“เฌอคือคนแปลก” ล้อมวงฟังบทเรียนชีวิตของเฌอปราง อารีย์กุล ต่อให้เหงาหรือทุกข์ใจก็ฟื้นฟูได้ จากการรู้จักตัวเอง

หลายๆ คนคงได้ยินชื่อของ เฌอปราง อารีย์กุล หรือ ‘พี่เฌอ’ จากบทบาทกัปตันวง BNK48 วงไอดอลหญิงชื่อดัง เจ้าของเพลงฮิตคุกกี้เสี่ยงทาย ถึงแม้ตอนนี้เธอจะจบการศึกษา (ยุติสัญญา) กับวงไปแล้ว แต่เฌอปรางยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงในฐานะนักแสดงคลื่นลูกใหม่ของวงการ

แต่เรื่องราวของเฌอปรางที่เคยได้ยินนั้น อาจเป็นเพียงแง่มุมหนึ่งของคนที่ทำงานอยู่ในวงการบันเทิง และอาจไม่มีบทสัมภาษณ์ไหนที่ถามเฌอปรางเกี่ยวกับวิธีคิดและการรับมือกับปัญหาที่ดีต่อสุขภาวะและทำให้เฌอปรางเป็นตัวของตัวเองอย่างทุกวันนี้

เรื่องที่เฌอปรางนำมาแบ่งปันบนเวที ‘เส้นทางชีวิต บทเรียน และแรงบันดาลใจ กับคุณเฌอปราง อารีย์กุล’ ในงาน Soul Connect Fest 2025 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2568 จึงเป็นอีกเรื่องราวที่คนฟังบางคนอาจได้รับกลับไปเป็นแง่มุมหนึ่งในการพัฒนาตัวเองจากภายใน โดยอาศัยเรื่องราวเฌอปรางเป็นแบบอย่าง

เฌอปราง อารีย์กุล (เฌอปราง) และ ทรงกลด บางยี่ขัน (ก้อง The Cloud)

ตลอดการพูดคุย เฌอปรางย้ำกับผู้ฟังทุกคนบ่อยครั้งว่า วิธีของเธออาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน อาจจะฮาร์ดคอร์ (Hardcore) ไปบ้าง เพราะ “เฌอคือคนแปลก”

ซึ่งสำหรับคนฟังอย่างเราที่มี ‘พี่เฌอ’ เป็นไอดอล เรากลับมองว่า การได้ฟังเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองแปลก แต่สามารถเติบโตในเส้นทางที่ตัวเองเลือกได้อย่างเข้มแข็ง ด้วยความพยายามที่มาจากตัวเอง อาจทำให้เราได้อะไรติดตัวกลับไปใช้กับตัวเองไม่มากก็น้อย

ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่น

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงกลัวความเหงาและความโดดเดี่ยว หลายคนเลยยอมพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ชอบ แต่ท้ายที่สุดแล้วการตัดสินใจเหล่านั้นกลับทำให้ตัวตนที่แท้จริงของเราหล่นหาย

แน่นอนว่าเฌอปรางเคยเหงา เพราะความเหงาเป็นความรู้สึกที่สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกคน แต่เพราะอยู่ด้วยตัวเองได้ เธอจึงรู้สึกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องวิ่งเข้าหาคนอื่น แต่ถ้าเพื่อนเดินเข้ามาทักหรือนัดเจอ เธอก็ยินดีและมีความสุขที่จะไปหา

เฌอปรางมองว่าความเหงาไม่จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการมีเพื่อนเยอะๆ มีแค่แมวสักตัว หรือเพื่อนสักคนที่ทำให้ตัวเองสบายใจก็ลดความเหงาได้แล้ว

