กลิ่นเป็นสิ่งที่ไม่มีลิขสิทธิ์? เรื่องเล่าในขวดน้ำหอมจาก ‘นิติกร’ ที่หลงใหลในโลกของกลิ่น กับการตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของ Dupe perfumes และ สิทธิทางกฎหมาย

สำหรับบางคน ความหอมในชีวิตประจำวันอาจเป็นแค่ของฟุ่มเฟือย แต่สำหรับผมกลิ่นไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำหอม แต่คือเรื่องของ ‘ความรู้สึก’ และ ‘ความทรงจำ’ ที่ซ่อนอยู่ในขวดเล็กๆ นั้น 

ผมเป็นนักกฎหมายคนหนึ่งที่บังเอิญหลงใหลในโลกของกลิ่นแบบไม่รู้ตัว เริ่มจากขวดแรกที่ซื้อเพราะโฆษณา จากนั้นก็ตามอ่านเรื่องราวของนักปรุงน้ำหอม (Perfumer) เรื่อยๆ จนวันหนึ่งเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ‘กลิ่น’ มีลิขสิทธิ์ไหม? คำถามนี้ฟังดูเบาๆ แต่พอเอาเข้าจริงกลับพาผมเข้าสู่การค้นคว้ากฎหมายลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ความลับทางการค้า ไปจนถึงการตีความเรื่อง “ศิลปะ” และ “รูปแบบที่จับต้องได้” อย่างเข้มข้น เพราะแม้น้ำหอมจะมาจากความคิดสร้างสรรค์ แต่ด้วยความที่มันไม่สามารถมองเห็น บันทึก หรือถ่ายทอดออกมาในรูปแบบจับต้องได้เหมือนหนังสือ เสียงดนตรี หรือภาพวาด จึงกลายเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับการคุ้มครองทางกฎหมาย แล้วแบบนี้กฎหมายควรคุ้มครองมันอย่างไร? นี่คือจุดตัดระหว่าง ‘ความหอม’ และ ‘ตัวบทกฎหมาย’ ระหว่างโลกแห่งอารมณ์กับโลกแห่งเหตุผล บทความนี้จึงเกิดขึ้นในฐานะบันทึกเล็กๆ ของนักกฎหมายที่รักน้ำหอม และเชื่อว่ากลิ่นก็มีเรื่องราวที่ควรเล่า และสมควรได้รับการคุ้มครองไม่ต่างจากงานศิลปะแบบอื่นๆ

จากขวดน้ำหอมขวดแรกสู่คำถามทางกฎหมายที่ยังไม่มีคำตอบ 

ถ้าพูดถึงน้ำหอม หลายคนอาจนึกถึงแค่ขวดสวยๆ กลิ่นหอมๆ ที่ไว้ฉีดก่อนออกจากบ้าน แต่จริงๆ แล้ว ‘น้ำหอม’ คือสิ่งที่อยู่กับมนุษย์มานานหลายพันปี และกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่ถูกส่งต่อกันมา 

ตามหลักฐานประวัติศาสตร์มีการค้นพบจากภาพวาดบนกำแพงเก่าแก่กว่า 4,000 ปีที่ประเทศอียิปต์ ไม่ว่าจะเป็นภาพแกะสลักขวดน้ำหอมที่เป็นเครื่องบูชาเทพเจ้า หรือภาพขั้นตอนการพรมน้ำหอมในช่วงระหว่างพิธีการทำมัมมี่ ในหลายอารยะธรรมล้วนมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับน้ำหอม ในวิถีชาวเปอร์เซียน้้นน้ำหอมถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากในสังคมชั้นสูง หรือแม้แต่ในช่วงยุโรปกลางก็มีการใช้กลิ่นน้ำหอมเพื่อกลบกลิ่นเหม็นของโรคระบาด 

องค์ประกอบส่วนใหญ่ของน้ำหอมล้วนมาจากธรรมชาติ ไม่ว่าดอกไม้ น้ำมันสกัดจากพืช เครื่องเทศ โดยส่วนประกอบพื้นฐานของน้ำหอมในอดีตส่วนใหญ่มักจะมีสารสกัดเริ่มต้นจากมะลิ กุหลาบ กฤษณา และไม้จันทน์ ซึ่งบางพื้นที่ก็มักรวมสารสกัดของดอกไม้หายากเอาไว้ด้วยเพื่อสร้างกลิ่นเฉพาะแบบที่ไม่ว่าใครจะมีได้ 

การทำน้ำหอมไม่ใช่แค่การบดๆ ดอกไม้ แล้วรอกลิ่นหอมออกมา แต่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการกลั่น สกัด เพื่อให้ได้กลิ่นแต่ละกลิ่นโดยต้องอาศัยฝีมือและความเชี่ยวชาญของนักทำน้ำหอมในแต่ละคนในแต่พื้นที่

น้ำหอมจึงมีค่าทุกหยดแบบที่บางครั้งผู้ใช้ก็ไม่รู้ตัว แบรนด์ Chanel ออกมายอมรับน้ำหอมกลิ่น Channel No.5 เป็นกลิ่นที่ขายดีตลอดกาล และเป็นน้ำหอมในตำนานที่มีเคล็ดลับมัดใจคนทั่วโลกด้วยความซับซ้อนของกลิ่นจากสารสกัดที่มีส่วนผสมประมาณ 80 ชนิด รวมถึงดอกกุหลาบพันธุ์หายากที่จะต้องถูกเก็บในเดือนพฤษภาคมเท่านั้น 

หรือน้ำหอมกลิ่นยอดฮิตอีกตัวคือ Baccarat Rouge 540 Extrait น้ำหอมที่เข้มข้นที่สุดจาก Maison Francis Kurkdjian ที่มีส่วนประกอบด้วยวัตถุดิบหายากและราคาแพงเป็นส่วนผสมอย่างอำพัน อัลมอนด์ แซฟฟรอน

น้ำหอมสำหรับคนยุคปัจจุบันไม่ได้ถูกใช้ในพิธีกรรมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ‘ภาษาส่วนตัว’ ของคนคนหนึ่งเพื่อสร้างเอกลักษณะในบอกเล่าตัวตน คล้ายกับการเลือกเสื้อผ้าที่สะท้อนบุคลิก น้ำหอมคือสิ่งที่พูดไม่ได้ แต่สามารถสื่อสารอารมณ์ ความมั่นใจ รสนิยม ได้อย่างลึกซึ่ง ดังนั้นแล้วจึงเป็นการตอบคำถามกลายๆ ได้ว่าทำไมผู้คนส่วนหนึ่งจึงยอมซื้อน้ำหอมในราคาที่แพง และไม่ได้มองเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย

หอมแค่ไหนก็ไม่พอ ถ้าน้ำหอมยังไม่ใช่ “งานแห่งจิตใจ” ตามกฎหมาย

ลองนึกดูว่าถ้าคุณใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปีในการออกแบบ ‘กลิ่นหอมพิเศษ’ ที่ไม่มีใครเหมือน ใช้วัตถุดิบเฉพาะ คิดค้นอย่างสร้างสรรค์ แล้ววันหนึ่งมีใครบางคนลอกสูตรไปแบบหน้าตาเฉย คำถามคือ คุณจะปกป้องผลงานของตัวเองได้อย่างไร? ปัญหาก็คือ “กลิ่น” เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ และยากจะแสดงออกเป็นรูปธรรม นั่นทำให้การให้สิทธิทางกฎหมาย โดยเฉพาะลิขสิทธิ์ กลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นมาทันที  

ในประเทศไทยเรามีกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ใช้กันอยู่ คือ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุเอาไว้ชัดเจนว่างานที่ได้รับความคุ้มครองต้องเป็น “งานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ และแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม” เช่น หนังสือ เพลง ภาพวาด ภาพยนตร์ งานประติมากรรม อะไรทำนองนี้ 

พูดง่ายๆ คือ กฎหมายลิขสิทธิ์จะคุ้มครองเฉพาะสิ่งที่เราสามารถ มองเห็น ฟังได้ หรือสัมผัสในรูปแบบที่ชัดเจน งานที่มีตัวตนให้เรารับรู้ได้ เช่น เพลงที่เปิดฟังได้ ภาพที่มองเห็นได้ ข้อความที่อ่านได้ ฯลฯ ทีนี้ ลองย้อนกลับมาที่ “กลิ่น” ของน้ำหอมมันหอมก็จริง มีเอกลักษณ์ก็ใช่ แต่มัน มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ และที่สำคัญคือ มันไม่สามารถ “บันทึก” หรือ “สำเนา” ได้แบบแน่นอนเหมือนเพลงหรือภาพวาด เพราะเหตุนี้เอง น้ำหอมจึง ยังไม่เข้าข่าย “งานลิขสิทธิ์” ตามกฎหมายไทย 

แต่! นั่นไม่ได้แปลว่าเราจะไม่มีทางปกป้องน้ำหอมเลยนะครับ เพราะในกฎหมายไทยยังมี “ทางเลือกอื่น” ที่คนทำแบรนด์หรือคนคิดสูตรน้ำหอมสามารถใช้เพื่อปกป้องงานของตัวเองได้ เช่น จดสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร ถ้าสูตรหรือกระบวนการผลิตของคุณเป็นของใหม่ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ก็สามารถยื่นขอจดสิทธิบัตรได้ เพื่อให้กฎหมายปกป้องไม่ให้ใครก็อปไปใช้ได้ การเก็บเป็นความลับทางการค้า ถ้าคุณไม่เปิดเผยสูตรน้ำหอมของคุณ และควบคุมให้มันไม่รั่วไหลออกไป เช่น เก็บสูตรไว้เฉพาะภายในบริษัท ก็สามารถถือเป็นความลับทางการค้าได้ และการจดเครื่องหมายการค้า ในบางประเทศ เช่น สหรัฐฯ หรือยุโรป เริ่มมีการใช้ “กลิ่น” เป็นเครื่องหมายการค้า (เช่น กลิ่นเฉพาะในสินค้าบางประเภท) แต่ในไทยยังไม่แพร่หลาย และมีข้อจำกัดในการจดทะเบียนเรื่องกลิ่นอยู่มาก เป็นต้น

เมื่อย้อนมองกฎหมายในต่างประเทศ จะพบว่าประเด็นเรื่องกลิ่นของน้ำหอมในมุมกฎหมายเคยถูกหยิบยกขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลมาแล้วจริงๆ อย่างในคดีแผนกพาณิชย์ของศาลฎีกาฝรั่งเศส  เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2549 เลขคดีที่ 02-44.718 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้กลิ่นน้ำหอมจะเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ แต่ในสายตาของกฎหมายแล้ว กลิ่นอาจยังไม่มี “ตัวตนทางกฎหมาย” ที่เพียงพอจะได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ 

การสร้างกลิ่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ ต้องใช้ทั้งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความชำนาญเฉพาะตัว และบางครั้งยังต้องอาศัย “เซนส์” ที่คล้ายกับการสร้างงานศิลปะเลยทีเดียวแต่ถึงอย่างนั้น ถามว่ากลิ่นหอมจากน้ำหอมจะได้รับ “ลิขสิทธิ์” เหมือนเพลงหรือภาพวาดได้ไหม? ขยายความจากในคดีข้างต้นคำตอบจากศาลก็คือ “ยังไม่ใช่” ได้มีการพิจารณาข้อพิพาทระหว่างบริษัทผู้ผลิตน้ำหอมรายหนึ่งกับบริษัทคู่แข่ง ซึ่งมีการกล่าวหาว่าจำเลยลอกเลียน “กลิ่น” ที่โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นมา โจทก์อ้างว่าสูตรกลิ่นของตนนั้นควรได้รับความคุ้มครองในฐานะ “งานอันมีลิขสิทธิ์” (œuvre de l’esprit) แต่ศาลเห็นว่า “กลิ่นของน้ำหอม” ไม่สามารถเข้าข่ายงานที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ได้ เหตุผลสำคัญคือ กลิ่นไม่มีรูปแบบการแสดงออกที่  “จับต้องได้” อย่างชัดเจน ไม่สามารถบันทึก ทำสำเนา หรือพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมได้เหมือนหนังสือ เพลง หรือภาพวาด นอกจากนี้ ศาลยังมองว่า การสร้างกลิ่นของน้ำหอมส่วนใหญ่เป็นผลจากกระบวนการทางเทคนิคและวิทยาศาสตร์ มากกว่าการแสดงออกเชิงศิลปะของบุคคลผู้สร้าง 

จากคำพิพากษาของศาลสูงสุดฝรั่งเศสได้มีคำวินิจฉัยว่า กลิ่นของน้ำหอมไม่สามารถได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ เนื่องจากไม่มีลักษณะเป็น “งานแห่งจิตใจ” (œuvre de l’esprit) ตามที่กฎหมายกำหนด 

“งานแห่งจิตใจ” ฟังดูอาจคล้ายๆ กับคำว่างานศิลปะหรือผลงานสร้างสรรค์ แต่จริงๆ แล้วมันมีความหมายเฉพาะที่กฎหมายใช้เป็นเกณฑ์ว่างานแบบไหนที่จะได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ หมายถึง ผลงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของคนจริงๆ ไม่ใช่แค่การทำตามสูตร ทำตามขั้นตอน หรือให้เครื่องจักรทำตามคำสั่ง เช่น การแต่งเพลง วาดภาพ เขียนนิยาย ทำหนัง หรือแม้แต่งานออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งเหล่านี้มักสะท้อน บุคลิก ความคิด หรือมุมมองเฉพาะตัว ของผู้สร้างขึ้นมา โดยต้องมีคุณลักษณะหลัก 3 ประการ 

1. ต้องสร้างโดยมนุษย์ เป็นผลของความคิดของคน ไม่ใช่ของเครื่องจักร หรือแค่ทำตามขั้นตอนทางเทคนิคแบบไม่มีการเลือกสรรหรือดัดแปลง 

2. ต้องมี “รูปแบบที่จับต้องได้”  ไม่ใช่แค่ไอเดียในหัว แต่ต้องแสดงออกมาในรูปแบบที่คนอื่น เห็น ฟัง หรือสัมผัสได้ เช่น เป็นหนังสือ เพลง ภาพวาด คลิปวิดีโอ ฯลฯ 

3. ต้องมีความคิดสร้างสรรค์เพียงพอ ไม่ใช่แค่ลอกหรือทำซ้ำของเดิม ต้องมีเอกลักษณ์ มีความแปลกใหม่ หรืออย่างน้อยมีร่องรอยของการเลือกและจัดเรียงที่เป็นของผู้สร้างจริงๆ ทีนี้พอเอาเกณฑ์เหล่านี้ไปใช้กับ “กลิ่นของน้ำหอม” ศาลฝรั่งเศสก็ให้คำตอบไว้ค่อนข้างชัดว่า ยังไม่เข้าเกณฑ์ แม้ว่าการสร้างน้ำหอมจะซับซ้อน ใช้ทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะ ใช้เซนส์ของคนปรุง ใช้เวลาเป็นปีในการปรับสูตร แต่สุดท้ายกลิ่นก็มองไม่เห็น บันทึกไม่ได้ และเปรียบเทียบกันได้ยากมาก

พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ได้บอกว่าน้ำหอมไม่มีคุณค่า หรือคนที่ปรุงกลิ่นไม่ได้มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ในแง่ของกฎหมายลิขสิทธิ์ “กลิ่น” ยังไม่สามารถเข้าเกณฑ์ความเป็น งานศิลปะที่จับต้องได้ ตามที่กฎหมายต้องการ ซึ่งประเด็นนี้ก็กลายเป็นจุดถกเถียงในหลายประเทศว่า กฎหมายควรปรับเพื่อให้รับรู้สิ่งที่ไร้รูปแบบแบบนี้หรือไม่ เพราะทุกวันนี้ งานสร้างสรรค์ไม่ได้มีแค่สิ่งที่มองเห็นหรือได้ยิน แต่ยังรวมถึง สิ่งที่ “รู้สึก” ได้อย่างกลิ่นหรืออารมณ์ด้วย

