ขอทำโอทีก่อนไปหาจิตแพทย์ : บันทึกจากสาวโรงงานที่เป็นซึมเศร้าและวิตกกังวลแต่ตอนนี้มีนักจิตวิทยาโรงงานคอยรับฟัง

“ที่ทำงานนี้เพราะเราชอบ มันเป็นงานฝีมือ พอได้ทำทุกวันก็อยากพัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ ค่ากะ ค่าโอทีเขาก็ให้”

ลูกแก้ว (นามสมมุติ) พนักงานหญิง อายุ 35 ปี ที่เรียกตัวเองว่าสาวโรงงาน ทำงานอยู่ในฝ่ายผลิตของบริษัท แพนดอร่า โพรดักชั่น จำกัด (PANDORA) บริษัทเครื่องประดับมาเป็นระยะเวลาเกือบ 11 ปี ซึ่งพอถามว่ายังอยากจะทำต่อไหม ลูกแก้วก็ตอบทันทีว่าอยาก เพราะเป็นงานที่ชอบ

แน่นอนว่าลูกแก้วรู้จักกับความเครียด เพราะความเครียดกับคนวัยทำงานเป็นของคู่กัน ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับแรงงานคนอื่นๆ ที่กรมสุขภาพจิตยืนยันว่า คนวัยทำงานในไทย 40% มีระดับความเครียดสูง โดยสาเหตุก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นปัญหาปากท้อง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน และความไม่แน่นอนทางธุรกิจ

ลูกแก้วคิดว่าเธอสามารถรับมือกับความเครียดในแต่ละวันไหวแบบที่เคยเป็นมา แต่อยู่มาวันหนึ่ง ร่างกายของเธอก็ฟ้องว่าตัวเองไม่สามารถแบกความรู้สึกนี้ได้อีกแล้ว

“ตอนแรกที่รู้ตัวว่าตัวเองผิดปกติ คือ มีอาการมือสั่นกับร้องไห้แบบหยุดตัวเองไม่ได้ พยายามหลีกหนีจากสังคมเพราะไม่ชอบเสียงคนคุยกัน แล้วที่หนักที่สุดคือถึงขั้นคิดไปเองว่ามีคนติดกล้องวงจรปิดในห้องน้ำกับในห้องส่วนตัวของเราเพื่อจับตาดูตลอดเวลา”

ลูกแก้วเล่าว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้วเธอแบกเรื่องเครียดเกี่ยวกับครอบครัวมาสักพักใหญ่ แล้วมาเจอเข้ากับความเครียดในการทำงาน ความเครียดในชีวิตประจำวัน ตะกอนความเครียดก็ค่อยๆ ทับถมจนถึงจุดที่ทะลักออกมา ซึ่งฟ้องผ่านอาการทางกายกับใจที่ต่างไปจากเดิม และต้องการความช่วยเหลือ

แม้งานที่ทำจะมีความละเอียด ใส่ใจแม้กระทั่งจุดเล็กๆ แต่ลูกแก้วไม่เคยสังเกตความรู้สึกหรืออาการของตัวเองมาก่อน ได้แต่ปล่อยไปในแต่ละวัน และไม่มีความคิดสักเสี้ยวที่นึกถึงจิตแพทย์ เหมือนกับที่คนส่วนใหญ่ไม่แน่ใจว่า ตนเองมีอาการทางสุขภาพจิต และไม่เคยคิดที่จะรับบริการการปรึกษากับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์

แต่เพราะสามีของลูกแก้วจับสังเกตได้ว่าเธอไม่กินข้าว พูดอะไรด้วยก็ไม่ตอบ และชอบหนีไปอยู่คนเดียว สามีจึงพาลูกแก้วไปหาหมอเพื่อตรวจเช็กร่างกาย ทว่าเมื่อผลออกมาว่าร่างกายลูกแก้วปกติดี หมอจึงส่งเธอไปยังแผนกจิตเวช

