มีเวทมนตร์ ขี่ไม้กวาด ปรุงยาวิเศษ สาปแช่งคนอื่น
สิ่งเหล่านี้อาจเป็นคำนิยามถึงแม่มดที่เรามักพบได้บ่อยตามสื่อบันเทิง หรือจากความเชื่อของคนบางกลุ่ม แต่แม่มดในยุคนี้อาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น หรือแม่มดในประวัติศาสตร์อาจจะไม่เคยเป็นแบบนั้นเลยก็ได้ เพราะพิธีกรรมของเครือข่ายแม่มดที่เราได้ไปสัมผัสในห้องพิธีกรรม หวนคืนสู่ผืนโลก: เฉลิมฉลอง ปรองดอง และเยียวยา ณ งาน Soul Connect Fest 2025 ไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวมาเลยแม้แต่น้อย
พิธีกรรมของเหล่าแม่มดที่เราได้สัมผัส แบ่งออกเป็น 3 พิธีด้วยกัน ได้แก่
พิธีปรองดอง เป็นพิธีเชิญชวนผู้เข้าร่วมพิธีกรรมทุกคนวางดอกไม้ร่วมกันที่ลานกลางห้อง โดยดอกไม้ที่นำมาวางจะผสมปนเปหลากสีสัน บ้างก็นำมาเอง บ้างก็เป็นดอกไม้ที่ทางงานจัดเตรียมไว้ แต่ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้จากที่ไหน เมื่อนำมาวางล้อมเป็นวงกลางห้องก็สร้างความรู้สึกเชื่อมโยงถึงธรรมชาติ

เพราะพิธีกรรมปรองดองที่ดำเนินโดยแม่หมอติ๋ม ญวนจัตุรัส แม่หมอชาวญัฮกุร และสู่ขวัญสเปส (SOUL CURE Space) เป็นพิธีกรรมที่ใช้บทภาวนามอญโบราณทวารวดีบอกกล่าวธรรมชาติ ให้มาร่วมรับรู้อวยพรและรับพรจากทุกคนที่นั่งอยู่ในห้อง เป็นการสื่อสารกับธรรมชาติซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีชีวิตและความเชื่อของชาวณัฮกุรที่เชื่อมโยงกับป่า
พิธีเยียวยา พิธีที่นำโดยทีมเครือข่ายแม่มดฯ ในการพาผู้เข้าร่วมพิธีกรรมทุกคนกลับมาอยู่กับตัวเอง และเชื่อมโยงกับพลังงานที่อยู่ในธรรมชาติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังจากน้ำ จากลม จากไฟ หรือแม้กระทั่งจากวิญญาณ โดยใช้ ‘จิต’ เป็นตัวเชื่อมต่อ ไปพร้อมๆ กับการสัมผัสก้อนหินก้อนเล็กๆ ที่ทำให้เรามีสติรู้ตัวทุกชั่วขณะ

ในพิธีนี้ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้เขียนคำอวยพรลงไปในกระดาษ ก่อนจะนำไปวางรวมกันที่ลานกลางห้อง ซึ่งภายหลังจากกิจกรรมจบลง ผู้ร่วมพิธีกรรมต่างหยิบกระดาษเหล่านี้จากใครสักคนในห้องกลับบ้านไป พร้อมคำอวยพรที่จะให้กำลังใจได้ต่ออีกหลายวัน ทำให้เราได้เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ
และพิธีเฉลิมฉลอง พิธีที่ชวนเราลุกขึ้นร้องเต้นไปกับบทเพลง Ancestor Song และ The Great Happiness ซึ่งความหมายของเพลง Ancestor Song คือ การพูดถึงการเคารพบรรพบุรุษ เคารพธรรมชาติ เคารพคนรอบตัว และมอบคำอวยพรให้แก่กัน

ส่วนเพลง The Great Happiness คือเพลงที่มีท่อนร้องไม่กี่ท่อน แต่มีจังหวะสนุกสนาน ร้องตามได้ง่าย ซึ่ง Dance of Universal Peace (DUP) ผู้นำพิธีนี้อธิบายว่า เพลงนี้คือเพลงที่บอกว่า เราคือคนที่มีความสุข ทำให้ตลอดการร้องเพลงนี้มีทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะตั้งแต่ต้นจนจบ
ซึ่งส่วนหนึ่งภายในห้องพิธีกรรม ยังมีการบอกเล่าเรื่องราวจากคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นแม่มด หนึ่งในนั้นคือ ครูเอียด นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว แม่มดที่เล่าให้เราฟังว่า การที่ห้องพิธีกรรมแห่งนี้ได้รับความสนใจจากทุกคน จนมีผู้เข้าร่วมพิธีกรรมแน่นห้อง ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะแสดงให้เห็นว่าเครือข่ายแม่มดเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนที่การเดินทางของแม่มดมีความยากลำบาก จากอคติที่สังคมขีดกรอบเอาไว้ให้

