ก้อนหินสำหรับคุณ ดอกไม้สำหรับผม
ความหิวสำหรับคุณ อาหารสำหรับผม
ผ้าขี้ริ้วสำหรับคุณ ผ้าแพรสำหรับผม
ความตายสำหรับคุณ ความเจริญสำหรับผม
(จากเนื้อเพลง ก้อนหินและดอกไม้ วงน้ำค้าง)
คำว่าคนชายขอบ (Marginal People) เป็นคำที่ถูกนำมานิยามคนกลุ่มหนึ่งที่มีต้นทุนชีวิตและโอกาสน้อยกว่าคนกลุ่มอื่นทางสังคม ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม ซึ่งในหลายครั้งที่สังคมมองและตีตราว่าคนกลุ่มนี้แตกต่างจากคนกลุ่มอื่นในสังคม ยิ่งทำให้พวกเขาถูกผลักออกจากกระแสหลัก
“คนมักมองว่าคนกลุ่มนี้เหมือนก้อนหินที่ไม่มีค่าอะไร แต่จริงๆแล้ว เนื้อตัวข้างในที่เขาผ่านวิกฤตสาหัสต่างๆมา ทำให้ชีวิตถูกเจียระไน เขามีเพชรเม็ดใหญ่อยู่ในตัวเอง” อาจารย์อ้อ-มัลลิกา ตั้งสงบ จากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว
ห้อง “เพชร หรือ ก้อนหิน : จิตวิญญาณของคนที่ถูกทำให้เป็นคนชายขอบ” คือ เวทีเล่าเรื่องชีวิต เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของคนที่ถูกทำให้เป็นชายขอบ
ซึ่งอาจารย์ตี่-ดร.ปฏิพัทธ์ อนุรักษ์ธรรม จากศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะเจ้าภาพร่วมห้องนี้ร่วมกับอาจารย์อ้อ เสริมว่า “เวลาได้ยินเรื่องราวของพวกเขาเหล่านี้ จากอคติที่สั่งสมและสิ่งที่เราได้เรียนรู้มาจากการประกอบสร้างของสังคม ทำให้หลายคนมักมีคำตัดสินเป็นเสียงที่ดังออกมาจากใจ แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม”
ห้องนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อสื่อสารว่า เสียงของคนที่ถูกผลักให้เป็นคนชายขอบ เป็นเสียงที่มีอยู่ในสังคม และต่อให้พวกเขาจะขาดโอกาส หรือไร้ต้นทุนชีวิต แต่พวกเขาก็สามารถพัฒนามิติภายในได้ไม่ต่างจากคนอื่นเพราะประสบการณ์ในชีวิตที่บางช่วงเหมือนขึ้นเขาลงห้วย ก็ทำให้พวกเขาเข้มแข็งและกลายเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ยอดเยี่ยมกว่าได้
เรื่องเล่าจากผู้หญิงที่เคยทำแท้ง
“แม่ใจยักษ์” “เด็กใจแตก” “ไม่รู้จักป้องกัน”
คำนี้เป็นภาพที่ผู้คนส่วนใหญ่มัก ‘มองเห็น’ เมื่อมีการพูดถึงการทำแท้ง และมักมองว่าคนที่ทำแท้งส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยใสที่ไม่รักนวลสงวนตัว มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน แต่ในความเป็นจริง คีรี (นามสมมติ) ผู้หญิงที่เคยทำแท้ง บอกว่า ไม่มีการคุมกำเนิดใดที่มีประสิทธิภาพ 100% และคนที่ทำแท้งเป็นใครก็ได้ ด้วยสาเหตุอะไรก็ได้

การทำแท้งเป็นสิทธิในร่างกายผู้หญิงที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ยาวนานในสังคมไทย เพราะคนไทยส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า การทำแท้งเป็นบาปหนัก เป็นการพรากชีวิตเด็กคนหนึ่งจากการลืมตาดูโลก ทำให้คนที่ทำแท้งถูกตีตราจากคนในสังคมว่าเป็นคนจิตใจโหดเหี้ยม และแม้ว่าเมืองไทยจะมีกฎหมายที่รองรับสิทธิการทำแท้ง ที่ทำให้การยุติการตั้งครรภ์ไม่มีความผิดทั้งผู้หญิงและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้งที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อคติที่คนในสังคมมีต่อคนที่ทำแท้งยังคงมีอยู่
เรื่องทำแท้งจึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถพูดได้กับทุกคน และจนถึงปัจจุบัน คีรียังไม่เคยเอ่ยปากเล่าให้แม่ของตนฟังสักครั้งว่า เธอเคยทำแท้ง
คีรีในตอนนี้รู้สึกมีความสุขดีกับการที่คนรอบตัวในวัยเดียวกันมีลูก เธอแบ่งปันมุมมองว่า การยุติการตั้งครรภ์เพราะไม่พร้อมในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่พร้อมเสมอไป ถ้าเงื่อนไขในชีวิตลงตัว การตั้งท้องเด็กสักคนก็จะเป็นของขวัญ ไม่ใช่บทลงโทษที่ทำให้ผู้ตั้งครรภ์ต้องเผชิญกับความทุกข์
เรื่องเล่าจากอดีตผู้ต้องขัง
ความจนสำหรับใครหลายคนอาจเป็นฝันร้ายหรือสิ่งน่ากลัว แต่สำหรับ สายชล (นามสมมติ) อดีตผู้ต้องขัง ความจน คือ สิ่งที่เธอ ‘เกลียด’
สายชลเล่าว่า เธอก้าวเท้าเดินเข้าวงการค้ายาเสพติดเพียงเพราะอยากมีเงินมากพอที่จะได้รับการยอมรับจากผู้คนที่เคยดูถูกเธอ ซึ่งรายได้ที่เธอได้รับมาจากการทำอาชีพผิดกฎหมายในตอนนั้นทำให้เธอได้ในสิ่งที่ต้องการ มีบ้าน มีรถ แถมยังเป็นสมาชิกวีไอพีของทุกสถานที่ที่เธอเข้าไปใช้บริการ
จนวันหนึ่งสายชลได้สูญเสียทุกอย่างที่เธอมี รวมไปถึงอิสรภาพ เพราะโดนจับในคดียาเสพติด แต่ความสูญเสียนี้นำพาเธอไปพบกับ ‘โครงการใจสู่ใจ คุณค่าความสุข และพลังภายในที่แท้จริงเพื่อชีวิตหลังกำแพง’ โครงการที่ทำให้เธอเห็นคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของตัวเอง
ตอนนี้สายชลไม่ได้มองว่าเงินคือทุกอย่างของชีวิต และไม่ได้ใช้เงินอย่างสิ้นเปลืองเพียงเพื่อได้รับการยอมรับจากคนอื่น เพราะสิ่งที่เธอใช้อย่างสิ้นเปลืองในแต่ละวัน คือ ‘ความสุข’ จากการได้ใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่ และได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายในแต่ละวัน ที่แม้แต่การรดน้ำต้นไม้ข้างบ้านก็ทำให้เธอยิ้มได้
เรื่องเล่าจากคนที่เคยไร้สัญชาติ
“พ่อเป็นมอญ แม่เป็นทวาย ส่วนตัวเองเกิดและโตในไทย ชื่อสมศรี ไม่มีนามสกุลค่ะ” สมศรี (นามสมมติ) แนะนำตัว
ครอบครัวของสมศรีมาจาก ‘ทวาย’ เมียนมาประเทศเพื่อนบ้านของไทย เธอเข้าเรียนในระบบการศึกษาของไทยเหมือนเด็กไทยคนอื่นๆ ซึ่งอุปสรรคในการเรียนช่วงแรกของเธอมีเพียงกำแพงภาษาที่ทำให้รู้สึกในบางครั้งว่า “ภาษาไทยยากจังเลย”
