เพราะพนักงานไม่ใช่เครื่องจักร : คุยกับ ศนิ พงษ์สุระนันทน์ นักจิตฯ ปรึกษา ผู้คอยรับฟังใน ‘ห้องบริการสุขใจ’ ที่คอยถามไถ่สาวโรงงานว่า ‘ตอนนี้ยังโอเคอยู่ไหม?’

“Labor is the superior of capital, and deserves much the higher consideration.”

แรงงานมีคุณค่ามากกว่าทุน และสมควรได้รับการยกย่องอย่างสูง

หนึ่งในประโยคคลาสสิคตลอดกาลของ อับราฮัม ลินคอล์น ในสภาคองเกรส แม้ว่าสุนทรพจน์นี้จะผ่านมา 150 ปีแล้ว แต่กลับยังติดตรึงใจคนจำนวนไม่น้อย และเป็นประโยคอมตะที่ยังคงสะท้อนความจริงในทุกยุคทุกสมัย เพราะแรงงานคือผู้ลงมือสร้างสิ่งต่างๆ ให้เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม บริการ หรือแม้แต่แรงงานในระบบดิจิทัลใหม่ๆ ทุกภาคส่วนต่างต้องอาศัยแรงงานที่มีทักษะ ความทุ่มเท และความอดทนอย่างมหาศาล

การให้ความสำคัญกับแรงงานจึงไม่ได้หมายถึงแค่การดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่รวมถึงการลงทุนในการศึกษา ฝึกอบรม สวัสดิการ และการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เอื้อต่อความสุขและความมั่นคงของแรงงาน

“สุขภาพจิตของพนักงานในโรงงานไม่เคยถูกพูดถึงมากพอ แต่แท้จริงแล้วมันคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงการทำงานทุกวัน” ศนิ พงษ์สุระนันทน์ หรือ รุ้ง ชวนคุยระหว่างขึ้นลิฟท์เพื่อไปที่ชั้น 4 ของอาคาร A18 อาคารกลางที่รวมโรงอาหารของบริษัท แพนดอร่า โพรดักชั่น จำกัด (PANDORA) 

“หายากหน่อยนะคะ แต่เรามีเหตุผล” รุ้งกล่าวก่อนผายมือไปห้องสำนักงานสองห้องติดกับบันไดหนีไฟ ที่มีป้ายติดข้างหน้าห้องว่า ‘ห้องบริการสุขใจ’ ห้องทำงานกึ่งประจำของรุ้ง

HR + นักจิตวิทยา = ทีมดูแลมนุษย์

เมื่อพูดถึง ‘นักจิตวิทยา’ มักจะตามมาด้วยภาพของการนั่งโซฟาในคลินิก กับบทสนทนาเงียบขรึมใต้แสงไฟนวล แต่วันนี้นักจิตวิทยาไม่ได้อยู่แค่ในโรงพยาบาลหรือคลินิกอีกต่อไป แต่ยังอยู่ใน ‘โรงงาน’ด้วย

รุ้ง คือนักจิตวิทยาการปรึกษาประจำโรงงานของแพนดอร่า ซึ่งมีหน้าที่หลัก คือ การคอยรับฟังและให้บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยากับพนักงานทุกระดับในองค์กร รวมไปถึงให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลจิตใจของตัวเอง เพื่อให้พนักงานในโรงงานทุกคนมีสุขภาพใจที่ดี ซึ่งการที่พนักงานสุขภาพจิตดีก็จะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรที่ดีขึ้น

ซึ่งตำแหน่งของรุ้ง เป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูเลยสำหรับบริษัทกลุ่มงานฝ่ายผลิตอย่าง ‘โรงงาน’ ที่ปกติมักจะมี ‘นักจิตวิทยาองค์กร’ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “นักจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ” แฝงตัวอยู่ในแผนกฝ่ายทรัพยากรบุคคล (Human Resources) หรือ HR มากกว่า

“พี่ปาซึ่งเป็นนักจิตวิทยารุ่นพี่ที่เริ่มทำงานที่นี่มาก่อนชวนมา เราเริ่มทำที่นี่ตั้งแต่ปลายปี 2562 ก่อนโควิดเล็กน้อย ซึ่งตอนนั้นองค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาวะของพนักงานแบบองค์รวมมากขึ้น”

รุ้งเรียนจบปริญาตรีจิตวิทยาพัฒนาการ และต่อยอดระดับปริญญาโทของจิตวิทยาการปรึกษา เส้นทางสู่การเข้ามาเป็นนักจิตฯ ปรึกษาที่แพนดอร่า คือการชักชวนจากนักจิตฯรุ่นพี่

