กว่าจะถึงโรงพยาบาลจิตเวช : ชมรม ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ พาฝ่าอุปสรรคทางใจและการเดินทางจาก ‘หน้าบ้าน’ จนถึง ‘โรงพยาบาลจิตเวช’

ถ้าวันหนึ่งเราต้องเดินทางไปโรงพยาบาลจิตเวชในฐานะผู้ป่วย คุณคิดว่าการเดินทางนั้นจะยากและแตกต่างจากการเดินทางไปในฐานะคนทั่วไปไหม?

เพื่อตอบคำถามนี้ เราจึงเดินทางไปหา ‘ป้าจิต’ วศินี ฤทธิ์ศรี และ ‘ลุงตือ’ ธงชัย ติวาสนันท์ แห่งชุมชนศิริเกษม ย่างบางแค สองคู่หูวัยเกษียณที่ผันตัวมาเป็นประธานชมรมและกรรมการชมรมชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน ‘ชุมชนศิริเกษมรวมใจ’ ภายใต้การสนับสนุนจากสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ป้าจิตเคยพาตัวเองและพาสมาชิกชุมชนเดินทางไปโรงพยาบาลจิตเวชมาแล้วหลายสิบคน ส่วนลุงตือเป็นสารถีที่สมาชิกชุมชนวางใจให้คอยขับรถคันเก่าแต่เก๋าส่งผู้คนเข้ารับการรักษาอย่างปลอดภัย รวมทั้งขับรถขนของกินของใช้ไปเยี่ยมเยียนตามดูแลอาการสมาชิกชุมชนหลังออกจากโรงพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ

จากซ้ายไปขวา ลุงตือ (ธงชัย ติวาสนันท์), ป้าจิต (วศินี ฤทธิ์ศรี), ป้าวรรณ (วรวรรณ ทัพกระจาย)

“คนที่ไปรับการรักษาคือคนที่มีความหวังนะ เพราะถ้าไม่มีความหวังใจมันก็ไม่เอาอะไร ไม่แม้แต่จะอยากอยู่ ไม่ต้องพูดเรื่องไปหาหมอ กินยาเลย”

ประโยคนี้ผุดขึ้นมาระหว่างการสนทนาซึ่งสะท้อนประสบการณ์ทำงานกับผู้ป่วยจิตเวชมาอย่างยาวนานของป้าจิตทำให้เราสงสัยว่าถ้าความหวังเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางเข้าไปรับการรักษาแล้ว จากหน้าบ้านจนถึงโรงพยาบาลพวกเขาต้องใช้ความหวังขนาดไหนและใช้ความหวังไปกับอะไรบ้าง 

เราจะพาคุณไปสำรวจทุก ‘ก้าว’ ที่ผู้ป่วยจิตเวชในกลุ่มคนจนเมืองต้องผ่าน ทั้งก้าวแรกที่ต้องเอาชนะความกลัว ก้าวระหว่างทางที่ต้องใช้ความอดทน และก้าวสุดท้ายที่ต้องใช้ความวางใจในกระบวนการรักษา

หน้าบ้าน : เอาชนะความกลัว

ก้าวแรกก่อนจะออกเดินทางไปรักษาอาการจิตเวชของหลายคนคือการก้าวออกจากประตูหน้าบ้าน ป้าจิตบอกว่าก้าวแรกเป็นก้าวที่สำคัญที่สุด มีบางบ้านที่ก้าวข้ามความอายและความกลัวจากการถูกมองและการตีตรา ก้าวแรกจึงต้องอาศัยทั้งความกล้าของผู้ป่วยและความเชื่อมั่นจากครอบครัวและเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของเส้นทางการรักษา แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะก้าวได้พ้น บางคนยังคงติดอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ด้วยความกลัว ความกดดัน และความเปราะบางที่ยากจะอธิบายให้ใครเข้าใจ สำหรับบางคนที่อาศัยอยู่คนเดียว หรือ เป็นสมาชิกชุมชนที่เป็นแรงงานจากต่างถิ่น ต้องใช้แรงสนับสนุนจากสมาชิกชุมชนที่เป็นอาสาสมัคร

