เมื่อเรารู้สึกเครียด เศร้า หมดแรง บางคนอาจลองค้นหาแบบทดสอบสุขภาพจิตออนไลน์ บางคนอาจเดินเข้าโรงพยาบาลเพื่อตรวจคัดกรอง และบางคนอาจขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์หรือเพื่อนรอบตัว สำหรับคนจำนวนมาก การสงสัยว่าตัวเองมีปัญหาสุขภาพจิตอาจนำไปสู่การหนหาทางแก้ไข แต่สำหรับคนจนเมืองที่ต้องเผชิญกับสภาวะหมดแรง วิตกกังวลสะสม หรือซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว คำถามเหล่านี้อาจปรากฏขึ้นในใจของพวกเขาโดยไม่เคยได้รับคำตอบ
ปัจจุบัน เครื่องมือคัดกรองสุขภาพจิตของรัฐยังเข้าไม่ถึงหลายพื้นที่ และไม่มีระบบที่ทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการประเมินสุขภาพจิตของตัวเองได้ เมื่อขาดเครื่องมือคัดกรองก็หมายถึงขาดโอกาสในการรักษาแล้วทั้ง ‘รัฐ’ และ ‘เรา’ จะทำอย่างไรให้เครื่องมือเหล่านี้เข้าถึงทุกคนได้จริง?

เครื่องมือคัดกรองสุขภาพจิตจากรัฐ : สิทธิของทุกคนแต่ยังเข้าไปไม่ถึงบางคน
เครียดแค่ไหนถึงจะต้องไปหาหมอ?
เราทุกคนน่าจะเคยตั้งคำถามนี้กับตัวเอง บางครั้งอาจรู้สึกว่าอาการที่เป็นอยู่ยังไม่หนักพอ บางครั้งอาจลังเลเพราะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่รู้สึกคืออาการของโรคจิตเวชหรือเป็นเพียงภาวะชั่วครั้งชั่วคราว ความซับซ้อนของอาการจากปัญหาสุขภาพจิตไม่สามารถประเมินได้ด้วยตาเปล่าเหมือนอาการป่วยทางร่างกาย การจะรู้แน่ชัดว่าเมื่อไรต้องเข้ารับการรักษาจึงต้องอาศัยทั้งผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือที่มีคุณภาพ แต่ในบางพื้นที่ของสังคม กลับไม่มีทั้งสองอย่างนั้น
ผลสำรวจจาก ‘แบบสำรวจการสนับสนุนทางจิตและการเข้าถึงระบบสนับสนุนสุขภาพจิตของชุมชนเมืองในกรุงเทพมหานคร’ โดย อนรรฆ พิทักษ์ธานิน สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะ พบว่า เมื่อให้ประเมินตนเอง ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ไม่แน่ใจว่าตนเองมีอาการทางสุขภาพจิต ขณะที่ 80.9% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าไม่เคยได้รับบริการประเมินทางสุขภาพจิต และเมื่อถามถึงการขอความช่วยเหลือในช่วงที่เผชิญปัญหาทางใจกว่า 84.1% ของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่าไม่เคยคิดขอรับคำปรึกษากับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ในการรับรู้ปัญหาสุขภาพจิตและสิทธิในการได้รับบริการจากภาครัฐของคนจนเมือง
“ที่นี่ไม่มีโอกาสได้คัดกรองเลย เพราะว่าไม่มีคนเอาเครื่องมือมา”
เสียงจากตัวแทนจากชุมชนวัดโพธิ์เรียง ย่านบางกอกน้อย กทม.สะท้อนปัญหาสำคัญว่าเครื่องมือคัดกรองสุขภาพจิตจากรัฐยังเข้าไม่ถึงพวกเขา การขาดเครื่องมือคัดกรองไม่ได้หมายถึงแค่การขาดโอกาสรับรู้ระดับสุขภาพจิตของตัวเอง แต่ยังหมายถึงการขาดโอกาสในการได้รับสิทธิการรักษา หลายชุมชนให้ความเห็นว่าอาการเจ็บป่วยทางจิตใจเป็นเรื่องที่หลายคนต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่สะดวกใจเปิดเผยข้อมูล การให้เครื่องมือคัดกรองสุขภาพจิตจึงเหมือนการมีห้องส่วนตัวที่สามารถสำรวจสภาพจิตใจของตนเองได้อย่างปลอดภัย ผลการประเมินจากเครื่องมือคัดกรองที่เป็นตัวเลขสามารถสะท้อนสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญ ได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใด ๆ ตัวเลขนี้ยังใช้เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือที่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่เข้าใจได้โดยอัตโนมัติ โดยผู้ป่วยไม่ต้องอธิบายเรื่องราวของตัวเองซ้ำเพราะสำหรับหลายคน การต้องเล่าเรื่องของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นภาระทางอารมณ์ที่อาจทำให้พวกเขาท้อใจ และล้มเลิกความตั้งใจที่จะเข้ารับการรักษา
เครื่องมือคัดกรองสุขภาพจิต : คืนต้นทุนทางเวลา รู้เร็ว รักษาไว ชีวิตไปต่อได้