แต่เมื่อเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจนเกือบสำเร็จการศึกษา เธอเจออุปสรรคชิ้นใหญ่ นั่นก็คือ การปฏิเสธรับเข้าฝึกงาน เพราะช่องนามสกุลในประวัติส่วนตัวของสมศรีถูกเว้นว่างเอาไว้

เพื่อที่จะทำให้ตัวเองเรียนจบพร้อมเพื่อน สมศรีต้องรวบรวมเอกสารจำนวนมาก และเดินทางไปกลับอำเภอ-มหาวิทยาลัย เพื่อทำเรื่องขอสัญชาติให้ทันช่วงระยะเวลาฝึกงาน ซึ่งหลายปีก่อนหน้านี้สมศรีได้ทำเรื่องตรวจสอบสัญชาติ แต่เกิดความผิดพลาดในกระบวนการ การขอสัญชาติในครั้งนี้จึงเป็นการเริ่มต้นกระบวนการใหม่อีกครั้งที่ไม่รู้เวลาแน่ชัดว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่
สมศรีจึงตัดสินใจโทรหากระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อเล่าเรื่องราวของตนพร้อมความช่วยเหลือ เธอจึงได้สัญชาติไทย พร้อมกับนามสกุลที่เป็นใบเบิกทางให้สมศรีสามารถเข้าฝึกงาน และเรียนจบพร้อมกับเพื่อนนักศึกษาคนอื่น
เรื่องเล่าจากทอมทางเลือก
“จะเป็นอะไรก็เป็นไป ไม่ต้องแคร์สังคม สังคมไม่ได้ซื้อข้าวให้เรากิน”
ประโยคนี้เป็นประโยคจากครอบครัวของ อิสระ (นามสมมติ) ผู้นิยามว่าตัวเองเป็น ‘ทอมทางเลือก’ ที่ทำให้เขาได้เลือกเส้นทางชีวิตด้วยการตัดสินใจของตัวเองจนถึงทุกวันนี้
อิสระไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเอง เพราะเขาได้รับการสนับสนุนจากที่บ้านมาโดยตลอด แม่สนับสนุนให้มีแฟนเป็นผู้หญิง ส่วนพ่อก็ซื้อชุดฟุตบอลให้ พาเขาไปเล่นอะไรลุยๆ ห้าวๆ และคอยเรียกเขาว่า ‘ไอ้เสือ’

การสนับสนุนของครอบครัวทำให้อิสระรู้สึกมีคุณค่า แต่ไม่วายต้องเจอกับคำถามและคำพูดจากคนภายนอกที่ไม่เข้าใจอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งอิสระเคยถูกขู่ฆ่าให้เลิกกับแฟน เพราะครอบครัวของอีกฝ่ายไม่ยอมรับ อิสระจึงปรึกษากับครอบครัว ซึ่งครอบครัวก็พร้อมที่จะโอบกอดเขา และบอกให้เขาพาแฟนกลับไปยังบ้านเกิดของเขาที่ต่างจังหวัด เพื่อที่คนในครอบครัวจะช่วยกันดูแลปกป้อง
ความอบอุ่นจากครอบครัวทำให้อิสระเรียนรู้ว่า “คนอื่นเป็นเพียงคนนอก ชีวิตเรา คือ ของเรา”
เรื่องเล่าจากผู้ป่วยจิตเวช
“ฉัน คือ ประจักษ์พยานว่า ผู้ป่วยไบโพล่าร์ก็ฟื้นคืนสู่สุขภาวะได้”
นี่คือถ้อยคำที่ ยุวดี (นามสมมติ) กล่าว เมื่อเล่าประสบการณ์การเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่ทำให้เธอต้องเจอกับเรื่องราวมากมายในชีวิต
ยุวดีพบว่าตัวเองมีอาการป่วยมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งภายหลังทราบว่า ตัวเองป่วยเป็นไบโพลาร์ แต่ในตอนนั้นทั้งเธอและครอบครัวไม่ได้มองว่าเป็นอาการป่วยที่มีปัญหาอะไร เพราะยุวดียังคงเรียนเก่ง เรียนดี และจบมหาวิทยาลัย
