ไม่ได้ต่างกันเพียง ‘ชั้น’ แต่ความเป็น ‘ฉัน’ ก็เช่นกัน : สำรวจความหลากหลายใน FLAT Girls ตั้งแต่เมียตำรวจยศดี จนไปถึงแซฟฟิกที่หาตัวเองไม่เจอ

เนื้อหาต่อไปนี้เปิดเผยบางส่วนของภาพยนตร์แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่างเรา (FLAT Girls)

แฟลตตำรวจ คือ ที่อยู่อาศัยที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสวัสดิการแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการออกแบบที่ง่าย ไม่ซับซ้อน ห้องแต่ละห้องมีขนาดที่เท่ากัน เมื่อมองจากภายนอก ไม่ว่าจะมุมไหนก็ดูเหมือนกันไปหมด

แต่ความเท่ากันของสถานที่นี้กลับซ่อนความแตกต่างเอาไว้  ‘แคลร์ จิรัศยา วงษ์สุทิน’ ในฐานะที่ลูกสาวตำรวจที่อาศัยอยู่แฟลตมากกว่าครึ่งชีวิต และผู้กำกับ รวมถึงคนเขียนบทของภาพยนตร์เรื่องนี้ บอกว่าตอนที่ยังเด็ก เธอไม่ได้รู้สึกว่าครอบครัวตัวเองและครอบครัวของเพื่อนๆ ที่เติบโตภายใต้แฟลตเดียวกันมีความแตกต่างด้านฐานะ แต่พอโตมาถึงเข้าใจว่ามันไม่เหมือนกัน

แฟลตเกิร์ลจึงเป็นภาพยนตร์ที่ผู้กำกับพาเราเข้าไปสำรวจมุมมองของความหลากหลาย (และไม่เท่าเทียม) ที่เกิดขึ้นในสังคมแฟลตตำรวจ พร้อมส่งสารว่าความแตกต่างภายในนั้นมีมากกว่าเลขชั้น เพราะยังมีเรื่องระยะห่างของชีวิต ความสัมพันธ์ และความฝัน

ความเปราะบางของฐานะด้านการเงิน

“น้องเจนจะเข้าใจอะไร ก็บ้านน้องเจนมีทุกอย่าง”

แฟลตเกิร์ล มีตัวละครคือ ‘เจน’ และ ‘แอน’ สองสาวลูกตำรวจที่มีช่วงวัยไล่เลี่ยกัน เติบโตมาด้วยกัน โรงเรียนก็เรียนที่เดียวกัน กลับมาที่แฟลตก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปตีแบดด้วยกัน บางคืนเจนก็ไปนอนที่ห้องของแอนในตำแหน่งที่เจ้าตัวแอบเอาปากกาเขียนไว้ว่า ‘เจนจอง’

สำหรับแอน เธอมี ‘น้องเจน’ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ชีวิตของเจนมี ‘พี่แอน’  มาตั้งแต่เกิด เพราะรูปแรกเกิดของเจนมีพี่แอนอยู่ในภาพเสียด้วยซ้ำ

ความฝันแรกเริ่มของสองสาวจึงเป็นการอยู่ด้วยกันตลอดไป (จนกว่าพ่อของทั้งคู่จะเกษียณ) แต่เมื่อเติบโตและก้าวสู่ช่วงวัยรุ่น แอนและเจนกลับเจอความจริงของโลกกระแทกหน้าเข้าอย่างจัง และรู้ดีว่าพวกเธออาจไม่ได้อยู่ด้วยกันอย่างที่หวัง เพราะทั้งเจนและแอนโตพอที่จะเข้าใจความแตกต่างที่เรียกว่าฐานะทางการเงินของแต่ละครอบครัว

