แกะดำ-โรคกรรม-ภาระสังคม : ถอดรหัสการตีตราด้านสุขภาพจิตในชาวเอเชีย ทำไมรุนแรงกว่าภูมิภาคอื่น?

“เป็นบ้าเพราะทำกรรมหนัก”

“ภาระสังคม”

“ตัวตลกที่ทำให้ตระกูลขายหน้า”

เชื่อไหมว่า ถ้อยคำตีตราเหล่านี้ เป็นคำที่ผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตชาวเอเชียมักเจออยู่เป็นประจำ และมักเจอจากสังคมแบบเอเชียๆ เท่านั้น

การตีตรา (Stigma) คือ การที่เราติดป้ายว่าสิ่งที่เรามีหรือสิ่งที่เราเป็นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี มีคุณค่าที่ด้อยกว่าหรือน้อยกว่าสิ่งอื่น ซึ่งการตีตราผู้มีความเจ็บป่วยด้านสุขภาพจิตมักเกิดจากการไม่เข้าใจว่าโรคและอาการป่วยนั้นเป็นอย่างไร ทำให้ผู้ป่วยเกิดความอาย ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ และไม่ได้รับการรักษา ซึ่งมีงานวิจัยจำนวนไม่น้อยที่ชี้ว่า การตีตราบุคคลที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเจ็บป่วยด้านสุขภาพจิต (People with Lived Experiences of Mental Illnesses ; PWLEs) ในทวีปเอเชียนั้น มักมีความเข้มข้นกว่าซีกโลกตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ

แล้วเหตุผลคืออะไร?

คนเอเชียไม่ว่าจะเกิดในประเทศไหนกลัวการเป็นแกะดำ สังเกตได้จากสังคมเล็กๆ อย่างห้องเรียนที่ครูส่วนใหญ่จะทำโทษนักเรียนด้วยการไล่ออกไปยืนหน้าห้อง แบบที่เราได้เจอในซีรีส์ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้แต่จากประสบการณ์ในการเรียนโรงเรียนไทย ซึ่งการลงโทษแบบนี้ไม่ได้สร้างแผลบนร่างกายเหมือนกับการตีด้วยไม้เรียว แต่ลึกๆ แล้วมันคือการสร้างความแตกแยกกับคนส่วนใหญ่ เด็กนักเรียนเลยกลัวการต้องไปยืนคนเดียวแบบโดดเดี่ยว แทนที่จะได้นั่งรวมกับเพื่อนๆ ในห้อง

นี่คือหนึ่งในตัวกระตุ้นให้เกิดการตีตราในสังคมเอเชียที่เรียกว่าวัฒนธรรมรวมกลุ่ม (Collectivist Culture) ที่ให้ความสำคัญกับบรรทัดฐานทางสังคมมากกว่าตัวเอง เราจึงรู้สึกว่าจะต้องทำอะไรที่ไม่แตกต่างจากคนอื่นมิเช่นนั้นจะกลายเป็นแกะดำของสังคม

ซึ่งการมีอาการป่วยทางใจนับเป็นความผิดปกติจากบรรทัดฐานทางสังคม

งานวิจัย The social construction of mental illness stigma amongst Asians: A systematic review and meta-ethnography โดย เอเทล เจ. ฮู (Athel J. Hu) จาก Saw Swee Hock School Of Public Health และทีมจาก National University of Singapore (NUS) ได้ทำการศึกษาเรื่องการตีตราผู้ป่วยทางสุขภาพจิตในสังคมเอเชีย และพบว่าการตีตราด้านสุขภาพจิตในเอเชียนั้นได้รับอิทธิพลอย่างมากจากปัจจัยทางสังคม วัฒนธรรม และการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เช่น การพูดคุย และการตีความหมายร่วมกัน ส่งผลให้เกิดการตีตราและการกีดกันผู้ป่วยออกจากสังคม

เราจึงอยากชวนไปสำรวจเบื้องหลังของการสร้างการตีตราผู้ป่วยทางสุขภาพจิตในเอเชียว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง มีเรื่องไหนที่เราไม่รู้สึกตัวว่าโดนสังคมหล่อหลอมมา?