ผลที่ออกมาคือ ลูกแก้วเป็นโรควิตกกังวล และจิตแพทย์บอกกับลูกแก้วว่าเธอต้องกินยาเพื่อรักษาอาการ

ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองเป็นอะไร เพราะไม่เข้าใจโรคที่เป็น

ปัจจุบัน โรคที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตเป็นที่รู้จักมากขึ้น และถูกเข้าใจว่าเป็นโรคทั่วไป การไปหาหมอเพื่อรักษาเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับลูกแก้วในตอนนั้น เธอไม่รู้มาก่อนว่าโรคจิตเวชคืออะไร และเข้าใจมาโดยตลอดว่าคนที่ไปหาจิตแพทย์คือคนบ้า เธอจึงไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย

“หนูรู้สึกว่าคนที่ไปพบหมอแบบนี้ต้องเป็นคนบ้า พอกินยาแล้วอาการดีขึ้นก็ไปขอหมอลดยาเพราะไม่อยากกินยา คิดว่าตัวเองหายดีเป็นปกติแล้ว แล้วก็คิดว่าคงไม่มีใครเข้าใจเรา เพราะขนาดตัวหนูเองยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องพบจิตแพทย์ ก็เลยไม่ได้บอกใคร”

สิ่งที่ลูกแก้วกำลังรู้สึกเป็นหนึ่งใน ‘การตีตราตัวเอง (Internalized Stigma)’ ซึ่งเป็นการมองว่าตนมีคุณค่าด้อยกว่าคนอื่นๆ ในสังคม เพราะมีลักษณะตรงกับสิ่งที่สังคมบอกว่า ‘ไม่ดี’ หรือ ‘ไม่ปกติ’ และการตีตราตัวเองในประเด็นสุขภาพจิตยังทำให้ผู้ป่วยพยายามซ่อนความเจ็บป่วยของตัวเองไว้ใต้พรม ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงมากขึ้น

ลูกแก้วไม่อยากพบจิตแพทย์ ทุกครั้งที่ไปหาหมอตามนัดลูกแก้วจะขอลดปริมาณยาเสมอ แต่อาการที่เหมือนจะหายดีกลับรุนแรงมากกว่าเก่า เมื่อความเครียดจากเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวันสะสมจนทะลักออกมาอีกครั้ง 

“พอหนูมาทำงานหนัก เข้ากะ ทำโอทีเรื่อยๆ ก็สะสมความเครียดอีกจนกลับมาเป็นรอบสอง รอบนี้จะหนักตรงที่ตัวสั่น ฟังเพลงเศร้าไม่ได้ กลัวเพลงเศร้า ซึ่งหนูไม่ได้สังเกตอาการตัวเองมาก่อนว่าจะกลับมาเป็นอีกรอบ”

ซึ่งการป่วยครั้งที่ 2 นี้ หมอวินิฉัยว่าลูกแก้วป่วยเป็นโรคแพนิค (Panic Disorder ; โรควิตกกังวลชนิดหนึ่ง) และโรคซึมเศร้า

อดทนเพราะปากท้อง

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่รู้ว่าตัวเองป่วย ครอบครัวของลูกแก้วอยากให้เธอลาไปพักผ่อนให้อาการทุกอย่างหายดีเสียก่อน แต่ลูกแก้วกลัวว่า ถ้าลางานเพราะอาการป่วยที่ไม่รู้จะหายเมื่อไหร่ รายได้ต้องลดลง

“เขามีแต่อยากให้หนูลาพักผ่อน แต่หนูดื้อเอง กลัวว่าไม่ไปทำงานแล้วเขาจะจ้างออก ใจนึงเราก็กลัว แต่ว่าร่างกายเราก็ไม่ไหวเหมือนกัน ตอนแรกๆ หนูก็ฝืนไปทำงาน แต่พอไม่ไหวจริงๆ ก็ยอมลาเพื่อรักษาตัวเอง”

เรื่องปากท้องส่งผลต่อความเครียดของลูกแก้ว เหมือนกับสาวโรงงานคนอื่นๆ ที่กดดันตัวเองเพื่อทำงานให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ อย่างการได้ทำโอทีเพิ่มเติม เพราะโอทีแปลว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น