แม่มดในประวัติศาสตร์ตะวันตก : อคติที่ถูกฉาบด้วยแนวคิดชายเป็นใหญ่
คำว่า ‘Witch (แม่มด)’ มีรากศัพท์มาจากคำว่า ‘Wicca’ หรือ ‘Wicce’ ในภาษาโบราณ เกี่ยวข้องกับการบูชาเทพเจ้าทั้งชายและหญิงในสังคมโบราณที่นับถือเทพเจ้าหลายองค์ หรือที่เรียกว่าพหุเทวนิยม (Polytheism) ซึ่งตรงข้ามกับเอกเทวนิยม (Monotheism) แนวคิดของหลายๆ ศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว และเป็นศาสนาของผู้ชาย
ในครั้งโบราณกาล ไม่ว่าจะแม่มดหรือพ่อมดไม่เคยถูกรังเกียจ ไม่เคยเป็นปิศาจร้ายที่สร้างความหวาดกลัว แต่เมื่อมีศาสนาคริสต์ที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวเกิดขึ้น ความคิดที่มีต่อลัทธิแม่มด (Paganism) เปลี่ยนไป โดยว่ากันว่าการมีอยู่ของลัทธิแม่มดเป็นการเบียดเบียน ‘ตลาดศาสนา’ ลัทธิแม่มดจึงเปรียบเสมือนคู่แข่ง ทำให้เกิดการเผยแพร่แนวความคิดว่า พระเจ้ามอบพลังให้กับศาสนจักรไปแล้ว พระองค์เป็นผู้เดียวที่มีอำนาจ เพราะฉะนั้นพลังของแม่มดต้องเกิดจากการทำสัญญากับซาตานอย่างแน่นอน
เรื่องราวของ อดัมกับอีฟ (Adam and Eve) มนุษย์คู่แรกในไบเบิ้ลเล่าว่า ทั้งคู่ถูกไล่ออกจากสวนเอเดน (Garden of Eden) เพราะกินผลไม้ต้องห้ามจากต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว (Tree of Knowledge of Good and Evil) ซึ่งคนที่ทำให้ทั้งคู่ละเมิดสัญญากับพระเจ้าคืออีฟ มนุษย์เพศหญิง ที่ถูกงูล่อลวงให้กินผลไม้ และเป็นคนนำไปแบ่งให้อดัม ผู้หญิงจึงกลายเป็นศัตรูของศาสนา เพราะไม่เชื่อฟังพระเจ้าและถูกความชั่วร้ายล่อลวง
และงูในที่นี้คือตัวแทนของ ซาตาน ผู้นำสูงสุดของวิญญาณชั่ว ขั้วตรงข้ามของพระผู้เป็นเจ้า