“เราทำงานในฝ่าย HR ดูแลพนักงานในมิติกาย ใจ สังคม และการเงิน เป็นมิติที่เชื่อมโยงกัน เพราะเราเชื่อว่าพนักงานจะทำงานได้ดีเมื่อเขารู้สึกดีทั้งกายและใจ”

รุ้งเริ่มต้นการเป็นนักจิตฯ ปรึกษาด้วยการดูแลโปรเจกต์ Happy Workplace จนต่อมาได้ขยับมาทำงานในระดับนโยบาย ร่วมมือกับ HR เพื่อออกแบบระบบการดูแลสุขภาพจิตที่รอบด้าน ครอบคลุมทั้ง กาย-ใจ-สังคม-การเงิน ซึ่งเป็น 4 มิติหลักของชีวิตมนุษย์ทำงาน 

ในสายตาคนทั่วไป HR คือผู้จัดการคน จัดสรรทรัพยากร แต่ในมุมมองของรุ้ง HR คือ ‘ผู้ดูแลชีวิตคนทำงาน’ ที่ต้องทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

คำถามที่รุ้งเจอบ่อยคือ “ทำไมองค์กรต้องมีนักจิตวิทยา?” สิ่งที่รุ้งตอบกลับมาคือ “เพราะพนักงานไม่ใช่เครื่องจักร เราไม่สามารถปล่อยให้เขาทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าเขารู้สึกยังไง”

“การดูแลสุขภาพจิตในองค์กร ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘ใจ’ แต่คือเรื่องของระบบ ระบบที่ทั้ง HR และนักจิตวิทยาต้องออกแบบร่วมกัน” รุ้งกล่าว 

เพราะสำหรับรุ้งองค์กรที่ดีไม่ใช่แค่จ่ายเงินดี แต่ต้องสร้าง ‘พื้นที่ใจ’ ให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยที่จะเป็นตัวเอง มีที่พึ่งเวลาท้อแท้ และมีโอกาสที่จะกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง

สุขใจ ไม่ใช่แค่ชื่อ แต่คือความรู้สึกที่ต้อง ‘สัมผัส’

ในสายตาหลายคน โรงงานอาจเป็นภาพของเสียงเครื่องจักร เสียงสัญญาณกะเปลี่ยนงาน หรือเสียงหัวหน้างานที่สั่งงานบนสายพานการผลิต แต่ในความเป็นจริง บริษัทแพนดอร่า กลับมีห้องเงียบๆ ห้องหนึ่ง ที่ไม่มีเสียงใดๆ นอกจากเสียงการพูดคุยอย่างเข้าอกเข้าใจ และเสียงถอนหายใจเบาๆ ของพนักงานที่เพิ่งได้ “ปล่อยของในใจ” ออกมา 

พนักงานและคนในองค์กรแพนดอร่าเรียกห้องนี้ว่า ‘ห้องบริการสุขใจ’ และเป็นห้องกึ่งทำงานประจำของรุ้ง 

“ห้องนี้อยู่ในอาคารกลางที่รวมโรงอาหารของบริษัท พูดง่ายๆ คือเป็นอาคารส่วนรวม หรือเป็นตึกที่พนักงานเข้าออกกันเป็นปกติ แต่ห้องบริการสุขใจเราจัดอยู่ใกล้กับบันไดหนีไฟ คือถ้าสังเกตก็จะมองเห็นห้องนี้ แต่ถ้าไม่สังเกตก็อาจจะมองผ่าน ที่ทำแบบนี้เพราะตั้งใจให้ความเป็นส่วนตัวกับคนที่เข้ามาขอรับคำปรึกษา เป็น การสร้างความสบายใจให้กับพนักงานกรณีที่เขากลัวสายตาคนอื่นมองมาที่เขา”

การตีตราเป็นอุปสรรคใหญ่ของคนในสังคมที่มองต่อการเข้ามารับบริการคำปรึกษาเรื่องสุขภาพใจ รุ้งจึงจัดวางเก้าอี้ภายในห้องให้เก้าอี้สำหรับผู้เข้ารับคำปรึกษาอยู่ติดกำแพงอีกฝั่ง ที่ถ้าหากเปิดประตูเข้ามาจะไม่เห็นผู้เข้ารับคำปรึกษา จะเห็นเพียงแค่รุ้งนั่งอยู่ 