ในสถานการณ์ที่ค่าใช้จ่ายแทบทุกอย่างสูงขึ้น โดยเฉพาะในฐานะแม่ของลูกชายวัย 5 ขวบ ถ้ามีสองทางเลือกระหว่างการเดินเข้าไปหาจิตแพทย์กับการทำโอทีเพิ่ม คนเป็นแม่อย่างลูกแก้วเลือกทำโอที

“คนที่ทำงานเหมือนกับเราเขาก็คงต้องเครียดเหมือนกัน เพราะเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน แล้วก็ความกดดันจากการทำงาน เพราะเราอยากทำโอที ถ้าไม่ได้ทำโอทีรายได้เราก็จะขาดไป พอรายได้ขาดก็จะเครียดอีก”

นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่ทำให้ลูกแก้วไม่อยากไปหาหมอบ่อยๆ คือ ค่าใช้จ่ายที่สูงในการพบแพทย์แต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นค่ารถ ค่ายา ค่าหมอ แม้จะมีประกันสังคม แต่ก็ไม่ได้ครอบคลุมตัวยาทุกตัว ซึ่งลูกแก้วคิดว่าคนที่ทำงานแบบเดียวกับเธอก็คงคิดแบบนี้เหมือนกัน

“การไปหาหมอก็ยาก เพราะค่ารักษาก็แพง หนูรู้สึกว่าแพงกว่าโรคทั่วไป ถ้าให้คนที่เขาทำงานมาเลือกระหว่างไปหาหมอหรือทำโอที ก็คงเลือกทำโอที แล้วเก็บเรื่องที่เครียดเอาไว้”

นักจิตวิทยาโรงงาน เพื่อนร่วมงานที่ช่วยยกความหนักใจออกจากอก

“หนูไม่ได้บอกใครว่าไม่สบาย เพราะไม่รู้ว่าเขาจะรู้จักโรคแบบนี้แค่ไหน ไม่รู้ว่าเขาจะมองเรายังไง”

ลูกแก้วแบกอาการป่วยมาทำงานด้วยทุกวันโดยไม่ได้บอกใครว่าป่วยเป็นอะไร หากมีใครเข้ามาถามก็จะตอบแค่ไม่สบาย เพราะไม่รู้ว่าใครจะคิดยังไง จึงไม่มีเพื่อนร่วมงานคนไหนรู้ว่าอาการป่วยของลูกแก้วคืออะไร แม้ว่าจะเจอหน้ากันแทบทุกวันก็ตาม คนที่ลูกแก้วปรึกษาหรือระบายเกี่ยวกับอาการป่วยได้จึงมีแค่สามีเท่านั้น

แม้จะไม่ได้สุงสิงกับใครเพราะชอบอยู่คนเดียว แต่อาการป่วยของลูกแก้วเป็นที่สังเกตของเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าแผนก เธอจึงถูกส่งไปพบกับแพทย์อาชีวะอนามัยที่ถูกจัดสรรเข้ามาทำงานตามสวัสดิการด้านสุขภาพของโรงงาน ซึ่งแพทย์อาชีวะอนามัยก็แจ้งไปที่แผนกของเธอว่าลูกแก้วป่วย


โดยปกติแล้ว ในทุกๆ สถานที่ทำงาน เมื่อพนักงานคนหนึ่งมีอาการป่วย แน่นอนว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่กระทบต่อการทำงานแบบส่วนรวม เรื่องราวของลูกแก้วจึงถูกส่งต่อไปถึงแผนก HR แผนกที่ขึ้นชื่อว่าทำงานโดยตรงกับพนักงาน และเป็นครั้งแรกที่ลูกแก้วได้ขึ้นไปที่ชั้น 4 ของอาคาร A18 อาคารกลางที่รวมโรงอาหาร พื้นที่ใช้สอยของพนักงาน และสวัสดิการต่างๆ ไว้ด้วยกัน เพื่อไปเคาะประตูเข้า ‘ห้องบริการสุขใจ’ ห้องเล็กๆ ที่มีความเป็นส่วนตัวเพราะมีมุมเป็นของตัวเอง และเจอกับ ‘เพื่อนคนใหม่’ ในโรงงานที่เธอสามารถเล่าอาการป่วยใจของตัวเองให้ฟังได้ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในแผนกเดียวกันก็ตาม