ตอนมัธยมที่มีการย้ายโรงเรียนไปเจอสังคมใหม่ ในเทอมแรกๆ เธอยังไม่มีเพื่อน แต่ก็ไม่ได้เก็บมาทุกข์ใจ ต่อให้ไม่ได้ยกโขยงไปห้องน้ำกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกันหลายๆ คนแบบที่คนอื่นทำก็ไม่เป็นไร เพราะเฌอปรางมีความสุขกับการเล่นกับปลาหางนกยูงในห้องเรียนเพียงลำพัง

อาจจะฟังดูแปลกสำหรับใครบางคน แต่เฌอปรางบอกว่า เธอชอบอยู่คนเดียว

ถึงตอนนั้นจะเจอทั้งคำพูด ทั้งสายตาที่มองมาจากคนอื่นด้วยความสงสัยว่า “ทำไมอยู่คนเดียว” หรือตัดสินว่าเธอเหงาและโดดเดี่ยว แต่เธอไม่ได้สนใจความคิดเหล่านั้น สำหรับเฌอปราง เธอไม่ได้เป็นแบบที่ทุกคนคิด เธอมีความสุขดีที่จะอยู่คนเดียว เพราะเธอรู้ว่าตัวเองชอบแบบนี้ และเธออยากให้ทุกคนเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง

“ต้องแข็งแกร่งกับความเป็นตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ต้องการอะไร ถ้าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน จงเป็นตัวเรา อย่าเอาคำคนอื่นมาใส่ใจ”

เฌอปรางแนะนำว่า การหาความเป็นตัวเองในรูปแบบของเธอคือ การสำรวจตัวเองจากความชอบว่าเราชอบอะไร เพราะสิ่งที่เราจะชอบจะเป็นประตูบานแรกที่พาเราไปสู่การผจญภัยที่ไม่สิ้นสุด เช่น การได้พบเพื่อนใหม่ที่ชอบอะไรเหมือนกับเรา และได้ทำในสิ่งที่ตัวเองสบายใจ

ส่วนความคิดของคนอื่นที่แตกต่างกันไป เป็นเพราะคนทุกคนมีความเป็นตัวเอง เราทำได้แค่ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น เพราะเราไม่มีทางเข้าใจทุกคน ไม่จำเป็นต้องเอาความคิดของเขามาใส่ใจ

อย่ากลัวที่จะผิดพลาด เพราะอะไรที่เกิดขึ้นแล้วมักดีเสมอ

ความผิดพลาดสำหรับใครหลายคนเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะเราไม่รู้ว่า ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากความผิดพลาดคืออะไร อาจจะเป็นเสียงหัวเราะ คำนินทา การดูถูก หรือแม้กระทั่งการสูญเสียความน่าเชื่อถือ ความกลัวที่จะผิดพลาดจึงกลายเป็นกำแพงล่องหนขังเราไม่ให้ลงมือทำในสิ่งที่เราอยากทำ

แต่สำหรับผู้หญิงที่ชื่อเฌอปราง ความผิดพลาดเป็นเพียงบทเรียนหนึ่งของชีวิต

เฌอปรางแบ่งปันว่า ความกล้าในการตัดสินใจอย่างไม่กลัวข้อผิดพลาด เกิดจากการสั่งสมของประสบการณ์ในช่วงวัยเรียนจนมาถึงวัยทำงานที่ต้องเจอกับความผิดพลาดนับไม่ถ้วน จนถึงจุดหนึ่งที่รับรู้ได้ว่ามนุษย์ทุกคนมีข้อผิดพลาด การจะร้องไห้เสียใจกับความผิดพลาดเองก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด

“เฌอคิดว่าอะไรที่เกิดขึ้นแล้วมักดีเสมอ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น”

เฌอปรางมองว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นสามารถเป็นบทเรียนสำคัญที่จะทำให้เราเรียนรู้ที่จะเติบโตจากข้อผิดพลาดเหล่านั้น ถ้าเราไม่ลอง ถ้าเราไม่ผิด เราก็จะไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ และสิ่งสำคัญที่เฌอปรางอยากเน้นย้ำคือ เมื่อไหร่ที่เกิดข้อผิดพลาด เราจะต้องให้โอกาสตัวเองในการก้าวเดินต่อไป ถ้าเลือกที่จะจมอยู่กับความผิดพลาด หรือจมอยู่กับความกลัวที่มีต่อความผิดพลาดจนไม่กล้าทำอะไร ก็จะไม่ต่างอะไรกับคนตายทั้งเป็น

ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น (Best at that moment)

รู้อะไรไม่เท่ารู้งี้

เราเชื่อว่าหลายคนเคยเสียใจที่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป เพราะดันเอาเหตุผลร้อยแปดมาจำกัดกรอบตัวเอง จนสุดท้ายก็มานั่งตัดพ้อกับตัวเองในภายหลังอย่างเสียดายว่า “รู้งี้นะ ฉันจะทำให้ดีกว่านี้” หรือ “ถ้ารู้อย่างนี้ ฉันจะตัดสินใจอีกแบบ”

เฌอปรางเป็นเด็กผู้หญิงที่มีความหลงใหลในวิทยาศาสตร์ เธอใฝ่ฝันที่จะเป็นนักวิจัยเพราะการได้เจอกับ ‘โมเมนต์ยูเรก้า (Eureka; คำอุทานเมื่อค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญ)’ ทำให้เธอมีความสุข

แต่อีกด้านหนึ่งของ เธอเป็นแฟนคลับของ AKB48 วงไอดอลหญิงจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อทราบข่าวว่าจะมีการจัดตั้ง BNK48 วงน้องสาวในประเทศไทย เฌอปรางก็อยากลองเป็นส่วนหนึ่งกับสิ่งที่ชอบ ขาของเฌอปรางในวันนั้นจึงยืนอยู่บนสองเส้นทาง ซึ่งเธอเลือกที่จะเป็นไอดอล

“ต่อให้เลือกไปแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราจะทิ้งมันไป เรากลับไปหามันได้เสมอ เฌอตอนนี้ก็ยังชอบวิทยาศาสตร์อยู่”

เฌอปรางเล่าว่าเธอเป็นคนที่ไม่อยากให้ความรู้สึกเสียดายเกิดขึ้นในใจ จึงตั้งใจกับการเป็นไอดอล เธอรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้เก่ง เลยต้องพยายามให้มากขึ้นด้วยการซ้อมเดี่ยวนอกเวลา และต่อให้เป็นสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ถนัด อย่างการร้องเพลง แต่เพราะเลือกแล้วต้องทำให้เต็มที่

ซึ่งเส้นทางที่เลือก ไม่ได้หมายความว่าจะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เราทุกคนล้วนต้องเจอกับความผิดพลาด ความล้มเหลว หรือเรื่องที่ทำให้เสียใจ จนทำให้รู้สึกว่าผลลัพธ์ที่ได้รับไม่คุ้มค่า แต่สำหรับเฌอปราง ความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับว่า เราเสียดายเวลาที่ทุ่มเทไปกับสิ่งที่เลือกไหม เพราะถ้าทำอย่างเต็มที่ ความรู้สึกเสียดายจะไม่เกิด

“เฌอไม่อยากเสียดาย เพราะฉะนั้นเลือกแล้วต้องทำให้ดีที่สุด ไม่ได้แปลว่าเราต้องกดดันตัวเอง แต่พยายามทำให้มันออกมาดีที่สุดที่ทำได้ในตอนนั้น”

อีกหนึ่งเรื่องราวของความเสียดายที่เฌอปรางถูกถามบนเวที คือ เรื่องการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของน้องชายแท้ๆ โดยเธอถูกถามว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เฌอปรางอยากจะทำอะไรกับเรื่องนี้”

ซึ่งเฌอปรางตอบว่า ในตอนนั้นเธอได้ทำทุกอย่างอย่างเต็มที่แล้ว เธอติดต่อน้องบ่อยครั้ง และให้คำแนะนำน้องว่า ถ้าไม่ไหวสามารถบอกเธอหรือที่บ้านได้เสมอ แต่สุดท้าย สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็เป็นการตัดสินใจของน้องชาย

