หรือเพราะสังคมทำให้เราเหงาเกินไป : สำรวจปรากฎการณ์การเพิ่มพุ่งพรวดของ ‘ทาสแมว’ จากมุม ‘หมอหมา’ ที่เห็นคนไข้ 4 ขาเปลี่ยนไปในรอบ 20 ปี 

ทำไมคนรุ่นใหม่ เลี้ยงแมวมากกว่าหมา? คำถามนี้เป็นสิ่งที่สังคมไม่ได้ตั้งคำถาม แต่เชื่อว่าลึกๆ แล้วหลายคนก็อยากรู้เหมือนกัน โดยเฉพาะโลกโซเชียลที่มีแมวครองพื้นที่เพียงเพราะมีซีนนอนหงายพุงเฉยๆ ไม่เหมือนกับคอนเทนต์หมาที่มีหลากหลาย แต่ต้องสร้างสรรค์มากกว่าการนอนเฉยๆ ไปวันๆ อย่างข้าวเจ้าหมากวนตีน หรือจุ๊มเหม่งทะเลาะกับพี่เอ 

เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว หลังลาออกจากการเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยเพื่อมาเปิดสถานบริการรักษาสัตว์ในจังหวัดน่าน ยอมรับตามตรงว่าเคสส่วนใหญ่ที่รักษาจะเป็นสุนัขเกือบ 90% ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมสัตว์แพทย์ถึงมีชื่อเล่น ‘หมอหมา’ แทนชื่อเล่นจริงๆ ที่พ่อแม่ตั้งให้ 

ส่วนสัตว์อื่นๆ ก็มีมาให้รักษาบ้างประปราย โดยเฉพาะแมวจะเป็นแมววัดกับแมวตลาด ไม่ค่อยเจอแมวที่เลี้ยงตามบ้าน แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คนไข้ของผมเปลี่ยนไป โดยมีเคสแมวมากกว่า 80 %  เคสที่เป็นสุนัขและสัตว์อื่น ๆ มีไม่ถึง 20 %  เพื่อนสัตว์แพทย์หลายๆ คนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดก็ตอบตรงกันว่าผู้คนเลี้ยงแมวมากกว่าหมาแล้วตอนนี้ 

ทาสแมวเต็มไปหมด ที่ไม่ได้คิดไปเอง และเพื่อไม่ให้เกิดข้อกังขาว่าสัตว์แพทย์คนหนึ่งคิดไปเอง ผมได้ค้นหาข้อมูลการเลี้ยงสุนัขและแมวในประเทศไทย รวบรวมโดยศูนย์บัญชาการเพื่อการเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้รายละเอียดว่า จากการเปรียบเทียบข้อมูล พ.ศ. 2565 และ พ.ศ. 2567 พบว่าทั่วประเทศไทยมีการเลี้ยงสุนัขเพิ่มขึ้น 79.7 % และมีการเลี้ยงแมวเพิ่มขึ้น 68 %  โดยข้อมูลล่าสุด (พ.ศ. 2568) พบว่าทั่วประเทศมีสุนัขเลี้ยง 1,726,317 ตัว และมีแมวเลี้ยง 930,135 ตั

แต่ถ้าพิจารณาจำนวนประชากรสุนัขและแมวในเมืองใหญ่โดยเฉพาะในกรุงเทพ ฯ โดยอาสาสมัครสาธารณสุขและศูนย์บริการสาธารณสุข ทำการสำรวจสุนัขและแมวในพื้นที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2567 พบว่ามีจำนวนสุนัขที่มีเจ้าของ 53,991 ตัว จำนวนแมวที่มีเจ้าของ 115,827 ตัว 

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า แม้จะมีจำนวนการเลี้ยงสุนัขมีมากกว่าแมว และมีแนวโน้มการเลี้ยงสุนัขเพิ่มขึ้นมากกว่าแมวอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะเขตเมืองใหญ่ๆ จะพบว่ามีการเลี้ยงแมวมากกว่าสุนัขถึง 2 เท่าตัว สัมพันธ์กับเคสแมวป่วยที่เพิ่มขึ้นมากในโรงพยาบาลสัตว์อย่างมีนัยสำคัญ 