เพื่อนคนนั้น คือ รุ้ง นักจิตวิทยาการปรึกษาประจำโรงงาน

รุ้ง-ศนิ พงษ์สุระนันทน์ นักจิตวิทยาการปรึกษาประจำโรงงาน

รุ้ง-ศนิ พงษ์สุระนันทน์ เป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาประจำโรงงานของแพนดอร่า ซึ่งมีหน้าที่หลัก คือ การคอยรับฟังและให้บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยากับพนักงานในองค์กร รวมไปถึงให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลจิตใจของตัวเอง เพื่อให้พนักงานในโรงงานทุกคนมีสุขภาพใจที่ดี ซึ่งการที่พนักงานสุขภาพจิตดีก็จะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรที่ดีขึ้น

ซึ่งสำหรับลูกแก้วที่มีอคติต่อการพบจิตแพทย์ ครั้งแรกที่ถูกส่งมาหานักจิตวิทยาฯ เธอตั้งคำถามมากมาย ตั้งแต่ทำไมตัวเองต้องไปหา? จนไปถึงนักจิตวิทยาฯ เป็นใคร?

“ตอนแรกก็งงว่าทำไมเขาต้องส่งเราไปคุยกับนักจิตวิทยา เขาเป็นใครก็ไม่รู้ เราไม่รู้จักด้วยซ้ำ เพื่อนร่วมงานก็ไม่ใช่”

แต่ความสงสัยนี้หายไปหลังจากได้คุยกับนักจิตวิทยาฯ บ่อยครั้ง เพราะการที่ได้คุย ได้ระบายเรื่องในใจ แถมยังได้แนวทางการรับมือกับปัญหากลับมา ทำให้ลูกแก้วผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น และกล้าเล่าในเรื่องที่เธอไม่คิดจะเล่าให้คนอื่นฟังมาก่อน

ซึ่งคำถามของรุ้งส่วนใหญ่จะเปิดด้วยคำถามง่ายๆ อย่าง “กินอิ่ม นอนหลับไหม”

โดยการนัดคุยแต่ละครั้งระหว่างรุ้งและลูกแก้วจะอยู่ภายใต้เวลางาน ที่หัวหน้าแผนกจะรู้ว่าลูกแก้วไปไหน แต่จะไม่รู้ว่าเนื้อหาการคุยมีอะไรบ้าง เพราะด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพ รุ้งจะต้องรักษาความเป็นส่วนตัวของลูกแก้ว รวมไปถึงพนักงานคนอื่นๆ ที่มารับการปรึกษา

“เขารับฟังเราโดยที่ไม่ตัดสิน แล้วบางครั้งเขาก็มีแนวทางให้เราสำรวจ มีข้อเสนอแนะให้เรา ตอนนี้เราก็เลยกินยาควบคู่ไปกับการรับการปรึกษา”

ในฐานะพนักงานโรงงานที่เข้ารับบริการจากนักจิตวิทยาโรงงาน ลูกแก้วรู้สึกว่าตำแหน่งนี้มีไว้เพื่อซัพพอร์ตจิตใจของพนักงาน และช่วยเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการป่วยโรคทางใจให้กับเธอ

“เราไม่รู้ว่าความเครียดที่เราเจอแต่ละวันมันหนักแค่ไหน แต่พอได้คุยกับนักจิตวิทยาเราก็ดีขึ้น เพราะมันไม่ใช่การรักษาด้วยยาอย่างเดียว มันได้เปลี่ยนทัศนคติด้วย พอเราคิดบวกขึ้น ชีวิตของเราก็ดีขึ้น”