รุ้งบอกว่าคำถามแรกสำหรับถามคนที่เข้ามาปรึกษาจะไม่ถามว่า “เป็นอะไรมา” แต่รุ้งจะค่อยๆ ถามว่า “อยากให้เราช่วยยังไงดี” หรือ “ตอนนี้ยังโอเคอยู่ไหม” 

“เราไม่จำเป็นต้องรู้จักเขามาก่อน ไม่ต้องมีคำพูดสวยหรู แค่เข้ามานั่ง แล้วบอกว่า ‘หนูไม่ไหวแล้ว’ แค่นั้นก็พอ”  รุ้งเล่าว่าพนักงานจากสายการผลิตจำนวนมากเคยเดินเข้าห้องนี้ บางคนไม่พูดอะไรเลยนอกจากคำว่า ‘เหนื่อย’ บางคนร้องไห้เงียบๆ บางคนรู้สึกผิดที่ต้องหยุดโอทีเพราะสุขภาพใจไม่ไหวอีกแล้ว

“เราไม่ได้ช่วยให้เขาหายเครียดทันที แต่เราช่วยให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว” 

จากการทำงานของรุ้ง พบว่าเคสของพนักงานที่เข้ามาปรึกษาส่วนใหญ่เกี่ยวกับความเครียดเรื้อรัง ซึมเศร้า ปัญหาหนี้สิน และความรู้สึกด้อยค่าที่สะสมมาตลอดชีวิต 

 “อันดับหนึ่งคือความเครียด เครียดจากงาน ชีวิต ความสัมพันธ์ อันดับสองคืออาการซึมเศร้า โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์แล้ว บางคนมาด้วยอาการปวดหัว นอนไม่หลับ ก็ต้องตรวจร่างกายควบคู่กันไป” 

“เรานัดพูดคุยที่มีความถี่เยอะเพื่อต้องการติดตามว่าเขามีการเปลี่ยนแปลงไปทางไหน หรือสามารถมาเล่าได้ว่าต้องการผลสำเร็จตรงไหน เพราะว่าบางคนอาจจะไม่ได้มีครอบครัวให้เล่า ให้นึกว่านักจิตก็อาจจะเป็นอีกพื้นที่ปลอดภัยทางใจพื้นที่หนึ่งที่เขาจะสามารถบอกเล่าความคิดหรือความในตัวตนของเขาออกมาได้”

สำหรับรุ้ง และนโยบายการดูแลสุขภาพจิตของแพนดอร่า ไม่ได้มีการตั้งเป้าว่าห้องบริการสุขใจจะรักษาทุกคนให้หายดี แต่ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ที่เขาจะรู้สึกว่าฉันเป็นแบบที่ฉันเป็นก็ได้ และฉันมีสิทธิ์จะมีความรู้สึก

“คนเราไม่ได้ต้องการใครมาแก้ปัญหาให้เสมอไป แค่มีคนที่ฟังเขาจริงๆ ก็พอแล้ว การที่พวกเขาได้เข้ามานั่งในห้องสุขใจ คือการยอมรับตัวเองว่าพร้อมจะดูแลใจตัวเองแล้ว” รุ้งกล่าว

เราไม่ได้เป็นแค่คนให้คำปรึกษา แต่เราเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพนักงาน

“เราคือพื้นที่ปลอดภัย และความลับที่นี่จะไม่มีวันเดินออกไปจากห้อง” รุ้งเล่าถึงกระบวนการทำงานของห้องบริการสุขใจ ที่เป็นส่วนหนี่งของนโยบายการดูแลสุขภาวะของพนักงานแพนดอร่า

รุ้งเข้าใจดีว่าหลายคนกลัวการไปหานักจิตวิทยา เพราะคิดว่าต้องมีปัญหาร้ายแรง หรือกลัวว่าเพื่อนร่วมงานจะรู้ กลัวหัวหน้าจะคิดมาก ห้องสุขใจจึงออกแบบระบบให้ทุกอย่าง “ส่วนตัวที่สุด”

“กลุ่มพนักงานโปรดักชันหญิงเป็นกลุ่มที่มาปรึกษามากกว่าผู้ชายประมาณ 70:30 บางคนกังวลว่าจะถูกมองว่ามีปัญหาหรือกลัวหัวหน้ารู้ เราพยายามทำให้ทุกอย่างเป็นส่วนตัวที่สุด เช่น ใช้การนัดผ่าน QR code ไม่มีใครต้องรู้ว่าเขามาหาเรา ไม่ต้องแจ้งหัวหน้า หรือเลือกได้ว่าจะเจอหน้าหรือโทรคุย ไม่ระบุในระบบ HR ว่าคนนี้เข้ามาปรึกษา และไม่มีการรายงานเนื้อหาการสนทนา ยกเว้นในกรณีที่มีความเสี่ยง”