แม้จะอยู่ในสถานที่แบบเดียวกัน ด้วยเงื่อนไขการเข้าอยู่อาศัยที่ไม่ต่างกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าตำรวจทุกคนที่ได้รับสวัสดิการจากพื้นที่นี้จะมีสถานะที่เท่าเทียมกัน เพราะแต่ละยศ แต่ละระดับ มีอัตราเงินเดือนที่แตกต่าง เช่น ยศจ่าสิบตำรวจมีอัตราเงินเดือนเริ่มต้นที่ 8,610 บาท แต่ดาบตำรวจเริ่มต้นที่ 14,030 บาท

ซึ่งฐานะทางการเงินของแต่ละครอบครัวก็ไม่ได้มาจากเงินเดือนของหัวหน้าครอบครัวเพียงลำพังเท่านั้น เพราะตำรวจบางคนก็รับจ๊อบเสริมอย่างการเข้าเวรแทนเพื่อน แบบที่ตอง ตำรวจหนุ่มที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ หรืออาตองเข้าเวรแทนพ่อของเจน ตลอดจนการที่ตำรวจบางคนแอบทำเรื่องผิดกฎหมายอย่างการรับเงินใต้โต๊ะ

เจน เป็นเด็กผู้หญิงผมสั้น บุคลิกห้าว เติบโตมาในแฟลตชั้นบนของพ่อที่เป็นตำรวจยศสูง ส่วนแม่ของเจนก็เป็นเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบของคนในแฟลตที่ไม่ว่าใครก็ต้องเกรงใจ สถานะทางการเงินที่แสดงออกผ่านการแต่งตัวของแม่ รถที่พ่อขับ หรือแม้แต่การตกแต่งห้องพักด้วยเฟอร์นิเจอร์หรู ตลอดจนการวางแผนซื้อบ้านใหม่ของครอบครัวที่รู้กันไปทั่วแฟลต ทำให้ตัวละครเจนเป็นตัวแทนของเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะดี

เจนจึงอยากเป็นเด็กตลอดไป เพื่อจะได้อยู่ที่นี่อีกนานๆ เพราะไม่ได้มองว่าการอาศัยอยู่ในแฟลตเป็นเรื่องยากลำบาก แถมยังได้อยู่กับเพื่อนๆ ที่เติบโตมาด้วยกัน 

ต่างกับแอน เด็กผู้หญิงผมยาวผู้มีความฝันที่จะได้เป็นแอร์โฮสเตสเพื่อท่องเที่ยวทั่วโลก แต่การที่พ่อของเธอจากโลกนี้ไปในหน้าที่ ไม่เพียงพรากกำลังสำคัญในการหาเงินเพียงหนึ่งเดียวของบ้านไปเท่านั้น แต่ยังพรากสิทธิในการอยู่อาศัยในแฟลตนี้ไปด้วยเช่นกัน แอนและแม่จึงต้องกระเตงน้องอีก 3 คนบากหน้าไปขอผู้กำกับประจำสน.อยู่อาศัยในแฟลตห้องเดิมไปวันๆ เพราะไม่มีปัญญาหาที่ซุกหัวนอนใหม่ มิหนำซ้ำแอนยังต้องขึ้นมาเป็นเสาหลักของบ้านในการหาเงินผ่านการรับจ้างจิปาถะทั่วไปอย่างการช่วยแม่ของเจนขนกระถางต้นไม้ การขายของในงานของชุมชน ตลอดจนการช่วยแม่รับจ้างซักรีดเสื้อผ้าของคนในแฟลต

แอนจึงอยากออกไปจากที่นี่ เพราะสภาพสังคมที่เธอต้องเผชิญทำให้แอนรู้สึกไร้ซึ่งอิสระ ความสุขเดียวที่แอนมีภายใต้แฟลตตำรวจแห่งนี้จึงมีเพียงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเพื่อนๆ เท่านั้น

ความแตกต่างของฐานะสะท้อนให้เห็นผ่านวิธีคิดของเด็กทั้งสอง เพราะต่อให้จะเติบโตมาด้วยกันและมีช่วงวัยที่ไล่เลี่ยกัน แต่ความคิดเห็นของเด็กสาวทั้งสองกลับต่างกันโดยสิ้นเชิง

ฉากหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้านมุมมองของการใช้เงินของทั้งคู่ คือ ฉากกลับบ้านที่อยู่ในต้นเรื่อง ในขณะที่แอนไม่ยอมขึ้นรถตุ๊กตุ๊กเพราะคนขับแต่ละคันต่างเรียกเก็บค่าโดยสารที่ 60 บาท ซึ่งแพงกว่าปกติที่เธอเคยขึ้น 10 บาท เจนกลับบอกว่า 60 กับ 50 เป็นตัวเลขที่ต่างกันเพียงนิดเดียว

สังคมชายเป็นใหญ่ที่ผลักให้เมียตำรวจเป็นเพียงไม้ประดับ

แฟลตอยู่บนพื้นฐานการสร้างบนแบบแปลนที่เรียบง่าย ไร้ซึ่งความแตกต่าง ทำให้หน้าตาของประตูแต่ละบานในแฟลตเหมือนกันทุกระเบียบนิ้ว ต่างกันเพียงป้ายชื่อหน้าห้องที่ระบุว่าเป็นห้องของครอบครัวไหน หากอยากสร้างความแตกต่างที่สะดุดตา คงจะต้องหาไม้ประดับมาวางเรียงหน้าห้องแบบบ้านเจน

ไม้ประดับ หมายถึงพืชที่ปลูกไว้เพื่อประดับตกแต่งอาคารบ้านเรือนให้มีความสวยงาม เจริญหูเจริญตามากขึ้น ทว่าสำหรับแฟลตตำรวจ ไม้ประดับของสถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงพืชพันธุ์หลากสีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้หญิงที่มีสถานะเป็น ‘เมียตำรวจ’ อีกด้วย

เงื่อนไขที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะได้อาศัยอยู่ในแฟลตตำรวจ หากไม่ใช่การรับราชการเป็นตำรวจด้วยตัวเอง ก็ต้องมีผัวเป็นตำรวจ ถ้าวันดีคืนดีหย่ากับสามี หรือผัวตายในหน้าที่แบบพ่อของแอน ก็จะต้องหอบผ้าหอบผ่อนออกจากสถานที่แห่งนี้

ซึ่งแปลว่าถ้าไม่มีผัวเป็นตำรวจ พวกเธอก็ไม่ได้มีคุณค่าอะไรในสังคมเล็กๆ แห่งนี้

เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งกลายเป็นไม้ประดับบารมีให้กับตำรวจที่เป็นผัว หนึ่งในหน้าที่สำคัญของเหล่าเมียตำรวจคือการเป็นหน้าเป็นตาให้กับสามีของตัวเอง ต้องทำให้สามีและครอบครัวไม่ตกเป็นขี้ปากใครในสังคมวัฒนธรรมรวมหมู่แบบเอเชียที่พร้อมจะรุมทึ้งคนที่แตกต่างจากบรรทัดฐานของสังคม

หน้าที่ของเมียตำรวจจึงสร้างความกดดันมหาศาลให้กับผู้หญิงคนหนึ่งได้ในขนาดที่ หากเราไม่มีประสบการณ์โดยตรง หรือไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกันแทบจินตนาการภาพไม่ออก

แม่ของเจนเป็นตัวอย่างของไม้ประดับที่กระเสือกกระสนในการสร้างและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีตลอดเวลาให้กับตัวเองและครอบครัว เห็นได้จากวิธีการแต่งตัวที่หัวจรดเท้ามีแต่สินค้าติดแบรนด์ การเอื้อเฟื้อแบ่งปันน้ำใจให้กับคนในแฟลตตั้งแต่การแบ่งปันสิ่งของตลอดจนการช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รวมไปถึงการดุด่าเจนให้รักษาหุ่นต่อหน้าคนอื่น ซึ่งสร้างความอับอายและไม่พอใจให้กับเจนมาโดยตลอด