หากย้อนกลับไปเพื่อทำอะไรมากกว่าที่เคยทำได้ เฌอปรางคิดว่าคงเป็นการ ‘ลากคอน้องกลับบ้าน’ เพื่อให้น้องชายได้กลับไปอยู่กับครอบครัว แต่เฌอปรางก็รู้ดีว่า ต่อให้พาน้องกลับไป สุดท้ายน้องชายก็เลือกที่จะออกไปอยู่ตามลำพังอยู่ดี

ความรู้สึกที่หลงเหลือสำหรับเฌอปรางจากเหตุการณ์นั้นในตอนนี้จึงไม่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘เสียดาย’ แต่เป็นความรู้สึก ‘คิดถึง’ เสียมากกว่า

เทคนิคคลายทุกข์ฉบับคนที่ (เคย) เป็น Perfectionist จ๋า

เพอร์เฟคชันนิสต์ (Perfectionist) คือ คนที่แสวงหาความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ และมักมองว่าความผิดพลาดเล็กๆ เป็นความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่และไม่ควรเกิดขึ้น ทำให้บางคนมีโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพจิต เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือ โรคย้ำคิดย้ำทำ

เฌอปรางนิยามตัวเองว่าเป็นคนประเภทนี้ จึงกลายเป็นว่ามีหลายครั้งที่ต้องแบกรับงานมาไว้ที่ตัวเอง เพราะคิดว่าสามารถจัดการคนเดียวได้ ทำให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างเฌอปรางกับเพื่อน เพราะเพื่อนคิดว่าเฌอปรางไม่ไว้ใจคนอื่น

การทำงานร่วมกับคนอื่นทำให้เฌอปรางเรียนรู้ว่า เราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างให้เป็นดั่งใจ เพราะข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ และบางครั้งความสำเร็จไม่ได้มาจากผลลัพธ์อันสมบูรณ์แบบเพียงลำพัง แต่ต้องมาจากความพยายามที่ประเมินค่าไม่ได้ระหว่างกระบวนการด้วย ความเป็นเพอเฟ็คชันนิสต์ในตัวเฌอปรางจึงลดลงจากเมื่อก่อน

การมีอุปนิสัยด้านหนึ่งเป็นเพอร์เฟคชันนิสต์ แปลว่ามีหลายครั้งที่ต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดัน เฌอปรางเล่าว่า เธอเคยหมดไฟ (Burn Out) จนอยากหายไปจากโลกนี้ แต่เมื่อนึกได้ว่าเคยให้กำลังใจคนที่รู้สึกแบบเดียวกันให้เขาสู้ต่อ เพราะ “โลกนี้ยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ” เฌอปรางจึงมองว่า หากเธอตัดสินใจหายไป จะกลายเป็นการผิดคำสัญญาที่เคยบอกให้คนอื่นลุกขึ้นสู้

จากประสบการณ์ของเฌอปราง สิ่งสำคัญที่ทำให้รับมือกับความทุกข์ได้ คือ การรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง ถ้าเกิดความทุกข์ เฌอปรางจะใช้วิธีลุกขึ้นมาเปลี่ยนอิริยาบถ ถ้านอนให้ลุกมานั่ง ถ้านั่งให้ลุกออกไปเดิน เพราะการทำอะไรซ้ำๆ จะทำให้เราจมอยู่กับความรู้สึกที่ไม่ดี

และสำหรับคนที่มีเวลา เฌอปรางแนะนำให้ลองไปเรียนการแสดงสักคอร์ส เพราะการเรียนรู้เกี่ยวกับการแสดงจะทำให้เรารู้จักกับอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น และรู้ว่าจะต้องจัดการกับอารมณ์นั้นอย่างไร

ภาพ : Soul Connect Fest