สายสัมพันธ์คนกับหมาแมว 

ขอย้อนไปที่ความสัมพันธ์ของหมาแมวสักนิด สมัยก่อนคนนิยมเลี้ยงหมาพันธุ์พื้นเมืองการใช้งานส่วนใหญ่จะใช้เพื่อช่วยในการล่าสัตว์ เป็นเพื่อน และเป็นยามเฝ้าบ้าน หมู่บ้านในชนบทจะมีสุนัขเกือบทุกบ้าน (ตอนผมเป็นเด็กเราจะมีสุนัขประจำตัว ที่พ่อกับแม่มอบหมายให้เราดูแลและเดินทางไปกับเราทุกที่ สุนัขที่ผมรักที่สุดชื่อ ‘มอม’ เลี้ยงได้ประมาณ 10 ปี แต่ก็เสียชีวิตเพราะถูกรถชน)

จากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว กระแสนิยมคนเลี้ยงหมาในไทย มีการเลี้ยงหมาพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี (Siberian Husky) มากกว่าพันธุ์อื่นๆ เพราะขี้เล่น เป็นมิตร และมีขนฟูสวยงาม แต่ก็หมดความนิยมอย่างรวดเร็วเพราะสายพันธุ์นี้มีขน 2 ชั้นทำให้ใช้เวลานานในการอาบน้ำและเป่าขน และพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี เป็นสุนัขมีพฤติกรรมแบบฝูงโดยคิดว่าเจ้าของเป็นจ่าฝูง เมื่อเจ้าของไม่อยู่บ้านจะหอนหาตลอดเวลา ทำให้เกิดปัญหากับเพื่อนบ้านบ่อยๆ (เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมไปบริจาคของที่ศูนย์พักพิงสุนัขจรจัด พบว่าพันธุ์ไซบีเรียนถูกปล่อยให้เป็นหมาจรมากเป็นอันดับ 2 รองจากหมาพันธุ์ไทย) 

กลับมาที่ปัจจุบัน กระแสนิยมกลับมานิยมเลี้ยงพันธุ์เล็กมากยิ่งขึ้น ส่วนมากจะเป็นสายพันธุ์ชิวาวา พันธุ์พุดเดิ้ล และพันธุ์ปอมเมอเรเนียน เพราะมีขนาดเล็ก ขนนุ่มสวย สามารถอุ้มพาไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ กินอาหารน้อย ใช้พื้นที่เลี้ยงดูน้อย และมีนิสัยขี้อ้อน หวงเจ้าของ 

สำหรับแมว การเลี้ยงไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมาก สมัยก่อนจะนิยมเลี้ยงแมวเฉพาะในวัดและตลาด เพื่อล่าหนูที่มารบกวนและกินเศษอาหารที่เหลือจากบ้าน มีการเลี้ยงตามบ้านบ้างเฉพาะแมวที่มีคุณลักษณะเป็นมงคลตามตำราโบราณ ช่วง 10 ปีที่มา มีกระแสการเลี้ยงแมวสายพันธุ์ต่างประเทศ เช่น พันธุ์สก๊อตทิช โฟลด์ (Scottish fold) พันธุ์สฟิงซ์ (Sphynx) และพันธุ์อเมริกันช็อตแฮร์ (American Shorthair)  แต่ก็เป็นการเลี้ยงในกลุ่มแคบๆ เนื่องจากมีราคาแพง ต้องการการดูแลเป็นพิเศษในด้านอาหาร การบำรุงขน และความเสี่ยงของโรคที่อยู่ในพันธุกรรม 

การเลี้ยงแมวของคนส่วนใหญ่จึงเป็นการรับอุปการะแมวจร หรือลูกแมวที่เกิดแถวชุมชนหรือบ้านใกล้เคียง  คนเลี้ยงแมวจะไม่ค่อยเลือกเลี้ยงแมวจากสายพันธุ์เพราะแมวไทยจะมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่จะพิจารณาเลือกจากสีขน เช่น แมวดำ แมวเหลือง แมวเทา และแมว 3 สี เป็นต้น และความรู้สึกถูกชะตากับแมวตัวนั้น

คุณไทป์ไหน หมา หรือแมว 

ในมุมของสัตว์แพทย์การดูแลหมาและแมวมีความแตกต่างกันหลายอย่าง กับหมาเราต้องคอยอาบน้ำ กำจัดเห็บหมัดและพยาธิภายใน พาไปวิ่งออกกำลังกาย และชอบอยู่ใกล้ๆ คน ต่างจากแมว แมวจะอึและฉี่แล้วกลบเองในพื้นที่เฉพาะหรือในทรายแมวที่คนจัดให้ แมวทำความสะอาดตัวเองได้โดยการเลียขน (แต่ต้องคอยระวังเรื่องขนพันกันเป็นก้อนในระบบทางเดินอาหาร) ออกกำลังกายด้วยตนเองโดยการปีนป่ายและวิ่งเล่นภายในบ้าน สามารถอยู่ด้วยตัวเองได้หากเจ้าของไม่อยู่บ้านในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่แมวจะค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเอง เวลาหิวต้องได้กิน ไม่งั้นจะมีอาการงอน เวลาอยากเล่นก็ต้องได้เล่น อยากอ้อนก็มาอยู่ใกล้ชิด เอาหัวถูนัวเนีย แต่ถ้าไม่อยากให้อยู่ใกล้ก็จะหนีห่าง เจ้าของมาเล่นด้วยก็มีวีนหรือมีบาดแผลฝากกันบ้าง 