“ดาราอะไรเป็นกับเขาไม่ได้หรอก ดูตูดกับหน้าซิ บวมเชียว”

การค้นหาตัวตนที่ถูกกดทับ

สภาพสังคมของแฟลตตำรวจเป็นพื้นที่ที่ถูกหล่อหลอมด้วยแนวคิดชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) เพราะคุณค่าภายในแฟลตขึ้นอยู่กับเพศสภาพชาย การค้นหาตัวตนของเด็กที่เกิดและเติบโตในแฟลตตำรวจ โดยเฉพาะเด็กที่มีความเป็นหญิงไม่ว่าจะด้วยเพศสภาพ (Sex) เพศวิถี (Sexual orientation) หรืออัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity) จึงเป็นเรื่องยากเพราะมีกรอบความคิดที่มองไม่เห็นครอบไว้อยู่

การค้นหาตัวตนเพื่อเติบโตจึงเปรียบเสมือนความพยายามของดอกไม้ดอกเล็กๆ ที่อยากแทรกตัวออกมาเติบโตผ่านซอกคอนกรีต

เจนเป็นตัวละครที่ถ่ายทอดความสับสนในการค้นหาตัวตนได้เป็นอย่างดี การเติบโตมาในบ้านที่แม่จัดแจงให้ทุกอย่าง ของตกแต่งภายในบ้านก็มีแต่ของตามรสนิยมแม่ เพราะแม่ห่วงภาพลักษณ์ตามสถานะไม้ประดับมากกว่าใคร ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านจึงไม่มีชิ้นไหนสะท้อนความเป็นเจนเลยแม้แต่น้อย เจนจึงไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร โตไปจะเป็นผู้ใหญ่แบบไหน

หรือชอบเพศอะไร เพราะเจนไม่รู้ว่าความรู้สึกที่มีให้พี่แอนคือความรักใช่หรือเปล่า

แม่ของเจนอยากให้เจนรักสวยรักงามแบบผู้หญิง แต่เจนกลับมีความก้ำกึ่งระหว่างจะเป็นสาวแบบที่แม่คาดหวัง หรือจะเป็นทอมผมสั้น ใส่สเตย์รัดหน้าอก เพราะในขณะที่ชีวิตครึ่งหนึ่งเติบโตภายในกรอบที่แบ่งแยกความเป็นชายเป็นหญิงชัดเจน สังคมภายนอกอย่างโรงเรียนหญิงล้วนที่เจนเรียนอยู่มักเป็นสถานที่ที่ทำให้ชาวแซฟฟิกหลายคนค้นพบตัวตนจากกลิ่นอายความหลากหลายทางเพศ หรือกลิ่นอายความเป็นเควียร์ (Queer) ที่ซ่อนอยู่

แซฟฟิก (Sapphic) คือ นิยามของอัตลักษณ์ทางเพศที่มีความเชื่อมโยงกับความเป็นหญิง โดยไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นผู้หญิงผมยาว หรือเกิดมามีเพศสภาพหญิงเท่านั้น เพราะไบเซ็กชวล แพนเซ็กชวล ทรานส์ หรือนอนไบนารีก็อยู่ภายใต้ร่มแซฟฟิกเหมือนกัน

การที่เจนเลือกใส่สเตย์รัดหน้าอกอาจเป็นการเรียนรู้มาจากทอมหรือทรานส์แมนที่โรงเรียน แต่ถึงเจนจะเลือกหยิบสเตย์มา (แอบแม่) ใส่อย่างไร เราก็ยังคงเห็นแววตาที่ไม่มั่นใจของเจนว่าสิ่งที่เธอทำถูกต้องหรือไม่ จึงมีหลายฉากที่เจนเลือกที่จะถอดสเตย์ออกมา