การมีนักจิตวิทยาใกล้ตัวเปรียบเสมือน ‘แสงสุดท้าย’ ของลูกแก้วในวันที่หาทางออกไม่เจอ

“การรับฟังของเขามันช่วยให้เราผ่อนคลาย เหมือนกับว่าบางทีมันหนัก เราไม่รู้ทางแก้ด้วยซ้ำ เขาก็จะเป็นแสงสุดท้ายที่ว่าส่องให้เราได้เห็นว่า มันยังมีทางออกทางอื่นอยู่นะ”

มุมมองของลูกแก้วต่อโรคจิตเวชในตอนนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก เธอยอมรับตัวเอง และเข้าใจว่าชีวิตคนเราไม่สมบูรณ์แบบ ใครก็สามารถป่วยได้ เวลามีอาการขึ้นมา การรับมือของลูกแก้วในตอนนี้จึงไม่ใช่การกดอาการเอาไว้ แต่เป็นการตั้งสติเพื่อสำรวจอาการของตัวเอง และหายใจเข้า-ออกช้าๆ

ซึ่งลูกแก้วคิดว่า ถ้าคนทำงานทุกคนเครียดแล้วมีนักจิตวิทยาใกล้ตัวคอยรับฟังและให้การปรึกษาจะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะพวกเขาจะได้ไม่ต้องกินยา และสามารถฟื้นตัวได้ไวกว่าที่เธอเคยผ่านมา

สอดคล้องจากงานวิจัยเรื่อง ‘การสนับสนุนทางจิตและการเข้าถึงระบบสนับสนุนสุขภาพจิตของชุมชนเมืองในกรุงเทพมหานคร’ ของอนรรฆ พิทักษ์ธานิน และคณะฯ ภายใต้โครงการการพัฒนาการสื่อสารและรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักต่อสุขภาวะทางจิตของกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มคนทำงาน สนับสนุนโดย สสส. ที่ชี้ว่า การคัดกรองตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณผิดปกติ เป็นช่วงเวลาทองของการรักษา เพราะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว ไม่ต้องใช้ยา แต่ถ้าปล่อยให้อาการสะสมไปเรื่อยๆ จากอาการอ่อนล้า หรือวิตกกังวล อาจลุกลามไปสู่โรคที่ซับซ้อน ยากต่อการรักษามากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยต้องใช้เวลานานขึ้นในการพักฟื้น และอาจต้องพึ่งพาการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ต้องหยุดงานมารักษาตัว

“ทุกคนต้องมีเรื่องราวที่เครียดอยู่แล้ว ไม่อยากให้ใครเป็นเหมือนหนูที่เก็บไว้จนส่งผลต่อร่างกายแล้วถึงค่อยรักษา เพราะมันต้องกินยานานมาก ซึ่งถ้าเรารู้ว่าเราเครียดแล้วได้คุยกับนักจิตวิทยา มันอาจจะไม่ต้องถึงขั้นหากินยาเหมือนหนู”

หากมีนักจิตวิทยาประจำโรงงานที่คอยให้คำปรึกษาและสังเกตอาการของคนทำงานแต่ละคนอยู่ใกล้ๆ จะทำให้ปัญหาทางใจของทุกคนในองค์กรที่หนักหนา ทุเลาลง หรือถ้าเพิ่งเริ่มเป็นก็จะหายดี โดยไม่ต้องรอให้ไปถึงขั้นต้องกินยาเพื่อรักษาตัวเป็นปีๆ หรือเสียเงินจำนวนมากกว่าดีขึ้น

เพราะฉะนั้น ในบทความต่อไป Mutual จะพาไปรู้จักกับนักจิตวิทยาประจำโรงงานที่เป็นฟันเฟืองสำคัญด้านสุขภาพจิตที่มีอยู่จริงว่า งานของเขาคืออะไร? และช่วยให้คนในองค์กรสุขภาพใจดีขึ้นได้อย่างไร?

อ้างอิง

hfocus