นายมงคล อายุ 63 ปี เป็นคนไร้บ้านอยู่แถวหัวลำโพงมาประมาณ 1 ปีแล้ว
นี่คือข้อมูลคร่าวๆ ของนายมงคล ซึ่งเป็นบุคคลที่เราสมมติขึ้นมา อยากให้ทุกคนลองจินตนาการภาพของนายมงคลขึ้นมา เราคิดว่าเขาจะเป็นแบบไหน มงคลจะเป็นคนขยันหรือคนขี้เกียจ? เป็นคนสุภาพหรือคนก้าวร้าว? เป็นขี้ขโมยหรือทำมาหากินสุจริต?
เชื่อว่ามีบางคนคิดว่ามงคลน่าจะเป็นคนขี้เกียจ หรือไม่ก็เป็นคนก้าวร้าว การคิดแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดเพราะบางทีมันก็มาจากประสบการณ์ร่วมในชีวิตของที่ได้ไปเจอกับคนไร้บ้านคนอื่นมาจริงๆ
แต่นี่ไม่ใช่คนไร้บ้านที่เราเคยเจอ นี่คือนายมงคล เราไม่เคยรู้จักเขา ไม่เคยเห็นหน้าเขา ทำไมคนเราถึงตีความนิสัยไปก่อนรู้จักกันเสียอีก
นั่นเพราะว่ามีสิ่งที่เรียกว่า ‘อคติ’ อยู่ในตัว ไม่ว่าจะตั้งใจมีหรือไม่ตั้งใจมีก็ตาม
จากรายงานวิจัยโครงการสร้างสังคม DEE (Diversity, Equity and Empathy): ศึกษาสถานการณ์อคติต่อกลุ่มเปราะบางและสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้ของสังคม (หรือ โครงการสร้างสังคม DEE) โดยคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า อคติ (Prejudice) หมายถึง ปฏิกิริยาจากการเหมารวมบุคคลนั้นๆ เข้าไปอยู่กับกลุ่มคนหนึ่ง อันเนื่องมาจากการอนุมานไปว่าบุคคลนั้นๆ มีลักษณะไม่พึงประสงค์ ไม่เข้าพวก ซึ่งอคติอาจมาจากประสบการณ์ในชีวิต การถูกหล่อหลอมด้วยสื่อ สังคม และนโยบาย
ความแตกต่างระหว่างการเหมารวมกับอคติ คือ การเหมารวมหมายถึง การมีความเชื่อต่อกลุ่มประชากรกลุ่มหนึ่งว่าจะมีพฤติกรรมและความคิดที่เหมือนกันๆ ผ่านการตัดสินสมาชิกจากกลุ่มประชากรนั้นเพียงไม่กี่คน หรือตัดสินจากข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริงเสียทั้งหมด ส่วนอคติคือปฏิกิริยาที่มีหลังจากเหมารวมว่าบุคคลตรงข้ามถูกจัดอยู่ในกลุ่มไหน กล่าวคือ เราเหมารวมก่อนแล้วจึงค่อยตามมาด้วยอคติ
นอกจากนี้อคติสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 องค์ประกอบ 1.องค์ประกอบด้านปัญญา คือ ความคิดเหมารวมที่มีต่อกลุ่มคน 2.องค์ประกอบด้านอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อประชากรกลุ่มหนึ่ง และ3.องค์ประกอบด้านพฤติกรรม ที่หมายถึงวิธีปฏิบัติที่เฉพาะเจาะจงกับคนกลุ่มนั้น
อคติ ไม่ได้หมายถึงการคิดในแง่ลบเสมอไป การคิดในแง่บวกก็เป็นอคติได้ เช่น การมองคนพิการว่าน่าสงสาร จึงไปช่วยเหลือเขาเพราะมองว่าเขาไม่มีแรงช่วยเหลือตัวเองได้ หรือการมองว่าคนที่มีความหลากหลายทางเพศมักจะเป็นคนตลกก็เช่นกัน