อิทธิพลของชนชั้นนำและรัฐต่อการปลูกรากการตีตรา

คำว่า Asian Parent เป็นคำที่สื่อถึงวัฒนธรรมครอบครัวแบบเอเชียที่พ่อแม่มักเข้มงวดกับลูก เพราะอยากให้ลูกประสบความสำเร็จ เพื่อจะได้มีหน้ามีตาในสังคม เป็นชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล และสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า ซึ่งหลายต่อหลายครั้งความเข้มงวดของพ่อแม่ก็สร้างแผลใจให้ลูกไม่น้อย เพราะเมื่อลูกไม่เป็นไปดั่งหวัง แทนที่จะได้รับคำปลอบใจ Asian Parent จะใช้วิธีดุด่าลูกแทน

วัฒนธรรมครอบครัวดังกล่าวได้รับอิทธิพลมาจากคำสอนของขงจื๊อ เพราะในอดีตผู้นำในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะจีน ได้หยิบเอาปรัชญาคำสอนของขงจื๊อ (confucius) มาใช้ในการจัดระเบียบสังคมและควบคุมประชากรในประเทศให้ดำเนินไปในรูปแบบเดียวกัน เช่น การหยิบเรื่องลักษณะของบุคคลที่มีคุณธรรม (Characteristics of Virtuous Individuals) มาเป็นแนวทางให้คนในสังคมปฏิบัติตาม หากทำไม่ได้ถือว่าเป็นบุคคลที่ล้มเหลว

ซึ่งในวัฒนธรรมเอเชีย ชนชั้นนำ (Power Elites) และรัฐ มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการกำหนดบรรทัดฐานที่ส่งผลต่อความเชื่อและการปฏิบัติของชนชั้นใต้ปกครอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างการตีตราในสังคม เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างขัดกับกฎเกณฑ์อันดีที่เหล่าผู้มีอำนาจได้วางรากฐานเอาไว้

ถ้ามองเป็นสังคมขนาดเล็ก ชนชั้นนำเหล่านั้นเปรียบได้กับครูฝ่ายปกครองที่คอยเล็มผมนักเรียนไม่ให้ยาวเกินติ่งหู หรือใช้สำลีลบเครื่องสำอางที่เด็กแอบแต้มลงบนหน้าตัวเองพร้อมพร่ำบอกว่าเป็นเด็กเป็นเล็กไม่ต้องแต่งหน้า ทำให้เราในตอนนั้นเชื่อว่าการรักสวยรักงามเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ถ้าเด็กทำจะโดนคนอื่นในโรงเรียนมองว่าแก่แดด

เพราะฉะนั้นผู้ป่วยหลายคนที่ได้รับผลกระทบจากอาการทางพฤติกรรม (Behavior Symptom) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จึงถูกตีตราว่าเป็นตัวประหลาดของสังคมเมื่อแสดงอารมณ์ที่รุนแรงตามอาการของโรค เพราะขัดกับหนึ่งในลักษณะของบุคคลที่มีคุณธรรม อย่างการมีความสามารถในการควบคุมตัวเอง (self control)

มิหนำซ้ำคำสอนของขงจื๊อที่แพร่หลายในสังคมทำให้เกิดการตีตราผู้ป่วยจากคนใกล้ชิดอีกด้วย เพราะการมีลักษณะของบุคคลที่มีคุณธรรมถือว่า ‘เป็นหน้าเป็นตาของวงศ์ตระกูล’ เมื่ออาการป่วยทางใจเกิดขึ้นในครอบครัว สังคมเอเชียที่มีวัฒนธรรมรวมกลุ่มจะตีตราครอบครัวด้วย เช่น เป็นครอบครัวที่สืบทอดเลือดชั่ว หรือ พ่อแม่ล้มเหลวในการเลี้ยงดูบุตรหลานของตน ท้ายที่สุดแล้ว เพื่อรักษาหน้าตาทางสังคมและชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล ผู้ป่วยหลายต่อหลายคนจึงโดนขับออกจากบ้าน

เมื่อเวลาผ่านพ้นไป แนวความคิดตามฉบับขงจื๊อในเรื่องการทุ่มเทอย่างหนักในการทำงานและการขยันหมั่นเพียรถูกรวมเข้ากับเรื่องทุนนิยมอย่างลงตัว ก่อให้เกิดการศึกษาในยุคปัจจุบันที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ด้านวิชาการเพื่อสถานะทางสังคม ทำให้ชาวเอเชียมีความเชื่อร่วมกันว่า ‘คุณค่าของคนอยู่ที่การศึกษา’ เราจึงมักเห็นภาพการติวสอบอย่างเข้มข้นของเด็กๆ ในระบบการศึกษา โดยมีเป้าหมายเป็นการเข้าสถาบันการศึกษาเบอร์ต้นของประเทศ ต่างกับวัฒนธรรมของประเทศตะวันตกที่การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเป็นทางเลือกหนึ่งของชีวิต ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทหรือต้องเรียนก็ได้

เพราะฉะนั้น บุคคลที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเจ็บป่วยด้านสุขภาพจิต อย่างเด็กๆ ที่ฆ่าตัวตายเพราะความเครียดจากการแข่งขัน จึงถูกมองว่าล้มเหลวด้านการศึกษา เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทั้งๆ ที่ความเครียดนับเป็นปัญหาสุขภาพจิตอย่างหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ

ซึ่งแนวความคิดที่ผสมผสานระหว่างปรัชญาของขงจื๊อและระบบทุนนิยมนี้นำไปสู่กรอบความคิดที่มีชื่อว่า อะไรสำคัญที่สุด (What matters most) โดย Lawrence H. Yang นักวิจัยจากภาควิชาระบาดวิทยา มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Department of Epidemiology, Columbia University) ที่ชี้ว่าผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตถูกตีตราเมื่อทำอะไรก็ตามขัดกับคุณค่าที่สังคมนั้นๆ ยึดถือ

ปรัชญาของขงจื๊อและระบบทุนนิยมสร้างคุณค่าทางสังคมที่เชื่อว่า การเรียบจบในสถาบันที่มีชื่อเสียง และสามารถหาเงินเลี้ยงดูจุนเจือตัวเอง แต่งงานสร้างครอบครัว และเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า เป็นหลักปฏิบัติที่ทุกคนต้องทำให้ได้ ทำให้เกิดกรณีของผู้อพยพชาวจีนในสหรัฐฯ เผยว่าตนถูกสังคมรอบข้างที่เป็นคนเอเชียด้วยกันและครอบครัวตีตรา เพราะเขามีอาการป่วยทางจิตเวชและไม่สามารถทำงานหาเงินได้

หรืออย่างในประเทศไทย เรามักได้ยินเสมอว่าการได้รับราชการ ใส่ชุดสีกากี คืออาชีพที่ใครต่อใครต่างใฝ่ฝัน และถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับวงศ์ตระกูล ลูกหลานชาวไทยหลายต่อหลายคนจึงแบกรับความหวังของพ่อแม่และเข้าสอบคัดเลือกราชการ ทว่าก่อนที่ระเบียบโรคอันเป็นลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการจะถูกแก้ไขในปี 2566 โรคจิต (Psychosis) หรือโรคอารมณ์ผิดปกติ (Mood Disorders) เป็นหนึ่งในโรคต้องห้าม ซึ่งนิยามของคำว่าโรคจิตนั้นกว้าง ทำให้มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ฝันสลายเพราะทำให้ครอบครัวผิดหวัง ทั้งที่อาการป่วยไม่ควรถูกตีตราว่าเป็นความล้มเหลวในชีวิต

อิทธิพลของศาสนาต่อมุมมองด้านสุขภาพจิต

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลามีใครป่วยใจ คำแนะนำที่พวกเขาได้รับคือให้เข้าวัดทำบุญ แทนที่จะไปหาจิตแพทย์?