การเดินทางไปที่ต่าง ๆ กับเจ้าของ หมาจะไว้วางใจเจ้าของมาก เขาจะรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่เจ้าของอยู่ด้วยแม้จะไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ส่วนแมวจะขี้ระแวง จะมีความรู้สึกกังวลเมื่อไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย จะวิ่งเตลิดหนีถ้าเกิดเสียงดังหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่ก็จะไม่ไปไหนใกล้จะหลบซ่อนวนๆ แถวนั้นรอให้เจ้าของตามหา ในโรงพยาบาลสัตว์จะเจอปัญหาแมวหลุดจากมือเจ้าของหนีออกจากร้านเป็นประจำ ดังนั้นโรงพยาบาลสัตว์จึงมีประตูหลายชั้นเพื่อความปลอดภัยสำหรับน้องแมวที่มาใช้บริการ

ทำไมค่ารักษาแมวแพงกว่าหมา

ในฐานะคนทำงานในโรงพยาบาลสัตว์ ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะสงสัยว่า “ทำไมค่ารักษาแมวแพงกว่า ทั้งที่หมาตัวใหญ่กว่า?” 

 อย่างแรก ต้นทุนยาแมวแพงกว่ายาของหมา เพราะแมวมีขนาดเล็ก ใช้ยาปริมาณน้อยแต่ต้องได้ปริมาณที่พอดี เพราะถ้ายาน้อยไปก็ไม่หายแต่ถ้ามากไปก็เป็นอันตรายต่อชีวิต และแมวเป็นสัตว์ที่กินยายาก ต้องปรับปรุงรสชาติยาตามรสชาติที่แมวชอบ 

อย่างที่สอง แมวเป็นสัตว์ที่มีพันธุกรรมเฉพาะที่ไม่สามารถให้กินยาบางอย่างได้ เช่น ยาแก้ปวดพาราเซตามอล ที่แมวกินแล้วจะขับพิษออกไม่ได้จนถึงแก่ชีวิต จึงต้องทำการศึกษายาแก้ปวดสำหรับแมว ทำให้ยามีราคาแพงขึ้น เป็นต้น

 และอย่างสุดท้าย คือ แมวเป็นสัตว์ที่มีโรคไวรัสที่รักษาไม่หาย (แม้จะป้องกันด้วยวัคซีนได้ แต่ก็ไม่ครอบคลุมได้ 100 %) เช่น โรคเยื้อบุช่องท้องอักเสบ โรคไข้หัดแมว โรคลิวคีเมียและโรคเอดส์แมว เป็นต้น โดยโรคเหล่านี้อาจจะไม่ตายทันที บางโรคอาจจะป่วยเรื้อรังหลายปีหรือตลอดชีวิต การรักษาและบรรเทาอาการจึงต้องใช้ยาฆ่าไวรัสเทียบเท่ากับโรคเอดส์ในคน จึงต้องใช้ยาที่มีราคาแพงเป็นพิเศษ

แต่คนก็นิยมเลี้ยงแมวมากขึ้น

ความนิยมในการเลี้ยงแมวมากกว่าการเลี้ยงหมาโดยเฉพาะในเขตเมืองเพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาไม่นาน โดยมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้การเลี้ยงแมวเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คือ การเลี้ยงแมวใช้พื้นที่เลี้ยงน้อยกว่าการเลี้ยงหมาจะต้องมีพื้นที่ให้วิ่งเล่น โดยเฉพาะหมาพันธุ์ใหญ่ต้องการออกกำลังกายเป็นพิเศษ ปัจจุบันบ้านเรือนส่วนใหญ่มีพื้นที่จำกัดเนื่องจากราคาที่ดินแพงมากขึ้น จนคนรุ่นใหม่ไม่สามารถซื้อบ้านเดี่ยวได้ ต้องอาศัยคอนโดที่ราคาถูกกว่า จึงไม่เอื้อต่อการเลี้ยงหมา (บางคอนโดอนุญาตให้เลี้ยงแมวได้แต่ห้ามเลี้ยงสุนัข) หมาส่วนใหญ่ถูกคัดสายพันธุ์มาเพื่อใช้งาน จึงใช้เสียงเห่าเพื่อการสื่อสารหรือเตือนภัยให้กับเจ้าของ ความดังของเสียงเห่าอาจจะไปรบกวนเพื่อนบ้านหรือผู้ที่อยู่ใกล้เคียง มลภาวะทางเสียงจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่บางพื้นที่ไม่สามารถเลี้ยงหมาได้จึงหันมาเลี้ยงแมวแทน  