อคติที่มีต่อลัทธิแม่มดและมนุษย์เพศหญิงทำให้เกิดการล่าแม่มด (Witch Hunt) ขึ้นในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ในยุคนี้ผู้หญิงสามารถค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง จนทัดเทียมกับผู้ชายและสั่นสะเทือนโครงสร้างชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ทำให้เมื่อไหร่ที่ผู้หญิงสักคนมีการศึกษา เป็นที่พึ่งของคนในสังคม ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นแม่มด ถูกป้ายสีให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตอันเลวทราม เพื่อไม่ให้พวกเธอมีบทบาทอำนาจในสังคม จนแย่งชิงพื้นที่ของเพศชาย นอกจากนี้ ผู้หญิงที่ทำตัวไม่ถูกใจใครสักคน ก็สามารถถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดได้เช่นกัน
การล่าแม่มดนำไปสู่การเผาผู้หญิงทั้งเป็น โดยมองว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร และเป็นการกำจัดลูกสมุนของซาตานซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้า ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นยุคสมัยที่เกิดการฆ่าผู้หญิงเพราะเป็นผู้หญิง (Femicide) อย่างเสรี
แม่มดในประวัติศาสตร์ไทย คือ คนที่ถูกชะตาฟ้าลิขิตมาให้เป็น
คำว่า ‘มด’ มาจากไหน?
มดในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสัตว์ตัวเล็กที่ทำให้เราเจ็บจี๊ดเมื่อโดนกัด แต่ในภาษาไทยดั้งเดิม มด คือ ผู้หญิงที่ทำหน้าที่ติดต่อกับภูตผีและพลังลึกลับ ซึ่งในวรรณกรรมศาสนาเรื่อง พระนิพพานโสตร ระบุไว้ว่า ช่วงเวลาสองร้อยกว่าปีก่อนขึ้นไป คนที่ทำหน้าที่สื่อสารกับพลังงานเหนือธรรมชาติหลักๆ นั้น จะเป็นหญิงชราที่เรียกว่า ‘ยายมด’ และวิถีของมด-ยายมดถือว่าเป็นวิชาชีพที่แพร่หลายอย่างปกติ และได้รับการเคารพ
แม่มดในลัทธิตะวันตกอาจหมายถึงผู้ที่สนใจในพลังของจิตวิญญาณ แต่แม่มดในไทยดั้งเดิมนั้น ต่อให้ทุ่มทั้งแรงกายแรงใจ ก็เรียกตัวเองว่าเป็นแม่มดไม่ได้ เพราะคนที่จะเป็นมดนั้น ต้องถูกชะตาฟ้าลิขิตมาให้เป็นเท่านั้น
ตำราโหราศาสตร์ไทยเรื่องชะตาเกิดของมนุษย์ระบุไว้ว่า ผู้หญิงที่จะเป็นแม่มดนั้น ต้องเกิดมาแล้วมีดาวเจ้าเรือนมรณะกุมารลัคนา (เกิดตอนพระเคราะห์เจ้าเรือนมรณะขึ้นริมขอบฟ้าตะวันออก) จึงจะสามารถใช้จิตหยั่งถึง (Instition) โดยตรง หากเป็นหมอดู ก็จะแม่นยำระดับอาจารย์ แต่จุดบอดเพียงหนึ่งเดียวที่ลิขิตชะตาชีวิตของแม่มดไว้ คือ ถ้ามีลูก ลูกก็จะตาย ต้องไม่มีลูกมีผัวถึงจะเกิดผลดีกับตัวเอง
แม้เรื่องของมดในไทยจะไม่มีแรงต้านเท่าฟากตะวันตก เพราะความเชื่อพื้นฐานในภูมิภาคนี้นับถือผีมาก่อนพระ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความคิดของคนในสังคมต่อพวกมดจะมีเพียงด้านบวกเพียงด้านเดียว
เพราะเหรียญทุกเหรียญมี 2 ด้านเสมอ
ในกฎหมายตราสามดวงมีการกล่าวถึงมดไว้ในพระอัยการเบจเสรจ โดยระบุไว้อย่างชัดเจนว่า คนที่เป็นแม่มดหรือพ่อมดไม่สามารถนำไปเป็นพยานศาลได้ เพราะมดสามารถสร้างเรื่องที่คนทั่วไปยากที่จะตรวจสอบว่าจริงหรือเท็จขึ้นมาได้ ซึ่งต่อมากลายเป็นสำนวน ‘โป้ปดมดเท็จ’ หมายถึงการโกหก
จุดนี้ทำให้สามารถตีความได้ว่า คำพูดของแม่มดพ่อมดไม่มีน้ำหนักมากพอ และไม่น่าเชื่อถือ
และเช่นเดียวกับคริสตศาสนา เมื่อศาสนาของผู้ชายเข้ามามีบทบาทบดบังความเชื่อของพวกมด ในสมุดไทย แผนที่ภาพไตรภูมิของศาสนาพุทธ ฉบับวัดควนมะพร้าว บุดขาวจากเมืองพัทลุง มีภาพที่เล่าว่า คนลงแม่มด (มีพลังแม่มด) ต้องตกนรกทุกข์ทนอยู่ 80,000 ปี โดยภาพของแม่มดในไตรภูมิไม่ใช่คนเสียด้วยซ้ำแต่เป็นควายตัวเมีย