ศาสนามีผลต่อการดำเนินชีวิตของคนส่วนใหญ่ในหลายประเทศ และมีการหยิบเอาหลักศาสนาเป็นแนวทางในการจัดระเบียบสังคมว่าเรื่องอะไรที่ทำได้ เรื่องอะไรที่ห้ามทำ อย่างในประเทศไทยก็มีการหยิบเอาการปฏิบัติในศาสนาพุทธอย่าง ‘ศีลข้อที่ 5 : งดเว้นสุราและสารเสพติด’ มาจัดตั้งเป็นกฎหมายห้ามขายเหล้าเบียร์ในวันพระ ซึ่งเป็นวันที่ทุกคนควรเข้าวัดทำบุญ และถ้าเราละเมิดกฎหมายข้อนี้ก็จะได้รับการลงโทษทางกฎหมายและทางศาสนาด้วยการเก็บไปเป็นแต้มบาปที่ต้องชดใช้ในอนาคต

การตีตราในประเทศเหล่านี้มักเกิดขึ้นจากคำสอนของผู้นำศาสนาและการยึดถือของคนในศาสนา ซึ่งเรื่องสุขภาพจิตในมุมมองของศาสนามักถูกตีความว่าเป็นเรื่องลบ เพราะอยู่นอกเหนือขอบเขตที่ศาสนานั้นๆ ได้ทำการนิยามหรือศึกษาเอาไว้

ศาสนาพุทธไม่ได้มีข้อบัญญัติใดๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพจิต แต่มีคำสอนหลักเกี่ยวกับกฎแห่งกรรม ทำอย่างไรมักได้อย่างนั้น จึงมีการใช้กรอบความคิดนี้ตัดสินว่า ผู้ป่วยจิตเวชไม่ว่าจะเป็นโรคใดก็ตามคือผู้มีกรรม เคยทำกรรมชั่วไว้ในอดีตชาติ ผลกรรมจึงสัมฤทธิ์ในชาตินี้ และการตีตราโรคทางสุขภาพจิตเป็นโรคกรรมยังตีตราไปยังครอบครัวของผู้ป่วยอีกด้วย เพราะมักมีแนวคิดว่า การมีผู้ป่วยจิตเวชภายในบ้าน แปลว่าใครสักคนที่สืบสายเลือดนี้เคยทำบาปหนักเอาไว้ ผลกรรมจึงมาตกที่ลูกหลาน คล้ายกับความเชื่อทางศาสนาอิสลามของคนอินโดนีเซีย เพราะพวกเขาเชื่อว่า ผู้ป่วยจิตเวชคือคนบ้าที่ถูกผี ปีศาจ หรือญิน สิงสู่ จากการไปทำเรื่องที่ไม่ดีเอาไว้

สำหรับศาสนาฮินดู มุมมองที่สังคมมีต่อผู้ป่วยจิตเวชนั้นแตกต่างจากไทยและอินโดนีเซีย เพราะคนอินเดียเชื่อว่า ผู้ป่วยจิตเวชคือคนที่มีลักษณะบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ จึงไม่เหมาะที่จะนำมาเป็นคู่ครอง เนื่องจากการแต่งงานในศาสนาฮินดูคือ สันสการ (saṃskāra) หรือ ศีลศักดิ์สิทธิ์ที่ถวายแก่พระเจ้า การถวายของมีตำหนิให้พระเจ้าจึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม

ส่วนในบังกลาเทศที่นับถือบทบาทความเป็นแม่ กลับไม่เปิดพื้นที่ให้กับคุณแม่ป้ายแดงที่เป็นซึมเศร้าหลังคลอด เพราะมองว่าคนที่มีหน้าที่เป็นแม่จะต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง การป่วยทางใจจึงกลายเป็นการทำหน้าที่แม่ที่ไม่สมบูรณ์

แต่ไม่ว่าจะเป็นศาสนาไหน เมื่อมีเรื่องทางสุขภาพจิตเข้ามาเกี่ยวข้อง ศาสนามักได้รับหน้าที่ในการเข้ามาควบคุมจัดการ ทำให้การตีตรารุนแรงขึ้นไปพร้อมๆ กับอาการป่วยที่แย่ลง เพราะไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสม อย่างในไทยที่มักพบว่า คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วยทางใจคือ การเข้าวัดทำบุญ ไม่ใช่การปรึกษาจิตแพทย์ ทั้งที่วัดไม่ใช่โรงพยาบาล และพระไม่ใช่หมอ

