดจนเสียชีวิต

“ยอมโดนระเบิดตายดีกว่า ดีกว่าอยู่ที่นี่แล้วเป็นตัวอะไรไม่รู้แบบนี้ว่ะ”

มารียัมพูดก่อนจะปิดประตูใส่หน้าม๊ะ เช้าวันต่อมาเธอยังคงแบกบอร์ดเจ้าปัญหานี้ไปโรงเรียนเหมือนเดิม แต่ก็จะออกจากบ้าน ม๊ะทักขึ้นมาว่า “แกอายุ 17 แล้วนี่” ระหว่างที่กำลังดูข่าวการครบรอบ 17 ปีของโศกนาฏกรรม 9/11 อยู่ นี่เป็นวันเกิดที่เธอไม่ชอบเอาเสียเลย

เมื่อเพื่อนๆ ในกลุ่มรู้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของมารียัม ก็พากันร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดให้ แต่อีกคนที่รู้ก็คือฟ้า ซึ่งฟ้าก็มอบของขวัญให้มารียัมด้วยการปา ‘เบคอน’ ใส่เธอ การกระทำนี้แม้จะทำให้มารียัมหัวเสีย แต่เธอก็ยังไม่ตอบโต้อะไร จนกระทั่งได้ยินประโยคหนึ่งออกจากปากฟ้า ที่ทำให้เธออดทนไม่ไหวอีกต่อไป

“ก็มารียัมเป็นโจรใต้ไม่ใช่หรอ พ่อมันน่ะโดนระเบิดพลีชีพจนตาย”

ความอดทนของมารียัมหมดลงหลังจากที่ฟ้าพูดประโยคนี้ เรื่องราวจบลงที่ทั้งสองต่างก็ลงไม้ลงมือใส่กัน ซึ่งก็มีมือดีอัดคลิปไว้และนำไปเผยแพร่ และยังมีคอมเมนต์พฤติกรรมของมารียัมสารพัด เช่น “อิสลามเป็นแบบนี้กันหมดเลยหรอ” “สงสารผู้หญิงคนนั้น(ฟ้า)”

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่มารียัมเดินทางมาที่ที่ว่าการอำเภอและขอเปลี่ยนข้อมูลบนบัตรประชาชนใหม่ทั้งหมด เธอคิดว่าถ้าคนอื่นมีปัญหากับศาสนาที่เธอนับถือ หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตของเธอมากนักล่ะก็ เธอขอเปลี่ยนทุกอย่างใหม่หมดเลยแล้วกัน ฉากสุดท้ายนี้เราได้เห็นมารียัมแบบไม่ใส่ฮิญาบ ไม่เหลือคราบของคนเดิมที่เคยเห็นตอนต้นเรื่องอีกเลย

แต่เพราะมารียัมยังอายุไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเปลี่ยนข้อมูลทั้งหมดได้โดยปราศจากผู้ปกครอง ความตั้งใจนี้ของเธอจึงไม่สำเร็จ ก่อนมารียัมจะเดินออกจากที่ว่าการอำเภอ นายทะเบียนอำเภอถามเธอว่า

“มันถึงกับต้องเปลี่ยนกำพืดหมดจดขนาดนั้นเลยหรอ?”

เธอได้แต่คิด แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรไป

เหมารวม ตีตรา และอคติ

หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตอบคำถามว่าตกลงแล้วมารียัมชอบที่ตัวเองเป็นคนมุสลิมหรือไม่ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ การที่คนรอบตัวมีวิธีปฏิบัติกับเธอในแบบที่แตกต่างออกไปเพียงเพราะว่าเธอเป็นคนมุสลิม

มารียัมไม่เคยรู้มาก่อนว่านอกเหนือจากคนในชุมชนตัวเอง คนอื่นๆ จะมองว่าคนมุสลิมคือคนหัวรุนแรง คนเรื่องเยอะ ไม่ใช่แค่ในโรงเรียนนี้ที่มองคนมุสลิมแบบนี้ แต่ยังมีคนอื่นในโลกอีกมากมายที่ยังมีชุดความคิดเดิมๆ อยู่ เห็นได้ว่าทุกครั้งที่มีข่าวความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรือข่าวต่างประเทศที่พูดถึงเรื่องกลุ่มผู้ก่อการร้าย มารียัมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนสังคมประณามมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เธอก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคนในข่าวเลยแม้แต่นิดเดียว นี่คือเหตุผลที่เธอแทบจะไม่ฉลองวันเกิดของตัวเองเลย เพราะหลังจากวันโศกนาฏกรรม 9/11 คนทั้งโลกก็ตีตราเธอไปเรียบร้อยแล้ว

“แค่เพราะฉันใส่ฮิญาบบนหัว ทำไมมันถึงได้ไปหนักหัวคนอื่นจัง”

มารียัมกล่าวทิ้งท้าย การตีตราจากคนอื่นๆ ทำให้เธอสลัดผ้านี้ทิ้งออกไป

หนังเรื่องนี้ฉายเมื่อปี 2562 ผ่านมาเป็นเวลา 5 ปี เราก็ยังคงเห็นมุกปาเบคอนใส่คนมุสลิม หรือมุกคนมุสลิมกลัวหมูอยู่ เรื่องราวเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปในโลกแห่งความเป็นจริง และมีคนมุสลิมมากมายที่โดนการตีตราเหล่านี้แปะไว้บนหน้าของตัวเอง ทำให้พวกเขาไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้ มีบางคนสูญเสียความเป็นตัวเองไป และไม่กล้าบอกใครด้วยซ้ำว่าเป็นตัวเองเป็นคนมุสลิม 

ถึงคราวต้องมาตั้งคำถามกันแล้วว่า สังคมแบบไหนกันที่ไม่เปิดโอกาสให้แต่ละคนเป็นและใช้ชีวิตตามความเชื่อของตัวเอง

คนมุสลิมไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่โจร ไม่ใช่คนกลัวหมู แต่พวกเขาจะเป็นใครนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปรู้จักพวกเขาในมุมไหน ซึ่งทางที่ดีก็ควรทำความรู้จักคนมุสลิมในแบบที่พวกเขาเป็น ไม่ใช่แบบในความคิดของเราเอง

รับชม ‘I’m Not Your F***ing Stereotype’ ได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=s-vpdom1Z-Q