เมื่อทำงานได้สักพัก เธอรู้สึกว่าตัวเองมีอาการเหมือนคนที่โดนทำคุณไสยใส่ ซึ่งถ้าแม่ของยุวดีเป็นคนที่เชื่อในไสยศาสตร์ คงพาเธอไปพบหมอผี แต่แม่พาเธอไปหาจิตแพทย์ ทำให้เธอได้รับยามากินเพื่อรักษาอาการของตัวเอง และเมื่ออาการดีขึ้น ยุวดีก็หยุดยาด้วยตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเองหายดีแล้ว
ทว่าเวลาผ่านไปไม่นาน ยุวดีในวัย 26 กลับมามีอาการเหม่อลอย ขังตัวเองอยู่ในบ้านจนใครต่อใครพากันพูดว่าเธอโดนของ พ่อแม่ของยุวดีจึงมารับเธอไปรักษา และมีสติรู้ตัวว่าตัวเองรักษาที่โรงพยาบาลศรีธัญญา
และในวัย 43 ยุวดีป่วยเพราะเครียดเรื่องหนี้สิน จนทำให้หัวใจทำงานหนัก แต่เธอได้รับการหยิบยื่นโอกาสในการทำงาน และเธอทำมันออกมาได้ดีจนถึงทุกวันนี้ ยุวดีจึงอยากบอกกับทุกคนว่า ผู้ป่วยจิตเวชก็สามารถคืนสู่สุขภาวะได้
แสงจากเพชรที่ถูกเจียระไน ส่องประกายถึงใจคนฟัง
การรับฟังไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับคนฟังได้เสมอ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง
เรื่องเล่าบนเวทีในห้องย่อยนี้ก็เช่นกัน
หลังจากฟังเรื่องราวที่หลากหลายจากกลุ่มคนที่ถูกผลักให้เป็นชายขอบ สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องย่อย คือ การที่ผู้ฟังหลายคนต่างลุกขึ้นมาแบ่งปันมุมมองความคิดเห็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นน้องผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งที่ลุกขึ้นยืนเพื่อขอบคุณทุกคนบนเวที เพราะเรื่องราวของพวกเขาสร้างพลังในใจให้เธออย่างเอ่อล้น จนมีน้ำตาไหลออกมา
“ทุกคนผ่านอะไรมาเยอะ อย่างเข้มแข็ง ทำให้รู้สึกมีกำลังใจ”
หรือจะเป็นพี่ผู้หญิงที่ชื่นชมเจ้าภาพห้องนี้อย่างสุดซึ้งและอยากแบ่งปันเรื่องนี้ให้คนทั้งโลกรับรู้เธอมองว่าเรื่องราวของกลุ่มคนที่อยู่บนเวทีสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วไปได้อย่างแน่นอน และเป็นแง่มุมที่หากไม่ได้เข้ามาสัมผัส มานั่งฟังแบบทุกคนในห้องนี้ ก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
ซึ่งการแสดงความคิดเห็นของคนฟัง ทำให้บรรยากาศของห้องอบอุ่นมากขึ้น เพราะต่างคนต่างได้รับพลังใจของกันและกัน
นี่อาจเป็นเหมือนกับบทสรุปของเพลงที่อาจารย์ตี่บรรเลงตั้งแต่ช่วงต้นของการเล่าเรื่องที่ว่า จะเป็นก้อนหินหรือเพชร ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ซึ่งก้อนหินที่เคยถูกมองว่าไร้ค่าอาจกลายเป็นเพชรในวันที่มีคนมองอย่างเข้าใจหรือแม้แต่การมองว่าก้อนหินก็มีคุณค่าในตัวของมันเอง เหมือนกับเรื่องราวจากเสียงของคนที่ถูกผลักให้เป็นชายขอบ ที่ทำให้คนฟังทุกคนรวมถึงเจ้าของเรื่องได้รับพลังใจในการก้าวเดินต่อไปในเส้นทางข้างหน้า
ก้อนหินสำหรับคุณ ก้อนหินสำหรับผม
เพชรงามสำหรับคุณ เพชรงามสำหรับผม