นี่อาจเป็นจุดร่วมของศาสนาของผู้ชายที่กีดกันและตีตราผู้หญิงให้เป็นศัตรูทางศาสนา แม้ว่าพวกเธอเหล่านั้นจะเป็นที่พึ่งให้กับสังคม หรือจะไม่ได้ทำอะไรผิดเลยก็ตาม
แม่มดในปัจจุบัน
นิตยสาร The Wired ระบุว่า ในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลง และปัญหาสิ่งแวดล้อม คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องดวงดาว โหราศาสตร์ และศาสตร์ลึกลับกันมากขึ้น เพราะความรู้สึกเหล่านี้ทำให้คนรุ่นใหม่มองหาความมั่นคงทางจิตใจ และคำตอบในเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีคนค้นหาคำว่า “การบำบัดด้วยคริสตัล (Crystal Healing)” ใน Google เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเชื่อว่าพลังเร้นลับจากคริสตัลจะสามารถฮีลใจเราได้

แม้แต่ Spotify แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งชื่อดังยังรายงานอีกว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกิดรายการพอดแคสต์มากมาย ในหลากหลายภาษา และแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับการดูดวงส่วนบุคคลก็มียอดดาวน์โหลดเป็นล้านครั้ง อย่างในไทยเดี๋ยวนี้ก็มีคนไม่น้อยที่มีแอปพลิเคชันปฏิทินจีนน่ำเอี๊ยง ปฏิทินโหราศาสตร์จีนที่ใช้ในการพยากรณ์ดูฤกษ์มงคลอยู่ในมือถือ
นอกจากนั้น ยังมีคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่ผันตัวมาเป็นแม่มดบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง TikTok จนเกิดแฮชแท็ก #WitchTok ขึ้น ซึ่งแม่มดในแพลตฟอร์มนี้จะมีทั้งคนที่ทำเป็นอาชีพจริงจังและคนที่ทำเป็นงานอดิเรก แม่มดแต่ละคนจะทำคอนเทนท์เกี่ยวกับศาสตร์ที่ตัวเองนับถือ และสอนวิธีหาที่พึ่งทางจิตใจในรูปแบบต่างๆ ให้กับผู้ชม ไม่ว่าจะเป็น การสอนท่องคาถา การสอนดูไพ่ทาโรต์ หรือการสอนวิธีเลือกแร่คริสตัลสำหรับการบำบัดด้วยคริสตัล
สำหรับยุคปัจจุบัน ความเชื่อทางจิตวิญญาณไม่ใช่เรื่องที่งมงายหรือจับต้องไม่ได้ ซึ่งการแบ่งแยกวิทยาศาสตร์และจิตวิญญาณ (Spiritual) ออกจากกัน ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง แต่ยังจำกัดความสามารถของมนุษย์ในการทำความเข้าใจโลกทั้งในเชิงประจักษ์และเชิงลึกซึ้ง ทั้งสองศาสตร์ล้วนมีคุณค่าต่อเรื่องราวของมนุษยชาติและการค้นหาความหมายของชีวิต

สอดคล้องกับที่ครูเอียดบอกว่า ศาสตร์แห่งแม่มดนี้ใช้พลังจากภายในเพื่อเชื่อมโยงกับสรรพสิ่งจะช่วยเยียวยาจิตวิญญาณของเราได้ ในวันที่ทุนนิยมและวิทยาศาสตร์พาโลกมาถึงทางตัน ที่ต่างคนต่างมีปัญหาสุขภาพใจ ซึ่งพิธีกรรมที่ผู้เข้าร่วมได้ทำร่วมกันในวันนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การหยุดความวุ่นวายด้วยการอยู่กับตัวเอง กลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และแบ่งปันพลังบวกจากภายในกับคนรอบตัว สามารถดับทุกข์ในใจของเราในชั่วขณะได้ไม่มากก็น้อย
เราอาจไม่ได้เข้าใจโลกทั้งใบของพ่อมดแม่มดได้จากการใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงภายในห้องพิธีกรรมเล็กๆ แห่งนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้ติดมือมา คงเป็นการได้เรียนรู้เรื่องราวของแม่มดในแง่มุมที่ไม่ถูกอคติบดบัง และได้เรียนรู้ How To ใหม่ๆ ในการจัดการกับพลังงานลบในใจ ด้วยวิธีการทางจิตวิญญาณที่ได้จากแม่มดเหล่านี้
อ้างอิง
หนังสือจิตวิญญาณแม่มด โดย นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว
