“ขอให้อายุมั่นขวัญยืน เป็นหมื่นๆ ปี”
“โอ๊ย 70 ก็พอ ไม่อยากแก่”
หากเป็นเมื่อก่อน เรามักจะน้อมรับคำอวยพรที่ขอให้เราสุขภาพดี และมีชีวิตที่ยืนยาว แต่พักหลังมานี้มักจะได้ยินคำหยอกล้ออย่างติดตลกว่า ไม่อยากมีชีวิตอยู่นานๆ ถ้าตายก่อน 80 ได้ก็คงจะดี
ฟังเผินๆ อาจดูเหมือนมุกตลกทั่วไป แต่พอคิดดูดีๆ มันกลับแฝงไปด้วยความคิดเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพจะเป็นยังไง มีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตไหม หรือบั้นปลายชีวิตของเราจะอยู่แบบอดๆ อยากๆ พร้อมโรคที่รุมเร้า
ความไม่แน่นอนทำให้เราเกิดความกลัว ไม่กล้าเสี่ยง ไม่กล้าลงทุน เลือกทำแต่สิ่งที่เรามั่นใจว่า ลงมือทำไปแล้วจะไม่เจ็บตัว เช่น เลือกเรียนในสายอาชีพที่การันตีว่าได้เงินดีมากกว่าสายอาชีพที่ชอบ ซึ่งความไม่แน่นอนไม่ใช่สิ่งที่จิตใจเราปรุงแต่งไปเอง แต่มีมาตราวัดที่เรียกว่า ดัชนีความไม่แน่นอนของโลก เป็นตัวยืนยัน
ดัชนีความไม่แน่นอนของโลก (World Uncertainty Index : WUI) พัฒนาโดยนักเศรษฐศาสตร์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และใช้การวิเคราะห์รายงานของประเทศต่างๆ ที่จัดทำโดย Economist Intelligence Unit (EIU) จะวัดความไม่แน่นอนของโลกผ่านสงคราม ภัยธรรมชาติ โรคระบาด และวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งในปี 2566 ที่ผ่านมา ตัวเลขความไม่แน่นอนสูงขึ้นกว่า 147% เมื่อเทียบกับปี 2543
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดของความไม่แน่นอน คือ ‘ผลกระทบทางเศรษฐกิจ’ เพราะพอผู้บริโภคกังวลก็จะไม่กล้าใช้จ่าย พอไม่มีการใช้จ่ายผู้ผลิตก็จะไม่ลงทุน พอไม่มีการลงทุนศักยภาพการผลิตของประเทศก็จะลดลงในระยะยาว แรงงานก็จะถูกเลิกจ้าง กลายเป็นปัญหาแบบโดมิโนที่ล้มไปเรื่อยๆ
ความไม่แน่นอนจึงเปรียบเสมือนหมอกหนาทึบที่ทำให้เราไม่เห็นเส้นทางข้างหน้า
ความไม่แน่นอนเป็นโชคร้ายของคนยุคนี้ และอาจจะส่งผลต่อเนื่องไปยังคนยุคถัดไป ที่ทำให้พวกเขาไม่กล้าเผชิญกับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลง เพราะเราไม่อาจรู้เลยว่า โรคระบาดใหญ่จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ สงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า หรือเราจะเจอแผ่นดินไหวอีกรอบไหม

ภาวะเปราะบางจึงถูกพูดถึงในหมู่คนที่เกิดหลังปี 2543 เป็นต้นไปมากขึ้น เพราะพอความไม่แน่นอนของโลกเพิ่มขึ้น คนยุคใหม่ก็เหมือนยืนอยู่บนพื้นที่ไม่มั่นคง หากล้มก็เสี่ยงต่อการแตกสลายได้ง่ายราวกับเกล็ดหิมะ (Snowflakes) ทำให้ถูกคนรุ่นเก่าด้อยค่าผ่านวิวาทะต่างๆ
เราจึงจำเป็นที่ต้องมี ‘ฟูก’ มาประคับประคองไม่ให้เจ็บตัว และฟูกนั้นมีชื่อว่า ความคุ้มครองทางสังคม
ความคุ้มครองทางสังคมคืออะไร? ไทยดีพอแล้วหรือยัง?