มนุษย์อยู่กับอคติตั้งแต่ไหนแต่ไร เรียกได้ว่าทักษะหนึ่งในการเอาตัวรอดของมนุษย์ยุคก่อนๆ
“ถ้าเรามองในเชิงวิวัฒนาการ จะเห็นว่ามนุษย์มีทักษะในการเอาตัวรอดเพื่อที่จะสืบทอดเผ่าพันธุ์ต่อไป นึกถึงสมัยก่อนที่มนุษย์อยู่กับสิงสาราสัตว์มากมาย มีหลายชนเผ่า ซึ่งในนั้นอาจจะมีศัตรูกับเราก็ได้ เราไม่มีเวลามาคิดหรือแยกแยะหรอกว่าคนที่แตกต่างกับเราดีหรือไม่ดี เราคิดไปก่อนว่าไม่ดีเพื่อป้องกันตัว”
คำตอบจาก ‘ผศ.สกล โสภิตอาชาศักดิ์’ หัวหน้าโครงการวิจัยด้านอคติ และอาจารย์ประจำคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
แต่ตอนนี้ที่มนุษย์ไม่ได้แบ่งแยกเผ่าพันธุ์ ไม่ต้องล่าสัตว์ หรือไม่ต้องปกป้องตัวเองแบบสมัยก่อนอีกต่อไป อะไรทำให้อคติมันยังคงอยู่

เหยียดภายใต้คำว่าหยอก
“ผู้ชายก็จะเป็น เมนส์ก็จะมา”
“ดีนะกินข้าวก่อนดูคลิป”
“ต่างด้าวพวกนี้อีกเดี๋ยวก็จะมายึดประเทศไทยหมดแล้ว”
ตัวอย่างคอมเมนต์ที่เปิดเผยถึงอคติภายใต้คำว่าหยอกหรือล้อเล่น ความน่ากลัวของคอมเมนต์เหล่านี้คือการทำให้อคติที่นำมาใช้อย่างเปิดเผย ในขณะเดียวกันก็มีคนเห็นดีเห็นงามด้วยไม่น้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการมองว่าเรื่องแบบนี้คือเรื่องที่สามารถนำมาล้อเล่นได้
และไม่ใช่ทุกคนที่จะเขินอายกับการคอมเมนต์อะไรแบบนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยเปิดหน้า ชื่อ และตัวตนของตัวเองและแสดงความคิดเห็นอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ในขณะเดียวกันคอมเมนต์ทำนองนี้ก็ได้รับผลตอบรับเป็นยอดไลก์ที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว
“บริบทของสังคมมีผลค่อนข้างมาก ถ้าเกิดว่าเราอยู่ในสังคมที่มีอคติต่อกลุ่มประชากรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหมือนกัน เราก็พร้อมจะแสดงออกถึงอคติตรงนั้นได้ง่ายกว่า”
ไม่แปลกใจที่เรามักจะเห็นคอมเมนต์ออกแนวเหยียดหรือล้อเล่นในโพสต์ที่พูดถึงคนที่แตกต่าง อคติต่อคนบางกลุ่มกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องและยอมรับได้ในสังคม ส่วนคนที่ยอมรับไม่ได้ก็จะถูกมองว่าเป็นคนซีเรียสบ้าง คิดมากบ้าง อาจารย์สกลเสริมว่าพฤติกรรมเหล่านี้ตรงกับ ‘ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Thoery)’ ที่ว่าด้วยมนุษย์สามารถเรียนรู้พฤติกรรมต่างๆ ได้จากการสังเกตและเลียนแบบพฤติกรรมของคนอื่น นอกจากนี้ยังดูออกอีกว่าถ้าพฤติกรรมไหนมีแนวโน้มได้รับการชื่นชม พฤติกรรมนั้นก็จะยังอยู่ต่อไป ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมนั้นถูกต้อง