“บางทีก็ต้องทำทีว่าชวนเขาไปทำธุระเป็นเพื่อน ให้เขาซ้อนมอ’ไซต์ของเรา ก็ขับไปเรื่อยจนใกล้จะถึงโรง’บาล เขาจะเริ่มถามเรา ว่าพามาทำไม แต่เราก็ยังไม่เฉลยนะ ก็บอกไปว่ามาทำธุระ เราก็จะพาเขาไปดูข้างในโรงพยาบาล พอเขาเห็นว่า ทุกคนดูปกติดี ทำงานได้เหมือนเขาเลย เราก็ค่อยเฉลยว่าใครบ้างที่อยู่ในการรักษา แล้วเราก็ค่อยบอกเขาว่า เนี่ยเพราะคนพวกนี้เขาเข้ารับการรักษาเลยใช้ชีวิตได้ปกติ ครั้งแรกอาจจะไม่สำเร็จ หลังๆ เขาก็ขอไปด้วย จนสุดท้ายยอมรับการรักษา มันใช้เวลานะ แต่ป้าไม่เคยบังคับใคร ค่อยๆ ให้เขาเรียนรู้เอง จนอยากรักษาเอง อันนี้จะดีกับตัวเขา”

ก้าวแรกอีกรูปแบบหนึ่งที่ป้าจิตเคยพบเจอคือการที่ผู้ป่วยมีอาการหวาดระแวงจนทำร้ายคนในชุมชนหรือทำอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่นในหลากหลายรูปแบบทั้งเผาบ้าน ตะโกนคำหยาบคาย เดินเตร็ดเตร่อยู่ในชุมชน  ซึ่งกรณีนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมตัวเพื่อไปส่งที่โรงพยาบาล 

“ตอนป้าเริ่มลงชุมชนแรกๆ  คนในครอบครัวเขาก็ไม่อยากจะพาลูกไปรับการรักษา เราไปแนะนำวิธี แนะนำสิทธิผู้ป่วยเขาก็ไม่ไว้ใจ บางคนก็ปล่อยลูกไว้จนอาการหนัก คลุ้มคลั่งร้องตะโกนในบ้าน เผาบ้านก็มี”

วันที่เราไปพูดคุยกับป้าจิตตรงกับวันที่ประธานชุมชนและอาสาสมัครออกไปเยี่ยมสมาชิกชุมชนพอดี เราจึงได้เห็นกิจกรรมเสริมสร้างกำลังใจในการเข้ารับการรักษา  ตั้งแต่บ่ายโมงป้าจิต ลุงตือ เจ้าอาวาสและอาสาสมัครคนอื่น ๆ ตระเวนเดินทางไปถึงหน้าบ้านของแต่ละผู้ป่วยแต่ละคนเพื่อมอบของกินของใช้พร้อมทั้งถามไถ่อาการและความเป็นอยู่ ส่งคำพูดให้กำลังใจในการไปตามนัดหมอครั้งต่อไป ทำให้เราเห็นว่าหน้าบ้านของแต่ละคนมีความแตกต่างกันมากแค่ไหน หน้าบ้านของบางคนอยู่ในพงหญ้าที่ต้องเดินลึกเข้าไป บางบ้านอยู่ในซอยสลับซับซ้อนห่างไกลจากถนนใหญ่มากจนจำทางออกไม่ได้

“หนูคิดดูนะ ว่าขนาดเราอยากไปหาเขาขนาดนี้ยังต้องใช้ทั้งเวลาและกำลังใจในการเดินทางแล้ว แล้วคนที่เขาป่วยมันยากกับเขาเท่าไรกว่าจะออกจากบ้านได้”