การสับสนและการค้นหาอัตลักษณ์ทางเพศของเจนยังแสดงออกผ่านความสัมพันธ์ระหว่างตัวเธอเองและพี่แอน พี่สาวคนสวยที่อยู่กับเธอมาทั้งชีวิต ความผูกพันที่ทั้งคู่มีด้วยกันทำให้เจนไม่แน่ใจว่าเธอชอบพี่แอนแบบคนรักหรือเปล่า ถึงจะลองจูบกับพี่แอน แต่เจนกลับไม่รู้สึกอะไรเลย

ต่างกับพี่แอนที่แสดงความเสียใจผ่านสีหน้าและแววตาหลังจากน้องเจนของเธอตั้งคำถามว่าถ้าจูบกับคนที่รัก จะต้องรู้สึกยังไงกันแน่ ซึ่งเราคาดว่าตัวพี่แอนเองคงชอบน้องสาวคนนี้ในเชิงโรแมนติกไม่น้อย

Bicurious คือคำที่ใช้เรียกบุคคลที่ปกตินิยามว่าตัวเองเป็นสเตรท (Straight) รักต่างเพศ (Heterosexual) หรือไม่ได้นิยามตัวเองเป็นเควียร์ มีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์หรือประสบการณ์ทางเพศระหว่างเพศเดียวกัน คำว่า Bicurious จึงถูกคนจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นคำที่เหมาะสำหรับคนที่กำลังค้นหาอัตลักษณ์ของตัวเอง

จูบแรกของพี่แอนและน้องเจนจึงนับเป็นกิจกรรมที่สะท้อนความเป็น Bicurious ของเจนได้ดี

แม้ว่าเจนจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับจูบแรกที่หลายคนบอกว่ารสชาติเหมือนเลมอน แต่การเข้ามาของตัวละครอาตอง ตำรวจหนุ่มผู้มีนิสัยยิ้มแย้ม เข้ากับแก๊งของเจนและพี่แอนได้ง่าย กลับทำให้รู้สึกไม่พอใจที่ทั้งสองอยู่ใกล้กัน และกังวลว่าจะเสียพี่แอนไปให้กับอาตอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตองเคยแซวเจนว่าเธอแอบชอบพี่แอน ซึ่งในตอนนั้นเจนปฏิเสธเสียงแข็งกึ่งโมโหเสียด้วยซ้ำ

ความรู้สึกขมุกขมัวที่เกิดขึ้นภายในใจของเจน จึงเป็นความรู้สึกที่เธอไม่รู้จัก รับมือกับมันไม่ได้ เพราะสิ่งเดียวที่เจนรู้ มีเพียงเธออยากอยู่กับพี่แอนตลอดไป

ถึงจะแตกต่างแต่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่เจ็บปวดเสมอ

แม้ช่วงครึ่งหลังของเรื่องจะทำให้เรารู้สึกท่วมท้นไปด้วยพล็อตรอง (Sub plot) ที่ประดังประเดขึ้นมาจนเกือบกลืนพล็อตหลักในช่วงแรก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของการเติบโตที่ต้องผ่านความเจ็บปวดหรือความผิดหวังที่ไม่เป็นดั่งใจตามสไตล์หนัง Coming of age ได้เป็นอย่างดี แม้ความเจ็บปวดของเด็กสาวทั้งสองคนจะแตกต่างกันก็ตาม

เพราะการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

การจบแบบต่างฝ่ายต่างแยกจากกันโดยไม่ทันตั้งตัว ไม่มีใครที่ได้อยู่ที่นี่ตลอดไป อาจสะท้อนให้เห็นถึงการเผชิญหน้ากับการเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องละทิ้งความสบายใจบางอย่างที่เคยกอดไว้เมื่อตอนเป็นเด็ก และปรับตัวเพื่อรับมือกับโลกความเป็นจริง เพราะสังคมหลังจากนี้จะไม่ได้มีเพียงบ้านหรือโรงเรียนอีกต่อไป แต่เป็นโลกใบกว้างใหญ่ที่มีเรื่องราวมากมายรอเราอยู่