‘การเรียกร้องให้ 1 วันทำงานเพียง 8 ชั่วโมงจนเกิดเป็นวันแรงงานโลก’ ‘การกรีดเลือดของหญิงตั้งครรภ์เพื่อเรียกร้องสิทธิลาคลอด’ ‘การชุมนุมเพื่อผลักดันนโยบายสาธารณะโดยภาคประชาชน’ สิ่งเหล่านี้แม้มีที่มาที่ไปที่แตกต่างกัน แต่จุดประสงค์ที่ทุกฝ่ายมีร่วมกัน คือ การเรียกร้องให้รัฐจัดสรรหลักประกันที่ทำให้ชีวิตของประชาชนดีขึ้น ซึ่งในระดับสากล เราจะเรียกหลักประกันนี้ว่า ‘ความคุ้มครองทางสังคม’
ความคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) เป็นมาตรการคุ้มครองขั้นพื้นฐานโดยภาครัฐต่อพลเมืองของตนเอง เป็นหลักประกันชีวิตที่จะไม่ทำให้คนคนหนึ่งต้องยากจน หรือมีโอกาสขยับสถานะตัวเองได้ ซึ่งการคุ้มครองนี้ออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น ระบบประกันสังคม ระบบประกันสุขภาพ ฯลฯ
หากย้อนดูใน รายงาน World Social Protection Report 2024–26 โดย องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization ; ILO) จะพบว่าระดับความคุ้มครองทางสังคมของไทยในเชิงตัวเลขไม่ได้เลวร้าย เพราะประสิทธิภาพของนโยบายไทยสูงถึง 70.1% มากกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ที่ 52.4%
แต่ประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีสวัสดิการดีที่สุดในโลก อย่าง ประเทศฟินแลนด์ มีระดับความคุ้มครองทางสังคมอยู่ที่ 100% หรือถ้ามองใกล้ๆ อย่างประเทศสิงคโปร์ ตัวเลขของประเทศเขาก็ได้ 100% เช่นกัน
แล้วทำไมไทยเราถึงไม่ได้คะแนนเต็ม?
รายงานของ ILO ระบุว่า มาตรการคุ้มครองทางสังคมที่ประเทศไทยทำได้ดีจนโดดเด่น คือ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Healthcare) ที่มี 3 ระบบใหญ่ด้วยกัน ได้แก่ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ระบบประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งเรียกได้ว่า ขอเพียงแค่คุณเป็นคนไทยและมีบัตรประชาชนก็สามารถเข้าถึงได้ คะแนนด้าน Healthcare ของไทยจึงสูงถึง 96.9% ในขณะประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างมาเลเซียไม่ปรากฏข้อมูลในด้านนี้เสียด้วยซ้ำ

ส่วนตัวเลขของความคุ้มครองด้านอื่นของไทยไม่ได้แย่เช่นกัน ทำให้ภาพรวมของไทยดูครอบคลุม แต่พอชำแหละดูนโยบายแต่ละส่วนกลับพบว่ามันไม่เพียงพอ และไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในยุคปัจจุบัน อาทิ ความคุ้มครองทางสังคมในเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของประเทศ และความคุ้มครองทางสังคมในผู้สูงวัย
ความคุ้มครองทางสังคมในเด็กและเยาวชน
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมรุ่นพ่อแม่ของเราสามารถแต่งงานมีครอบครัว มีบ้าน มีรถ แถมยังสามารถส่งเสียเลี้ยงดูลูกจนเรียบจบได้ แต่พอมองกลับมาที่ตัวเอง แค่จะเอาชีวิตช่วงสิ้นเดือนให้รอดก็แทบหืดขึ้นคอ
ความผกผันของเศรษฐกิจโลกมีผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ ถึงแม้รายงานการตามติดเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) โดยธนาคารโลกจะประเมินว่า อัตราความยากจน (Poverty Rate) ของประเทศไทยลดลงเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ปัจจัยที่ทำให้ลดลงเป็นเพราะมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ตลอดจนนโยบายแจกเงิน ไม่ใช่การเติบโตทางรายได้ของคนไทย