เครื่องมือส่งต่อการตีตราคำที่ใช้กับเรื่องที่พูด

เรื่องสุขภาพจิตและการเจ็บป่วยทางใจไม่ใช่ปัญหาเฉพาะภูมิภาค แต่เป็นปัญหาระดับโลก อย่างในปัจจุบันที่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) เผย 1 ใน 8 ของประชากรโลกกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสุขภาพจิต คิดเป็น 970 ล้านคน เมื่อสื่อสารในระดับสากลเราจึงมีคำที่ใช้อธิบายผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตร่วมกันในทุกวัฒนธรรม เช่น ไร้ความสามารถ (Incapble) บ้า (Crazy) จิตใจ (Mental) อันตราย (Dangerous)

แต่สำหรับประเทศที่มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง กลุ่มประเทศเหล่านี้มักจะมีสำนวนที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยจิตเวชโดยอิงจากบริบททางวัฒนธรรมของตน

ประเทศจีน ประเทศที่มีประชากรเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภาษาของตัวเอง แถมยังมีภาษาท้องถิ่นที่หลากหลาย ทำให้คำที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตนั้นแตกต่างตามภูมิภาค เช่น ในเมืองที่ใช้ภาษาจีนกวางตุ้ง คำที่ใช้นิยามผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตคือ 黐線 (Chi Sin) แปลว่า สายไฟพันกันในหัว ซึ่งสายไฟในที่นี้หมายถึงเส้นประสาทที่อยู่ในสมอง ผู้ป่วยด้านสุขภาพในพื้นที่จึงถูกมองว่าเป็นคนที่สมองทำงานผิดปกติ

ส่วนคำที่ใช้นิยามผู้ป่วยสุขภาพจิตในภาษาจีนกลางคือคำว่า ‘can fei’ (พิการ) ‘fan tong’ (ไร้ประโยชน์) สะท้อนมุมมองว่าผู้ป่วยสุขภาพจิตเป็นภาระของครอบครัว เป็นคนที่คอยดูดกินทรัพยากรของคนในบ้าน เพราะผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่สามารถทำงานได้เท่ากับคนที่สุขภาพแข็งแรง

“ครอบครัวของฉันมองว่าฉันเป็นขยะ พวกเขาเรียกฉันว่าขยะ … พวกเขาบ่นว่าฉันไม่สามารถทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพได้ แม้ว่าฉันจะมีสุขภาพแข็งแรงดีก็ตาม” ผู้ตอบแบบสอบถามจากประเทศไต้หวัน

ส่วนในไทย เรามักจะได้ยินการเรียกผู้ป่วยจิตเวชว่าเป็นคนไม่เต็มบาท เกินบาท หรือคนขาดหุ้น (ภาษาใต้) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ป่วยสุขภาพจิตในมุมมองของวัฒนธรรมภาษาของไทย คือ คนที่มีอะไรบางอย่างขาดหรือเกินจาก ‘คนปกติ’

จุดหนึ่งที่น่าสังเกตในสังคมไทยคือ เรามักมีการหยิบเอาอาการหรือชื่อโรคทางสุขภาพจิตมาใช้เป็นถ้อยคำในการด่าเพื่อด้อยค่าคนอื่น เช่น เมื่อเห็นใครทำอะไรที่ผิดแปลกไปจากบรรทัดฐานของสังคมก็เรียกเขาว่าบ้า หรือเวลาเห็นใครเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หรือตัดสินใจกลับไปกลับมาก็เรียกเขาว่าไบโพลาร์ (Bipolar) ทั้งที่อาการของโรคไบโพลาร์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ส่งผลให้เกิดการส่งต่อความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับโรคทางจิตเวช

แต่พอมาถึงเรื่องโรคจริงๆ การบัญญัติชื่อโรคที่ไม่ครอบคลุมอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาการของโรคนั้นๆ ได้  ซึ่งอาจารย์เติ้น ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) ชวนตั้งคำถามไว้ว่า การตั้งชื่อโรคอย่างโรคซึมเศร้านับเป็นการตีตราด้วยหรือเปล่า เพราะภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘กดทับ (Depression)’