การเปลี่ยนไปของระบบสังคมมนุษย์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคน Gen Y นิยมเลี้ยงแมวมากที่สุด (คนยุคนี้จะเกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2523-2540 หรือช่วงอายุ 25-45 ปี) เนื่องจากว่าคน Gen Y เป็นช่วงวัยทำงานที่เริ่มจะมีเงิน หรือกำลังเตรียมพร้อมที่จะสร้างครอบครัวใหม่ แต่รายได้ยังไม่มากพอที่จะซื้อบ้านเดี่ยว ส่วนใหญ่ยังคงเช่าบ้านหรือซื้อคอนโด บางคนแต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูก แมวเป็นทางเลือกในการเติมเต็มในสิ่งที่ขาดหายไป  

ความเชื่อของศาสนาก็มีผลต่อการเลือกสัตว์ เนื่องจากชาวมุสลิมมีความเชื่อว่าหมาเป็น “มุฆ้อลละเศาะฮ์ (นะญิสใหญ่หรือชนิดหนัก)” เช่นเดียวกับสุกรหรือหมู จึงห้ามสัมผัสทุกสิ่งอันเกิดจากสัตว์ทั้งสองนี้  เช่น  ปัสสาวะ  อุจจาระ  รอยเท้าที่เปียกหรือน้ำลายของมัน  ฯลฯ ถ้าสัมผัสแล้วต้องเช็ดออกให้หมดเสียก่อน  แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดให้ไหลผ่าน  7  ครั้ง ดังนั้นจะไม่ค่อยเห็นชาวมุสลิมเลี้ยงหมาแต่สำหรับแมวแล้ว ชาวมุสลิมถือว่าเป็นสัตว์ที่สะอาด มุสลิมสามารถเลี้ยงแมวได้ แต่ต้องดูแลเป็นอย่างดี (ห้ามให้อยู่ในสภาพที่อดอยาก หรือถูกคุมขัง) และห้ามขายแมวเพื่อเป็นสินค้าหรือเพื่อเงิน มีบันทึกไว้ว่า ท่าน “นบีมูฮำหมัด (ซล)” ผู้ที่มีความอ่อนโยนและชมชอบแมวเป็นอย่างมาก ท่านนบีฯ มีแมวตัวโปรดตัวนึงชื่อ ‘มุอัซซะอ์’  เวลาท่านนบีฯนั่งกับบรรดาเศาะฮาบะฮฺ (มิตรสหาย) ของท่าน ท่านจะเอามุอัซซะอ์มานั่งตักด้วย

จาก Cat Lady ที่ถูกเหยียดสู่ทาสแมวที่ใครๆ ก็ชอบ

ในอดีต คนเลี้ยงแมวในประเทศตะวันตกมักจะถูกมองในแง่ลบ โดยเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “Cat Lady” คำนี้มาจากยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำในอเมริกา หมายถึง ผู้หญิงที่ตกงานไม่มีอะไรทำจะนิยมเลี้ยงแมวไว้ในบ้าน จึงกลายมาเป็นคำล้อเลียน ‘เหยียดผู้หญิง’ ที่ยอมแพ้ให้กับชะตาชีวิต ผู้หญิงที่ไม่มีคู่ครอง ไม่ก้าวหน้า วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่ใช้ชีวิตอยู่กับแมว ปัจจุบันการเลี้ยงแมวได้รับการยอมรับและนิยมอย่างแพร่หลายจนสามารถลบล้างภาพลักษณ์เกี่ยวกับ ‘Cat Lady’ มาเป็น ‘ทาสแมว’ ได้อย่างหมดจด