รุ้งอธิบายเพิ่มว่าพนักงานแพนดอร่าทุกคนสามารถขอเข้ารับคำปรึกษาได้หมด โดยให้อิสระในการนัดหมาย สร้างช่องทางที่มีความสะดวกและส่วนตัว เพื่อให้พนักงานทุกคนกล้าที่จะออกมายอมรับว่าตัวเองมีปัญหา 

รุ้งบอกว่าที่แพนดอร่ามีการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ

“เราทำงานกับทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยเช่น ถ้าพนักงานมีภาวะซึมเศร้า เราจะย้ายเขาไปอยู่กะเช้าทันที งดโอที งดกะดึก เพื่อให้เขาได้พักผ่อน และประเมินทุก 2-4 สัปดาห์ร่วมกับหมอและหัวหน้างาน โดยที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดอาการของพนักงาน”

“ความท้าทายของนักจิตฯ คือการบาลานซ์ระหว่างการปกป้องข้อมูลกับการช่วยเหลืออย่างแท้จริง เราไม่สามารถเอาข้อมูลของพนักงานไปบอกใครได้ถ้าเขาไม่อนุญาต แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องหาวิธีให้คนที่มีอำนาจตัดสินใจในองค์กรเข้าใจและช่วยเขาได้โดยไม่ต้องรู้รายละเอียดทั้งหมด”

ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงคือการดีลกันของคนในที่ทำงานด้วยกันเอง โดยเฉพาะหัวหน้างานที่ทำงานร่วมกันกับพนักงานคนนั้นโดยตรง ซึ่งรุ้งและทีม HR ใช้วิธีการจัดอบรมสร้างทิศทางของหัวหน้าให้เข้าใจบริบทของพนักงานมากขึ้น ไม่ใช่แค่หวังจำนวนชั่วโมงทำงาน แต่ทำให้หัวหน้าไม่คิดว่าพนักงานคนนี้ที่มีปัญหาไร้ศักยภาพ หรือกำลังเอาเปรียบเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ อยู่ 

“เราไม่ได้เดินเข้าไปคุยกับหัวหน้าเพื่อแก้ปัญหาให้พนักงาน แต่เราฝึกให้พนักงานกล้าพูดในแบบที่เขาอยากสื่อสารจริงๆ”

“นักจิตฯ ทั่วไป พนักงานสามารถไปพบเมื่อไรก็ได้มันเป็นสิทธิ์ของเขา แต่นักจิตฯปรึกษาที่สามารถมาหาได้ในเวลางาน หรือมีทางเลือกอื่นๆ และมองเห็นบริบทรอบตัวของพนักงานคนนั้นว่าต้องดีลกับใคร มีใครบ้างที่ต้องแก้ปัญหาของพนักงานที่มีปัญหาสุขภาพจิตไปด้วยกัน”

ด้วยเหตุนี้ทำให้หน้าที่ของรุ้ง นอกจากช่วยดูแลสุขภาพใจ ก็ต้องประสานงานทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ แบบบูรณาการ เพื่อแก้ปัญหาของพนักงานที่เป็นหัวใจหลักของแผนก HR 

“บางเคสที่ต้นเหตุคือปัญหาการเงิน เราจะประสานกับสหกรณ์ ธนาคาร หรือจัดคอร์สอบรมอาชีพเสริมให้เลย เช่น เรียนทำกาแฟ เรียนตัดผม ขายของในตลาดพนักงาน ส่วนบางเคสที่รุนแรง เช่น การต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนกับจิตใจ ก็จะมีการทำงานร่วมกับ HR หรือผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง โดยเรายังยึดหลักความเป็นส่วนตัวของพนักงานเป็นหลัก” 

รุ้งบอกว่าทุกเคสทุกปัญหา จะมีการออกแบบการดูแลและแก้ปัญหา ‘ร่วมกัน’ ไม่ใช่แค่รุ้งคนเดียว แต่เป็นเครือข่ายของคนที่เข้าใจความเป็นมนุษย์ เหมือนกับคำถามที่รุ้งเจอว่า “ทำไมองค์กรต้องมีนักจิตวิทยา?” แล้วคำตอบของรุ้งก็ย้ำเหมือนเดิมว่า “เพราะพนักงานไม่ใช่เครื่องจักร”