“คำที่เราสื่อ สิ่งที่เราเรียกใช้ มันก็สื่อถึงภาวะที่เรามี ที่ผ่านมาเรา (สังคมไทย) ใช้เวลานานกว่าจะยอมรับคำว่าซึมเศร้าได้ แต่ถ้ามันไม่ใช้คำว่า ‘ซึมเศร้า’ คนจะยอมรับโรคนี้เร็วขึ้น หรือใช้เวลาน้อยกว่านี้ไหม”

นอกจากนี้ เพราะการตีตราทางสังคมที่เกิดขึ้นในทวีปเอเชียยังเป็นผลพวงที่มาจากวัฒนธรรมรวมกลุ่มที่เน้นการมีส่วนร่วมในสังคมของกันและกัน การรวมกลุ่มของคนเอเชียจึงทำให้เกิดกระบวนการส่งต่อข้อมูลแบบปากต่อปาก เหมือนที่เรามักจะรู้เรื่องราวของคนทั้งซอยจากคุณพี่ช่างเสริมสวยแถวบ้าน ซึ่งกระบวนการส่งต่อข้อความแบบปากต่อปากนี้ มักละเมิดและลดทอนคุณค่าของความเป็นส่วนตัว

เรื่องสุขภาพจิต หรือปัญหาสุขภาพใจใดๆ จึงกลายเป็นหัวข้อต้องห้ามในการพูดถึง เพราะเมื่อไหร่ที่เผยปัญหาสุขภาพใจให้ใครฟัง ความเสี่ยงที่จะตกเป็นขี้ปากชาวบ้านนั้นแทบจะ 100% เรื่องสุขภาพใจที่ถูกสังคมมองอย่างไม่เข้าใจจะกลายเป็นหัวข้อนินทาว่าร้าย ทั้งที่ไม่ได้มีความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่

สื่อนี่แหละ ตัวตีตราชั้นดี!

จำได้ไหมว่าเรารู้จักผู้ป่วยจิตเวชครั้งแรกจากที่ไหน ใช่ละครหลังข่าวที่นำเสนอภาพคนสติไม่ดีที่ผมเผ้ารุงรัง พูดจาไม่รู้เรื่องหรือเปล่า?

เมื่อพูดถึงผู้ป่วยจิตเวช มีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่า ผู้ป่วยจิตเวช คือ ภัยของสังคม เพราะเป็นบุคคลอันตราย ไม่มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง เมื่อพบเจอผู้ป่วยมักรู้สึกไม่สบายใจ กลัวว่าจะไปเผลอกระตุ้นให้ผู้ป่วยคลุ้มคลั่ง และอยากให้โรงพยาบาลหรือใครสักคนจับผู้ป่วยจิตเวชไปขังเอาไว้เสียมากกว่า

ซึ่งทัศนคติที่อคตินี้ ไม่ได้เกิดจากการพบปะหรือสังเกตพฤติกรรมที่รุนแรงของผู้ที่มีประสบการณ์ปัญหาสุขภาพจิตโดยตรง แต่เกิดจากการเรียนรู้ผ่านสื่อ เรามักจะพบเห็นการผลิตซ้ำความเข้าใจที่ผิดและความคิดที่จะนำไปสู่การตีตราผ่านสื่อแขนงต่างๆ เช่น ข่าวอาชญากรรมที่มีการเปิดเผยว่าอาชญากรเป็นผู้ป่วย หรือภาพยนตร์ที่นำเสนอว่าตัวร้ายมีอาการทางจิต ทำให้ผู้ชมเกิดการเรียนรู้ผ่านสื่อว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีโอกาสที่จะก่ออาชญากรรม เป็นพวกควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี

เมื่อเกิดการเรียนรู้ดังกล่าว ทำให้คนจำนวนไม่น้อยหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมทางสังคมกับผู้ป่วยแม้ไม่แน่ใจว่าเขาป่วยเป็นโรคอะไร หรือป่วยจริงๆ หรือเปล่า เช่น รีบเดินหนีเมื่อเจอคนที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ซึ่งตรงกับภาพที่ละครมักนำเสนอบ่อยๆ