ทางเข้าบ้านที่ต้องข้ามคลอง
ทางเข้าบ้านที่เป็นพงหญ้า
มุมหน้าบ้านในชุมชนคลองเตยที่มีรางรถไฟ
ทางเข้าบ้านที่อยู่ในซอยที่ซับซ้อน

ระหว่างทาง : ต้องใช้ความอดทน 

หลังจากผ่านก้าวแรกมาแล้ว หลังเข้ารับการรักษาพวกเขายังคงต้องก้าวเดินอย่างต่อเนื่องในการเข้ารับการรักษา ป้าจิตเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ยินจากครอบครัวผู้ป่วยว่า

“ใช้รถสาธารณะมันยากสำหรับบางคนมากนะ กว่าเขาจะฮึดไปขึ้นรถเมล์ได้ ต้องไปให้ตรงเวลาใช่มั้ย เพราะรถเมล์มันจะมาเป็นรอบๆ แต่อาการมันไม่เลือกเวลาไง เราก็ต้องมาซ้อมขึ้นรถเมล์จนกว่าจะได้ไปจริง”

ยิ่งไปกว่านั้นการนั่งรถเมล์ที่ดูเหมือนจะไม่มีอุปสรรคอะไรสำหรับคนทั่วไปกลับซ่อนความน่ากังวลสำหรับผู้ป่วยจิตเวชไว้

“มันก็นั่งนานนะ นั่งรถเฉยๆ ไม่มีอะไรทำ มันก็คิดไปเรื่อยไง ในใจเขาจะคิดอะไรเราไม่รู้หรอก แล้วยิ่งบางทีระหว่างทางมีคำพูด มีเหตุการณ์อะไร หรือแค่มีสายตาจากคนอื่นที่มันกระทบจิตใจเขา ก็ต้องกลับบ้านมาเริ่มต้นใหม่อีก ไปไม่ถึงโรง’บาล บางคนก็ไม่อยากไปอีก ก็ต้องไปแท็กซี่ตลอดให้คนพาไป ค่าใช้จ่ายมันก็ตามมา”

รถสาธารณะหลากหลายประเภทที่ให้บริการในชุมชน

การเดินทางเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นการเดินทางเป็นทีมมากกว่าฉายเดี่ยว นอกจากเรื่องพลังใจแล้ว การเดินทางไปรับการรักษายังต้องใช้ต้นทุนทางเวลาและเงินของคนสองคนหรือมากกว่านั้นในบางบ้าน แม้จะมีสิทธิ์เบิกค่าเดินทางสำหรับผู้ป่วยจากกองทุน แต่สิทธิ์นั้นไม่ครอบคลุมถึงคนพาไป

“ค่าเดินทางเบิกกองทุนได้ แต่มันเบิกได้แค่ของคนป่วยไง บางทีมันก็ไม่จูงใจคนพาไปนะ เพราะเขาต้องหยุดงานพาไป มันเสียทั้งเวลา เสียเงินเขา”

ป้าจิตสะท้อนถึงสภาพปัญหาที่พบเห็น อุปสรรคในประเด็นนี้ทำให้การพาผู้ป่วยไปรับการรักษาต่อเนื่องเป็นเรื่องที่ผู้ดูแลหลายคนหลีกเลี่ยง การเดินทางไปโรงพยาบาลจิตเวชสำหรับผู้ป่วยจิตเวชและผู้ดูแลไม่ได้มีแค่เรื่องระยะทาง แต่ยังเป็นการเดินทางที่ต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความช่วยเหลือจากระบบที่ยังไม่รองรับความท้าทายเหล่านี้อย่างเพียงพอ


โรงพยาบาลจิตเวช : ก้าวสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัยที่บางคนไปไม่ถึง

ลุงตือกำลังขับรถไปเยี่ยมเยียนสมาชิกชุมชน รถคันนี้พาผู้ป่วยนับไม่ถ้วนไปส่งโรงพยาบาล