เวลา คือ ต้นทุนที่แพงที่สุดที่คนจนเมืองต้องจ่ายเพื่อเข้ารับการรักษาป่วยทางใจ การคัดกรองสุขภาพจิตตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่แค่การป้องกัน แต่เป็นการลดต้นทุนชีวิตที่พวกเขาต้องจ่ายเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยทางใจในแต่ละครั้ง อนรรฆ พิทักษ์ธานิน และคณะวิจัยชี้ให้เห็นว่า นโยบาย Early Recheck หรือการคัดกรองตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณผิดปกติ เป็นช่วงเวลาทองของการรักษา เพราะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว ไม่ต้องใช้ยา แต่ถ้าปล่อยให้อาการทางจิตสะสมไปเรื่อยๆ จากอาการอ่อนล้า หรือวิตกกังวล อาจลุกลามไปสู่ภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง หรือโรคทางจิตเวชที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งทำให้รักษายากขึ้น ผู้ป่วยต้องใช้เวลานานขึ้นในการพักฟื้น และอาจต้องพึ่งพาการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ต้องหยุดงานมารักษาตัว
สำหรับคนจนเมืองที่ต้องดิ้นรนทำมาหากินทุกวัน เวลาคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดพวกเขาไม่สามารถหยุดงานเพื่อรักษาตัวได้นาน และการไม่ได้รับค่าจ้างเพียงไม่กี่วันอาจหมายถึงการขาดเงินสำหรับค่าข้าว ค่าเช่าบ้าน หรือค่าดูแลครอบครัว การได้รับการคัดกรองตั้งแต่แรกจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตเปราะบางลดความเสี่ยงที่จะแตกสลาย
เสียงจากชุมชนและความหวังในการเข้าถึงเครื่องมือคัดกรองสุขภาพจิต

เมื่อเราถามถึง สิ่งแรกที่รัฐควรทำเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต คำตอบจากกรรมการชุมชนวัดโพธิ์เรียงนั้นเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“คัดกรองก่อนเลย ถ้าเอาเรื่องคัดกรองมาให้เราทำ เราจะหาช่องวิธีการทำงานเอง จะผ่านการออนไลน์หรือกระดาษก็ได้ เมื่อคัดกรองจะเห็นกลุ่มเป้าหมายแล้วค่อยประเมินงบหรือจัดหมอมาดูแล พอคนเห็นว่า เห้ย คะแนนที่ติ๊กในตัวคัดกรองมันแปลความหมายได้ พอเขารู้คะแนนตัวเองมันจะกระตุ้นให้เขาออกมาขอความช่วยเหลือ คราวนี้เราก็ตั้งรับได้”
เสียงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ชุมชนพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะเห็นความสำคัญของการคัดกรองที่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงผู้คนให้เข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้อย่างทั่วถึง และสะท้อนให้เห็นความหวังการร่วมมือกันระหว่างรัฐและชุมชนจะเป็นก้าวสำคัญในการออกแบบระบบบริการสุขภาพจิตที่เข้าถึงทุกคน
ในชุมชนเกษมศิริ 50 ย่านบางแค กทม.ก็ประสบปัญกาการเข้าไม่ถึงเครื่องมือคัดกรองเช่นกัน แต่กลุ่มอาสาสมัครจากชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนได้ริเริ่มกลไกเฝ้าระวังภายในชุมชนเอง ด้วยการใช้ ‘สัญญาณ 5 ธงแดง’ จากกรมสุขภาพจิตเป็นเครื่องมือสังเกตอาการเบื้องต้นของคนในชุมชนที่อาจต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต
“คัดกรองตามที่อบรมมาจากกรมสุขภาพจิต สัญญาณ 5 ธงแดง อาสาฯ ทุกคนต้องท่องได้ 1.ไม่หลับไม่นอน 2.เดินไปมา 3.พูดจาคนเดียว 4.หงุดหงิดฉุนเฉียว 5.เที่ยวหวาดระแวง เราพยายามบอกทุกคนว่าใครมีอาการตามนี้ให้มาบอก มาขอความช่วยเหลือได้”
แม้จะมีความพยายามจากชุมชน พวกเขายังคงต้องการการสนับสนุนการอบรมและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“ป้าก็มองหาอยู่นะ อยากให้มีคนรุ่นใหม่ให้มาทำหน้าที่นี้ต่อ คนที่เชี่ยวชาญจริง ๆ มาสอน อบรม การมีคนรู้เรื่องนี้เพิ่มหลาย ๆ คน มันก็จะช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้น”
เสียงสะท้อนที่เต็มไปด้วยความหวังนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของชุมชนที่แม้จะขาดทรัพยากร แต่ก็ยังใช้ความรู้และเครือข่ายในท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการดูแลกันเอง และหากมีการสนับสนุนจากรัฐอย่างเพียงพอและยั่งยืนทั้งด้านการจัดสรรให้มีเครื่องมือคัดกรองประจำชุมชนอย่างทั่วถึง และสนับสนุนด้านบุคลากรในการอบรมและให้ความรู้เพื่อส่งเสริมการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตให้เป็นเรื่องปกติในชุมชน
เมื่อคนจนเมืองสามารถเข้าถึงเครื่องมือคัดกรองสุขภาพจิตได้ กระบวนการเหล่านี้มีความหมายมากกว่าการรักษา แต่เป็นการเสริมพลัง (empower) ว่าสุขภาพจิตของพวกเขามีความหมาย และพวกเขามีสิทธิได้รับการดูแลจากรัฐ นอกจากนี้หากรัฐสามารถทำให้คนจนเมืองเข้าถึงเครื่องมือคัดกรองได้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสังคม จากเดิมที่ปัญหาสุขภาพจิตถูกมองว่าเป็นเรื่องของชนชั้นกลางไปสู่การยอมรับว่าสุขภาพจิตเป็นเรื่องของทุกคน และเมื่อทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการได้ การขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตจะไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงเสียงของคนบางกลุ่มอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างมีส่วนร่วม (collective social movement) นำไปสู่การดูแลสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน
