“แฝดเหรอ”
“เปล่า ลูกพี่ลูกน้อง”
ซินเนอร์ส (Sinners) เป็นเรื่องราวของสองพี่น้องฝาแฝดคนดำ สโมค (Smoke) และ สแต็ก (Stack) ที่หอบเงิน (เปื้อนเลือด) จากชิคาโกกลับบ้านเกิดที่มิสซิสซิปปี เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยความตั้งใจที่จะเปิดบาร์ที่เรียกว่า ‘จู๊คจอย (Juke Joint)’
ฝาแฝดซื้อโรงเลื่อยจากคนขาวที่เป็นพวกชาตินิยมเหยียดผิว ก่อนจะไปรับแซมมี่เด็กชายลูกชายนักเทศน์ ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของพวกเขาขึ้นรถมาด้วย เพราะแซมมี่มีพรสวรรค์ด้านดนตรี และแฝดจะให้เด็กชายขึ้นแสดงในค่ำคืนนี้ ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดบาร์
แน่นอนว่า การเป็นลูกนักเทศน์ทำให้แซมมี่ถูกพร่ำสอนไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกคนบาป (Sinners) และเขาไม่ได้รับการสนับสนุนให้เล่นดนตรี เจดิไดห์ (Jedidiah) พ่อของแซมมี่จึงไม่สบายใจเมื่อเห็นว่าแซมมี่จะขึ้นรถไปกับสองแฝด เด็กชายจึงให้คำมั่นสัญญากับพ่อว่า เขาจะกลับมาให้ทันโบสถ์เริ่มพิธีในเช้าวันถัดไป
“ถ้าลูกชอบเต้นรำกับปีศาจ สักวันมันจะตามลูกกลับบ้าน” – เจดิไดห์
แซมมี่ไม่ผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อของตัวเอง เขาขับรถของสโมคและสแต็กกลับมาที่โบสถ์ของชุมชนเพียงลำพังด้วยสภาพไม่สู้ดี เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เลอะไปด้วยคราบเลือด หน้ามีรอยแผล ส่วนมือของเขากำกีตาร์ที่เหลือแค่ช่วงคอไว้แน่น

ถึงไม่ถาม พ่อและคนในโบสถ์ต่างรู้ดีว่า เมื่อคืนที่แซมมี่เจอเรื่องที่หนักหนา และดูเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแน่นอน
หากชมแค่ตัวอย่างภาพยนตร์ (Trailer) ซินเนอร์สจะเป็นเพียงภาพยนตร์แนวระทึกขวัญที่นำแสดงโดยคนดำ และบู๊ระห่ำ สู้กับสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างแวมไพร์ แต่แก่นของเรื่องราวตลอด 2 ชั่วโมง อัดแน่นไปด้วยข้อความที่สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียม การกดขี่ และการเหยียดเชื้อชาติ (Racism)
เพลงบลูส์ และจู๊คจอย พื้นที่ปลอดภัยจากการเหยียดชนชั้นที่ไม่ต้อนรับคนขาว
ก่อนจะเปิดบาร์ ทุกอย่างต้องเตรียมพร้อมก่อน สโมคและสแต็กจึงแยกกันไปคนละทาง โดยสโมครับผิดชอบโดยการไปหาซื้อวัตถุและสั่งทำป้ายร้านจากร้านชำของสามีภรรยาชาวเอเชียที่รู้จักกับสองแฝดเป็นอย่างดี เพราะเป็นร้านที่คนดำสามารถเข้ามาใช้บริการได้ ตาม ‘กฎหมายจิม โครว์ (Jim Crow Laws)’ กฎหมายที่แบ่งแยกคนดำและคนขาว หลังจากการเลิกทาส เพื่อไม่ให้คนดำมีสิทธิทัดเทียมคนขาว
ส่วนสแต็กทำหน้าที่หาทรัพยากรบุคคลด้วยการไปดึงตัวนักดนตรีคนดำและคนงานจากไร่ฝ้ายมาร่วมงานในค่ำคืนนี้ โดยไม่ลืมที่จะโปรโมทที่สถานีรถไฟอย่างดิบดีว่า ค่ำคืนนี้ ‘จู๊คจอย’ จะเปิดให้บริการสำหรับพี่น้องคนดำทุกคน
จู๊คจอย (Juke Joint) เป็นคำศัพท์ของคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ใช้เรียกสถานที่ให้บริการความบันเทิงอย่างไม่เป็นทางการโดยคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ความไม่เป็นทางการจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแค่มีโรงเลื่อย ป้ายบาร์ นักดนตรี ไพ่ และเหล้าเบียร์ สองแฝดก็สามารถเปิดให้บริการจู๊คจอยแห่งนี้ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องไปขอใบอนุญาตจากใคร