ยิ่งไม่มีใครค้าน หลายคนจึงมองว่าการแสดงอคติคือสิ่งที่ถูกต้อง เราลองตั้งคำถามเล่นๆ ว่าอารมณ์ที่มาพร้อมกับการแสดงอคติคืออะไร? โกรธ ไม่ชอบ เกลียด หรือเฉยๆ เป็นไปได้ไหม
“เรามองว่าการแสดงออกและความรู้สึกจริงๆ มันมีความสัมพันธ์กัน บางคนแสดงออกถึงอคติได้มาก ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าเขาอาจจะรู้สึกรังเกียจมาก แล้วพอมาอยู่ในสังคมที่คนรอบข้างเห็นด้วย เขาจะยิ่งสุมความรังเกียจเพิ่มขึ้นไปอีก”
แต่มันก็มีในบางกรณีที่ผู้กระทำไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไรกับผู้โดนกระทำเลย เพราะเขาแค่รู้สึกว่าอยากทำแบบนี้ กับคนนี้เฉยๆ อาจารย์สกลยกตัวอย่างของการบูลลี่ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ซึ่งการบูลลี่ในที่นี่ไม่ได้หมายถึงการหยอก แซว หรือล้อเล่นให้อีกฝ่ายรู้สึกอับอาย แต่คือการบูลลี่ที่หมายถึงการกลั่นแกล้งจริงๆ และทำร้ายร่างกายกันจริงๆ
“อย่างในญี่ปุ่นบางทีคนที่บูลลี่เขาก็แค่อยากทำ ซึ่งไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีปัญหาอะไรบางอย่างจากการถูกเลี้ยงดูหรือเปล่า แต่เหตุที่คนจะถูกบูลลี่ก็คือไม่มีอะไรเลย คนนั้นอาจจะดูอ่อนแอหน่อย ดูหน้าจ๋อยๆ หน่อย แต่มันไม่ได้มีเหตุตั้งต้นมาจากอคติอะไรแบบนี้เลย”
จนมาถึงตอนนี้ เราเริ่มเข้าใจแล้วว่าการมีอคติเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่จะห้ามความคิดยังไง ในเมื่อสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เห็นก็ยังมีความสัมพันธ์กันอยู่ เช่น อคติต่อคนไร้บ้านคือการมองว่าพวกเขาคือคนขี้เกียจ เป็นขี้เมา และอันตราย ซึ่งมันก็มีกรณีที่คนโดนทำร้ายจากคนไร้บ้านที่เป็นตามอคตินี้จริงๆ ในสถานการณ์แบบนี้เราควรจะเชื่ออคติ หรือเชื่อใคร?
“อคติมาจากความจริงบางอย่าง” อาจารย์สกลเสริม มีกรณีที่คนไร้บ้านบางคนเมา ขี้เกียจ และเป็นจิตเวชเกิดขึ้นอยู่จริงๆ ถึงแม้เราจะพยายามบอกตัวเองไม่ใช่มีอคติ ก็ไม่สามารถลบความจริงนั้นได้ สิ่งที่สำคัญคือการไม่เอาอคติเหล่านี้มาเป็นตัวแทนของคนไร้บ้านทุกคน กล่าวคือ เราไม่สามารถเหมารวมคนไร้บ้านทุกคนในประเทศว่าจะเป็นแบบเดียวกัน จากการที่เราเจอคนไร้บ้านไม่กี่คนได้
เช่นเดียวกับกรณีของกลุ่มประชากรอื่นๆ เช่น แรงงานข้ามชาติ บางครั้งจะมีข่าวว่าแรงงานข้ามชาติทำร้ายนายจ้างบ้าง หรือไม่ก็ก่ออาชญากรรมบ้าง ซึ่งสื่อก็มักจะพาดหัวโดยใช้คำว่า ‘แรงงานข้ามชาติ’ เป็นจุดดึงดูด แต่ข่าวแรงงานข้ามชาติไม่กี่คนก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนของแรงงานข้ามชาติทั้งหมดในประเทศได้

เป็นไปได้ไหมที่เราจะลดอคติ?