ก้าวสุดท้ายก่อนเข้าสู่โรงพยาบาลจิตเวชในฐานะผู้ป่วย ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับหลายคน มันเต็มไปด้วยความกลัว ความอาย และความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินจะอธิบาย ลุงตือเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ที่สะท้อนถึงความเปราะบางนี้ 

“บางคนลุงขับพาไปถึงหน้าโรง’บาลแล้วให้เลี้ยวกลับออกมาก็มี มันหลายอย่างในใจ เขาทั้งกลัว ทั้งอาย ทั้งโกรธ ต้องใช้เวลา”

คำพูดนี้ทำให้เราเห็นภาพว่า แม้จะอยู่แค่เอื้อมจากจุดหมาย แต่หลายคนกลับหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูด้วยความรู้สึกที่อธิบายได้ยาก ป้าจิตซึ่งเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว เล่าถึงความสำคัญของการให้ความหวังในขั้นตอนนี้ “บางคนติดภาพไม่ดีแบบในละคร แต่เราให้ความหวังเขา เข้าโรงพยาบาลไม่ใช่ว่าจะโดนขังอยู่ในนี้ตลอด แต่จะทำให้เขาดีขึ้น ๆ แล้วกลับไปใช้ชีวิตได้” 

กว่าจะพาสมาชิกในชุมชนเดินทางไปสู่โรงพยาบาลจิตเวชด้วยความหวังและความมั่นใจ ต้องผ่านการสร้างความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง โดยป้าจิตกับลุงตือในวัยเกษียณที่มีเวลาว่างมากพอในแต่ละวันแวะเวียนไปถามไถ่ความเป็นอยู่พร้อมของฝากติดไม้ติดมือ เช่น ของกิน ของใช้ อย่างสม่ำเสมอและคอยย้ำเตือนถึงสิทธิด้านการรักษาพยาบาลเพื่อสร้างแรงจูงใจให้พวกเขาอยากจะไปโรงพยาบาลหรือบางครั้งก็จัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องสุขภาพจิตโดยร่วมมือกับเจ้าอาวาสที่วัดประจำชุมชน ลุงตือเล่าให้ฟังว่าโดยปกติคนในชุมชนก็มาวัดทำบุญเพราะมีเรื่องไม่สบายใจอยู่แล้ว ลุงตือก็จะคอยให้ข้อมูลกับพระในวัดเพื่อประชาสัมพันธ์บริการสุขภาพจิตตามสิทธิประเภทต่าง ๆ เช่น ประกันสังคม สิทธิ 30 บาท และถ้าใครอยากจะใช้บริการก็เชิญชวนให้สมาชิกชุมชนติดต่อมาที่ชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน 

ในแง่หนึ่งก้าวสุดท้ายนี้จึงเหมือนก้าวแรกในการกลับมามีชีวิตที่ต้องใช้ความกล้าในการพลิกชีวิตจากความกลัวและความอาย ไปสู่ความหวังและการยอมรับตัวเอง แม้จะเป็นก้าวที่เต็มไปด้วยอุปสรรค แต่เมื่อผ่านพ้นได้มันคือก้าวแรกของการเดินทางไปสู่ชีวิตใหม่ของหลายคนโดยเฉพาะกลุ่มคนจนเมือง 

การเดินทางจาก ‘หน้าบ้าน’ ไปจนถึง ‘โรงพยาบาลจิตเวช’ ไม่ใช่เพียงแค่ระยะทางทางกายภาพที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านการเงิน แต่เป็นระยะทางทางใจอีกด้วยที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน การออกแบบเส้นทางที่สะดวก ปลอดภัยทั้งทางใจและทางกายก็เป็นอีกหนึ่งการสนับสนุนให้คนจนเมืองได้เข้าถึงบริการสุขภาพจิตอย่างเท่าเทียม การเดินทางครั้งนี้จะไม่ใช่แค่เส้นชัยสำหรับผู้ป่วย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่พวกเขาจะได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและชุมชนอย่างเข้มแข็งและมีคุณค่า