ถูกเขาทำร้ายเพราะใจเธอแบกรับมันเอง

คงไม่มีใครอยากตีตราตัวเอง แต่บางครั้งที่สังคมกรอกหูซ้ำๆ ว่าสิ่งที่เราเป็นคือสิ่งไม่ดี เราจึงเผลอเปิดช่องให้ความคิดเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อตัวเราเอง และทำให้เราตีตราตัวเองในท้ายที่สุด

ฮูชี้ว่า การตีตราตัวเองของผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตมักเกิดขึ้นจากการโอบรับถ้อยคำตีตรา และแนวความคิดเชิงลบจากสังคม ทำให้เชื่อว่าตัวเองเป็นอย่างที่สังคมบอก ซึ่งผู้ป่วยเรียนรู้ว่าตัวเองถูกกีดกันจากสังคมผ่านประสบการณ์ที่ได้รับ เช่น การปฏิบัติตัวของคนใกล้ชิดที่มีต่อตัวเอง จึงมักจบที่การยอมจำนนต่อการตีตรา หลีกเลี่ยงที่จะขอความช่วยเหลือ เช่น ไม่ไปพบแพทย์เพราะกลัวตกเป็นขี้ปากของสังคม

แต่มีผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเจ็บป่วยด้านสุขภาพจิตจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมจำนนต่อการตีตราของสังคม และปฏิเสธคำกล่าวหาว่าร้ายที่จะส่งผลต่อจิตใจของตัวเอง เพราะพวกเขามองว่าเราไม่ควรปล่อยให้การตีตราด้วยความเข้าใจผิดเป็นเรื่องปกติของสังคม

ผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเจ็บป่วยด้านสุขภาพจิตบางคนสามารถพลิกเรื่องหม่นหมองของอาการป่วยที่เป็นให้กลายเป็นด้านที่สดใส เต็มไปด้วยพลังบวก เช่น กรณีของมิราห์ (Mirah) ผู้ป่วยโรคล้วงคอ (Bulimia Nervosa) โรคที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการกินไม่หยุด แล้วพยายามเอาออกด้วยวิธีการต่างๆ อย่างการล้วงคอให้อาเจียนออกมา ซึ่งในขณะที่ผู้คนมองว่าโรคนี้เป็นโรคน่าอาย มิราห์กลับมองว่าเธอสนุกกับการกิน ต่อให้ต้องอ้วกออกมาก็ตาม

“การกินจุกจิกคือตัวตนที่แท้จริงในชีวิตของฉัน ฉันสนุกกับการกิน แล้วก็สนุกกับการอ้วกด้วย มันเหมือนฉันกำลังทำอะไรสักอย่างที่ต่อต้านธรรมชาติ”

มิราห์ ผู้ตอบแบบสอบถาม

การตีตราผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตในเอเชียเกิดจากการสะสมของแนวคิดและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมต่อผู้มีปัญหาสุขภาพจิตในอดีต เมื่อแนวคิดเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันต่าง ๆ และวัฒนธรรมแบบกลุ่มนิยม ก็กลายเป็นการตีตราทางวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกในสังคม การตีตราเหล่านี้ถูกส่งต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านภาษา สื่อ และการบอกเล่าปากต่อปาก จนกลายเป็นความเชื่อที่ฝังรากลึกในสังคม และท้ายที่สุดก็ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกถูกตัดสิน และตีตราตัวเองด้วยความเชื่อเหล่านั้นที่สังคมมอบให้

สังคมจึงต้องเริ่มปรับเปลี่ยนความคิดเพื่อลดการตีตรา ซึ่งการจะแก้ไขวันนี้ให้สำเร็จในวันพรุ่งนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะการถอนรากถอนโคนทางความคิด (Unlearn) เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่หากไม่เริ่มทำ ไม่เริ่มเปลี่ยน การตีตรานี้จะคงอยู่กับสังคมตลอดไป และผู้ป่วยไม่ว่าจะหน้าเก่าหรือหน้าใหม่จะต้องเผชิญความเจ็บปวดนี้โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

อ้างอิง