ทาสแมว หมายถึง คนที่ดูแลแมวเสมือนว่าแมวเป็นเจ้านายของตน และมนุษย์ก็เป็นเพียงทาสของแมว พวกเขายินดีจ่ายเงินเพื่อปรนเปรอแมวอันเป็นที่รัก จัดหาอาหาร เครื่องดื่ม และทำความสะอาดกระบะทรายแมว ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทั้งกลางวันและกลางคืน 

กระแส ‘ทาสแมว’ ได้รับการยอมรับและติดแฮชแท็ก (#Hashtag) กันอย่างล้นหลาม สิ่งหนึ่งที่ยอมรับกันโดยสากลว่าแมวคือ ‘King of internet’ เนื่องจากว่า เวลาคนโพสต์รูปแมว ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์อะไร ขนสีแบบไหน และช่วงอายุเท่าไหร่ ก็มักจะได้รับความสนใจจากผู้คนอยู่เสมอ (จากประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อมีเคสแมวจรป่วยในโรงพยาบาลสัตว์จะมีการระดมทุนรักษาง่ายกว่าเคสของหมาจร)

คนที่โพสต์รูปแมวบ่อยๆ จึงมีแนวโน้มถูกมองว่า “เป็นคนน่ารัก อ่อนโยน มีเสน่ห์ และเป็นตัวของตัวเอง” เพราะความมีเสน่ห์ของแมวที่ผู้คนต่างหลงไหลในความน่ารัก มีเสน่ห์เฉพาะตัว 

คำถามต่อมาคือ แมวจะยังเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมอีกนานไหม?

การเลี้ยงแมวจะยังคงได้รับความนิยมไปอีกหลายปี แต่ช่วงเวลานี้หมาบางสายพันธุ์ได้รับความนิยมมากขึ้นตามกระแส เช่น คอกี้  ชิบะ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่สามารถเลี้ยงในพี้นที่จำกัดได้ นอกจากนี้ยังมีสัตว์แปลก ๆ หรือ เอ็กโซติกเพ็ท (Exotice Pet) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ได้แก่ นกต่าง ๆ งูสายพันธุ์ที่ไม่มีพิษ กิ้งก่าทะเลทราย ชูการ์ไกลเดอร์ หนู กระต่าย ปลาสวยงาม และสัตว์อื่น ๆ ที่บางครั้งสัตวแพทย์ก็ยังสงสัยว่ามันคือสัตว์ประเภทไหน 

การเลือกสายพันธุ์สัตว์มาเลี้ยง นอกจากความน่ารักหรือความแปลกแล้ว สัตว์ที่นิยมเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย มีอาหารสำเร็จรูปหรือหาได้ในท้องถิ่น ไม่ส่งเสียงดัง ราคาที่จับต้องได้ และมีความแปลกใหม่ เราสามารถจะค้นหากลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์เหล่านี้ในเพจต่างๆ ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในเวลานี้

สิ่งที่ทำให้มนุษย์ขาดสัตว์เลี้ยงไม่ได้เพราะการเปลี่ยนแปลงสังคมของมนุษย์จากสังคมชนบทมาเป็นสังคมเมือง แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมี AI ที่คอยตอบสนองความต้องการได้เกือบทุกอย่าง แต่ในมุมหนึ่งของจิตใจมนุษย์ยังโหยหาธรรมชาติ จึงพยายามหาต้นไม้มาปลูกในบ้านและเลี้ยงสัตว์ต่างๆ เพื่อสร้างธรรมชาติเล็กๆ ไว้ใกล้ตัว ทำให้เกิดกลุ่มผู้นิยมบอนไซ ต้นไม้ด่าง ไม้สวยงามและปลูกผักในเมือง ที่กระแสมาแรงไม่แพ้กับการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ 

ระบบสังคมเมืองทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกเหงา และไม่สามารถจะสร้างปฏิสัมพันธ์และได้รับการยอมรับแบบจริงใจจากคนอื่น ๆ ได้ง่ายเหมือนในอดีต ในยามที่คนอ่อนล้าจากการทำงาน หรือถูกรุมเร้าด้วยปัญหาต่าง ๆ สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะแมวจะช่วยเยียวยา ทำให้ผ่อนคลายจากปัญหาและเติมพลังให้พร้อมออกไปผจญโลกอันแสนวุ่นวายอีกครั้งในวันถัดไป 

อ้างอิง

  1. http://www.rabiesonedata.ku.ac.th/
  2. https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2824423
  3. https://www.facebook.com/photo/?fbid=1108673647970861&set=a.403760271795539
  4. https://www.picoc.or.th/article/detail/14
  5. https://islamhouse.muslimthaipost.com/article/23101
  6. https://www.nationtv.tv/economy