ซึ่งประเทศไทยตกอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นเวลากว่า 38 ปี นับตั้งแต่ปี 2530 ทำให้คนไทยไม่สามารถมีรายได้ที่สูงขึ้นได้ แม้ว่าเงินจะเฟ้อเท่าไหร่เราก็คงมีรายได้เท่าเดิม การจะหลุดพ้นจากวงจรเดิมๆ ต้องมีการอัดฉีดทางนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายการศึกษา
แต่การศึกษาในประเทศไทยมีค่าใช้จ่าย ต่อให้เรียนฟรี แต่พ่อแม่ยังต้องจ่ายค่าชุด หรือค่าอุปกรณ์ทางการเรียนอยู่ดี ซึ่งมาตรความคุ้มครองทางสังคมในเด็กและเยาวชนไม่ครอบคลุมในส่วนนี้

รายงานของ ILO ระบุว่า มาตรการความคุ้มครองทางสังคมในเด็กและเยาวชนแบ่งออกเป็น 2 ระบบด้วยกัน คือ การให้เงินอุดหนุนเด็กทุกคนตั้งแต่อายุครรภ์ 4 เดือน – 6 ปี และ การแบ่งเกณฑ์ตามฐานะ
แม้เงินอุดหนุนในช่วงอายุครรภ์ 4 เดือน – 6 ปี จะให้เด็กทุกคน แต่ให้ในอัตรา 600 บาท/คน/เดือน เพิ่มมาจากปี 2558 ซึ่งเป็นปีแรกของโครงการเพียง 200 บาทเท่านั้น เงินเพียง 600 จึงไม่เพียงพอที่จะช่วยอุดรายจ่ายของครอบครัวที่มีรายได้ต่ำได้ ในขณะที่ประเทศเยอรมันให้เงินอุดหนุนลูกคนแรกและคนที่ 2 เป็นจำนวน 219 ยูโร (8,500 บาท)/คน/เดือน จนถึงอายุ 18 ปี
ความคุ้มครองทางสังคมในผู้สูงวัย
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัย (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบเมื่อปี 2567 โดยอ้างอิงจากข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปี 2566 ว่า ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุคิดเป็น 1 ใน 5 ของประชากรไทยทั้งประเทศ
ซึ่งเมื่อเราพูดถึงสังคมผู้สูงวัย เรามักจะนึกถึงประเทศญี่ปุ่นที่มีนโยบายรองรับผู้สูงวัยครบถ้วน จนได้คะแนนความคุ้มครองทางสังคมด้านผู้สูงวัยจาก ILO เต็ม 100% แต่ประเทศไทยของเรากลับได้คะแนนเพียง 82.6 เท่านั้น

สาเหตุแรกที่ทำให้คะแนนเราน้อยกว่าประเทศญี่ปุ่น คือ สวัสดิการเบี้ยผู้สูงอายุที่แช่แข็งอยู่ที่ 600 บาทต่อคนมาตั้งแต่ปี 2554 ทำให้การนั่งรถรับจ้างไปหาหมอครั้งหนึ่งก็ไม่มีเงินเหลือแล้ว เราจึงมักเห็นผู้สูงวัยช่วงต้น (60-69 ปี) ยังต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองอยู่
อีกสาเหตุหนึ่งคือ ความคุ้มครองทางสังคมในช่วงวัยทำงานของไทยยังไม่ครอบคลุม เพราะแรงงานไทยกว่า 52% เป็นแรงงานนอกระบบ ไม่อยู่ในความคุ้มครองของรัฐ
อนาคตของเราจะชัดเจนกว่านี้ ถ้าความคุ้มครองทางสังคมดีพอ
หากความคุ้มครองทางสังคมดีพอ เราคงจะไม่เห็นภาพพรรคการเมืองนานาพรรคที่ชูเอารัฐสวัสดิการมาซื้อใจประชาชน เพราะใครๆ ก็รู้ว่าต่อให้ขยันทำงานแค่ไหน หากไม่มีหลักประกันรองรับอยู่ อนาคตก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นคนยากจน
ซึ่งภาพความลำบากสำหรับคนชนชั้นกลางค่อนล่างไม่ต้องมองไปทางไหนไกล แค่ย้อนไปเหตุการณ์แผ่นดินไหวไม่นานมานี้ การที่ต้องไร้ที่อยู่อาศัยชั่วคราวเพราะเดินทางกลับบ้านไม่ได้ หรือห้องพักอาศัยมีรอยแตกร้าวจนอยู่ไม่ได้ แต่กลับได้เงินช่วยเหลือเพียงไม่กี่ร้อยนั้นน่าเศร้าใจแค่ไหน
เพราะฉะนั้น หากประเทศไทยให้ความใส่ใจกับความคุ้มครองทางสังคมมากกว่านี้ โดยเฉพาะความคุ้มครองทางสังคมในกลุ่มเปราะบาง จะช่วยทำให้คนไทยกล้าที่จะฝัน กล้าที่จะใช้ชีวิต มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืดหยุ่นขึ้นได้ ไม่มากก็น้อย
อ้างอิง