ซึ่งเพลงที่ขึ้นแสดงหนีไม่พ้น เพลงบลูส์ (Blues)
ต้นกำเนิดของเพลงบลูส์มาจากคนดำซึ่งเป็นชนชั้นแรงงานในมิสซิสซิปปี โดยเฉพาะบริเวณดินดอนสามเหลี่ยม (Delta) สถานที่ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ดำเนินเรื่อง
ศิลปินเพลงบลูส์ส่วนใหญ่ คือ แรงงานในไร่ฝ้ายที่ใช้การร้องเพลงปลอบประโลมจิตใจจากความเหนื่อยล้า บทเพลงของพวกเขาจึงอัดแน่นไปด้วยความคับแค้นใจ กลายเป็นท่วงทำนองที่น่าเศร้า แต่ในทางกลับกัน ความเพี้ยนของโน้ตดนตรีที่เกิดจากอุปกรณ์ที่ไม่พร้อม และการไม่มีความรู้ด้านทฤษฎีดนตรี ทำให้เพลงบลูส์มีเอกลักษณ์และเป็นที่นิยม
และหลังจากพระอาทิตย์ตก ศิลปินในไร่ฝ้ายก็จะพากันไปจู๊คจอย เพื่อขึ้นเวทีบรรเลงเพลงบลูส์ ขับกล่อมแขกภายในร้าน
เพราะเพลงบลูส์หมายถึงชีวิต แซมมี่จึงโดนสบประมาทว่าเด็กเกินไป แต่เมื่อแซมมี่เริ่มบรรเลงบทเพลง ทุกคนในบาร์ก็ส่งเสียงชื่นชม และลุกขึ้นมาสนุกกับบทเพลงของเขา
เสียงดนตรีของแซมมี่ดึงดูดให้คนขาวแปลกหน้า 3 คนเดินเข้ามาใกล้บาร์ แต่พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในจู๊คจอยแห่งนี้ เพราะที่นี่ไม่ใช่บาร์คนขาว การที่ทั้ง 3 คนมาปรากฏตัวที่นี่ คือการมา ‘ผิดที่’
จุดนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจในตัวคนขาว และความต้องการที่จะทำให้พื้นที่ใต้โรงเลื่อยแห่งนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของ ‘พวกเขา’ อย่างแท้จริง จึงเปิดรับเฉพาะคนผิวสี (People of Color ; POC) และคนที่แฝดกับพรรคพวกนับว่าเป็นครอบครัวเท่านั้น

แวมไพร์ไอริช ตัวแทนคนขาวที่ถูกกดขี่
หลังไล่แขกที่ไม่ได้ได้รับเชิญออกไป ปัญหาต่อไปที่สองแฝดต้องเผชิญ คือ ความจริงที่ว่าพวกเขากำลังจะขาดทุน เพราะเงินส่วนใหญ่ที่ได้ในค่ำคืนนี้ เป็นเงินจากไร่ฝ้ายที่ไม่สามารถนำไปใช้นอกชุมชนได้ และถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เงินสดที่พวกเขามีในมือจะหมดลงภายในไม่กี่สัปดาห์
แผนของสแต็กจึงเป็นการดึงคนขาวทั้ง 3 คนนั้นกลับมา เพื่อรีดเงินจากพวกเขา โดยแมรี่ คนรักของสแต็กซึ่งเป็นผู้หญิงผิวขาวอาสาออกไปเจรจา เพราะเธอกับพวกเขาเป็นคนผิวขาวเหมือนกัน
แต่พอแมรี่กลับมาพร้อมกับเหรียญทองคำในมือ เรื่องราวกลับไม่ได้ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เพราะแมรี่กัดคอสแต็กจนเลือดอาบ
เมื่อเห็นแฝดของตนถูกทำร้าย สโมคจึงหยิบปืนขึ้นมายิงแมรี่ด้วยความตกใจ แม้จะลั่นกระสุนไปหลายนัด แต่แมรี่กลับไม่สะทกสะท้าน และวิ่งหนีออกไป บาร์แห่งนี้จึงต้องปิดให้บริการชั่วคราว เพื่อไล่ลูกค้าทุกคนกลับบ้าน เหลือเพียงคนสนิทเท่านั้น
โดนยิงไปหลายนัดแต่ยังวิ่งได้ แมรี่ในตอนนี้ต้องไม่ใช่คนแล้วแน่ๆ แต่เธอคือตัวอะไร?
ความเคลือบแคลงใจนี้ได้ข้อสรุป เมื่อศพของสแต็กฟื้นคืนชีพ เพราะพอสแต็กโดนน้ำกระเทียมดองสาดใส่ เขาก็วิ่งหนีออกไปด้วยผิวหนังที่พุพอง
สแต็กและแมรี่ได้กลายเป็นแวมไพร์ไปเสียแล้ว
แวมไพร์ตามคำอธิบายในหนังเรื่องนี้ คือ ปีศาจชนิดหนึ่งที่ยึดร่างและดวงวิญญาณของเจ้าของร่าง ทำให้มันและพรรคพวกเชื่อมต่อกับความทรงจำของเหยื่อ ซึ่งการยึดร่าง ยึดวิญญาณนี้ จะทำให้วิญญาณของผู้เคราะห์ร้ายไม่ได้กลับสู่อ้อมแขนของพระเจ้า และวิธีที่จะเอาชนะได้ มีเพียงการแทงไม้ทะลุหัวใจ หรือไม่ก็รอจนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น เพราะแสงอาทิตย์จะทำให้แวมไพร์เหล่านี้กลายเป็นผุยผง
และพวกเขาจะปลอดภัย ถ้าไม่มีใครเอ่ยคำอนุญาตให้แวมไพร์เข้ามาในโรงเลื่อย
เรมมิกค์ (Remmick) 1 ในคนขาวที่มาป้วนเปี้ยนหน้าบาร์จึงเดินออกมาประจันหน้ากับสโมคที่หน้าประตู เผยตัวว่าเป็นแวมไพร์ และโน้มน้าวให้สโมคกับพรรคพวกมาเป็นแวมไพร์ด้วยกัน เพราะจะทำให้ทุกคนได้รับอิสระอย่างแท้จริง ไม่เหมือนกับโรงเลื่อยแห่งนี้ที่ค่ำคืนนี้เป็นสวรรค์ของคนดำ แต่พอกลางวันมาถึง พวกคนขาวเจ้าของเดิมจะบุกมาเอาคืนอยู่ดี