เราถามคำถามนี้กับอาจารย์สกล ซึ่งอาจารย์ตอบว่า “ยาก แต่เป็นไปได้” ซึ่งวิธีที่อาจารย์เสนอคือการสร้างโครงสร้างทางสังคมที่เท่าเทียมผ่านกฎหมาย ทำให้สิ่งที่เป็นอคติ การเลือกปฏิบัติเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้ และมีบทลงโทษเพราะสิ่งนั้นคือความผิด หรือแม้กระทั่งการออกกฎหมายให้คนมีความเท่าเทียมกัน เท่านี้ก็ช่วยได้บ้างแล้ว
“ยกตัวอย่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม แค่ออกกฎหมายให้คนสามารถแต่งงานกันได้แค่นี้ก็ช่วยลดการเลือกปฏิบัติเชิงนโยบายได้ การออกกฎหมายที่สร้างโอกาสให้กับคนกลุ่มน้อย ก็น่าจะช่วยให้สถานะทางสังคมของเขาดีขึ้น แล้วทำให้อคติของคนในสังคมก็น่าจะจะลดลงได้ด้วย”
หรืออย่างพ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการผลักดันให้เป็นรูปเป็นร่าง เมื่อถึงวันหนึ่งที่กฎหมายฉบับนี้ถูกบังคับใช้ ไม่แน่ว่าอคติที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ก็อาจจะลดลงได้ เพราะพวกเขามีกฎหมายคุ้มครอง ซึ่งหมายความว่าพวกเขาก็จะถูกยอมรับเหมือนคนอื่นๆ อีกด้วย
การออกแบบสังคมให้มีความเหลื่อมล้ำลดลง คือ สิ่งสำคัญที่ช่วยขจัดอคติต่อกลุ่มเปราะบางได้ อาจารย์ได้ยกตัวอย่างนโยบาย DEI (Diversity, Equity, and Inclusion) เป็นแนวคิดนโยบายที่มุ่งสร้างสังคมที่เท่าเทียม ยอมรับความแตกต่าง และเป็นสังคมที่โอบรับทุกคน
ลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเท่าเทียม ฟังดูเป็นอะไรที่คลาสสิกมากๆ แต่ถ้าทำได้จริง การลดอคติจะเคยขึ้นได้อย่างง่ายดาย อีกสิ่งหนึ่งที่อาจารย์ตั้งข้อสังเกตคือ สังคมไทยไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะที่ให้คนมาเจอกันมากพอ จึงทำให้คนรู้จักกันผ่านอคติ มากกว่าที่จะเข้าใจจริงๆ ว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร
“การสร้างสังคมที่คนมาปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น มันจะช่วยลดอคติลงได้ ปฏิสัมพันธ์ในที่นี้ไม่ใช่แค่การเดินผ่านกันนะ แต่มันคือคุยกัน รู้จักกัน”
“พื้นที่สาธารณะมีผลอย่างมาก อย่างในปัจจุบันที่ต่างคนต่างอยู่ในคอนโด ซึ่งคอนโดมันก็คัดกรองคนได้ระดับหนึ่งที่อย่างน้อยคุณต้องมีเงินเท่านี้ถึงจะอยู่ได้ เราเลยไม่มีโอกาสได้เจอคนที่หลากหลาย มันก็ไม่แปลกนะที่เราจะไม่เข้าใจชีวิตหรือความรันทดของคนอื่นๆ”
อาจารย์สกลย้ำอีกครั้งว่าการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถึงแม้ในวันหนึ่งเราจะมีพื้นที่สาธารณะที่พาทุกคนมาเจอกันได้ แต่ถ้าความเหลื่อมล้ำยังไม่หายไป ก็ยากที่จะเกิดการปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณภาพและลดอคติได้ มันเหมือนจับคนมาใส่ในที่เดียวกัน แต่พวกเขาเข้าก็จะยังไม่เข้าใจกันอยู่ดี
แล้วถ้าถอยลงมาในระดับปัจเจก สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือ‘การมองคนอย่างธรรมชาติ’ หมายถึง มองเขาตามที่เขานำเสนอ ไม่ต้องคิดต่อไปเองว่าการที่เขาพูด ทำ หรือคิดแบบนี้ เพราะเขามีเหตุผลหรือภูมิหลังอะไร เช่น ถ้าเราเห็นผู้หญิงมุสลิมคนหนึ่ง เราก็แค่คิดว่าเขาคือคนคนหนึ่งแค่นั้น มันไม่มีความจำเป็นต้องไปคิดต่อว่า ‘เขากินหมูไม่ได้ ลำบากแย่เลย’ หรือ ‘เขาใส่เสื้อผ้าแบบนี้ต้องไม่สบายแน่ๆ คงจะร้อนน่าดู’ หรือในกรณีของคนไร้บ้านที่เราเห็นแล้วต้องไปคิดว่า ‘เพิ่งเมามาแน่ๆ’ ‘เป็นคนไร้บ้านแบบนี้น่าจะขี้เกียจ’
การมองคนอย่างธรรมชาติ มองในสิ่งที่เขาเป็นอาจจะทำให้เรารู้จักตัวตนของเขาได้ดียิ่งขึ้น ดีกว่าเรามาจินตนาการเรื่องของเขาเอาเอง