คำพูดของเรมมิคส์จึงเป็นการเอาความจริงลึกๆ ที่สโมครู้ดีมายีใส่หน้าว่า อิสระในค่ำคืนนี้เป็นเพียงอิสระชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อรุ่งอรุณมาถึงพวกเขาก็ต้องดิ้นรน ต่อสู้กับความไม่เท่าเทียม และการโดนกดขี่อยู่ดี
ซึ่งเรมมิคส์ย้ำว่า เขาเข้าใจสโมคและทุกคนเป็นอย่างดี เพราะเขาเองก็โดนกดขี่เช่นกัน
เรมมิคส์เป็นแวมไพร์ชาวไอริช แม้จะเป็นคนขาว แต่ชาวไอริชในประวัติศาสตร์นั้นโดนอังกฤษกดขี่เป็นระยะเวลากว่า 700 ปี ไม่ว่าจะเป็นการถูกเลือกปฏิบัติทางศาสนา ถูกเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ และถูกกดขี่ทางวัฒนธรรม ทำให้พวกเขาต้องอพยพย้ายดินแดนไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกา
แน่นอนว่าไม่มีใครเอาด้วยกับเรมมิคส์ และพร้อมจะขังตัวเองอยู่ในโรงเลื่อย แต่ท้ายที่สุดแล้วก็มีคนเปิดปากตะโกนท้าสู้กับพวกแวมไพร์อยู่ดี ซึ่งเป็นการเปิดฉากบู๊เอาชีวิตรอดที่กินเวลาไปทั้งคืน
บทสรุปของเรื่องราวนี้ คือ แซมมี่รอดชีวิตกลับไปหาพ่อที่โบสถ์ และเมื่อเวลาผ่านไป แซมมี่ในวัยชรากลายเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง ทำให้ต่อให้การแสดงจบลงแล้วยังมีคนที่อยากเจอและ ‘ขอเข้ามาหา’
เขาจึงได้เจอสแต็กและแมรี่ที่ได้กลายเป็นแวมไพร์ไปเมื่อหลายปีก่อน โดยที่หน้าตาของทั้งคู่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
สแต็กไม่ได้ถูกกำจัดในค่ำคืนนั้นเพราะเขารับปากกับสโมคว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับแซมมี่ และก่อนจากกันในครั้งนี้ แซมมี่บอกกับสแต็กว่า บางครั้งที่เขาตื่นขึ้นมาและเป็นอัมพาต เขารู้สึกเหมือนได้กลับไปยังคืนนั้นอีกครั้ง แต่ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน เขากลับคิดว่าวันนั้นมันเป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิต
ซึ่งสแต็กเองก็บอกกับแซมมี่ว่า วันนั้นเป็นวันที่ดีที่สุดของเขาเช่นกัน
“ครั้งสุดท้ายที่ฉันเห็นพี่ชาย ครั้งสุดท้ายที่ฉันเห็นดวงอาทิตย์ และแค่ไม่กี่ชั่วโมง เราเป็นอิสระ” – สแต็ก

อ้างอิง