‘หอมเหมือน’ แต่ไม่เหมือนกัน! รู้จักโลกของน้ำหอมดู๊ปให้ลึกขึ้น

จะถูก จะแพง ขอหอมก่อน ! ทรรศนะต่อน้ำหอมที่ได้รับแรงบันดาลใจ และ “Dupe perfumes” ทุกวันนี้ถ้าลองเดินเข้าร้านน้ำหอมหรือเลื่อนดูในโซเชียลมีเดีย เรามักจะเจอน้ำหอมที่โฆษณาว่า “ได้รับแรงบันดาลใจจากกลิ่นของแบรนด์ดัง” ซึ่งหลายคนเรียกกันว่า Dupe perfumes น้ำหอมดู๊ป หรือน้ำหอมที่ได้แรงบันดาลใจจากน้ำหอมแบรนด์หรูนั่นเอง แล้วมันดีไหม? ผิดกฎหมายหรือเปล่า? ไม่ให้เกียรติแบรนด์ต้นฉบับหรือเปล่า? มาหาคำตอบกันแบบไม่เครียดดีกว่า ง่ายๆ เลย น้ำหอมดู๊ปคือน้ำหอมที่ทำกลิ่นออกมาให้คล้ายกับน้ำหอมแพงๆ เช่น Chanel, Dior, Le Labo ฯลฯ แต่ใช้วัตถุดิบที่ราคาถูกลง หรือกระบวนการที่ไม่ซับซ้อนเท่า จึงขายในราคาย่อมเยา บางขวดไม่ถึง 500 บาท แต่กลิ่นใกล้เคียงน้ำหอมขวดละหลายพัน พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเปรียบน้ำหอมแบรนด์เนมเป็น “เสื้อผ้าออกแบบโดยดีไซเนอร์” น้ำหอมดู๊ปก็คงคล้ายกับ “เสื้อผ้าแบบเดียวกันที่ซื้อได้ตามตลาดนัด” นั่นแหละครับ

เส้นแบ่งระหว่าง “แรงบันดาลใจ” และ “การลอกเลียน”  แรงบันดาลใจ (Inspiration) คือการใช้แนวคิด ธีม หรือความรู้สึกของกลิ่นหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างกลิ่นใหม่ โดยมีกลิ่น อารมณ์ หรือโครงสร้างบางอย่างคล้ายกัน แต่โดยรวมยังถือว่าเป็นผลงานใหม่ที่มีเอกลักษณ์ เช่น นักปรุงน้ำหอมได้รับแรงบันดาลใจจาก “ฤดูใบไม้ร่วงในป่าแอลป์” แล้วสร้างกลิ่นหอมที่ใช้โน้ตของไม้สน แอมเบอร์ และมอส แต่ปรับโครงสร้างให้ต่างจากสูตรเดิม 

โน้ตของน้ำหอม (Fragrance Notes) คือ การแบ่งกลิ่นของน้ำหอมออกเป็น 3 ระดับตามเวลาที่กลิ่นจะปรากฏและคงอยู่บนผิว แบ่งได้เป็น โน้ตบน (Top Notes) กลิ่นแรกที่รู้สึกได้ทันทีหลังฉีดน้ำหอม มักเป็นกลิ่นที่สดชื่นและเบาบาง เช่น กลิ่นผลไม้ สมุนไพร หรือกลิ่นดอกไม้บางชนิดโน้ตกลาง (Middle Notes) กลิ่นหลักที่ปรากฏขึ้นเมื่อโน้ตบนเริ่มจางหายไป มักเป็นกลิ่นดอกไม้ เครื่องเทศ หรือกลิ่นผลไม้ที่เข้มข้นขึ้นโน้ตฐาน (Base Notes) กลิ่นที่คงอยู่ยาวนานที่สุดและเป็นกลิ่นสุดท้ายที่รู้สึกได้ มักเป็นกลิ่นไม้มัสก์ หรือกลิ่นอำพัน

แต่การลอกเลียนแบบ (Duplication/Copying) คือ การทำซ้ำสูตรหรือโครงสร้างกลิ่นของน้ำหอมแบรนด์อื่น โดยมีความตั้งใจให้กลิ่นออกมาใกล้เคียงหรือแทบจะแยกไม่ออกจากต้นฉบับ มักพบในตลาด “Dupe Perfumes” ที่เน้นเลียนกลิ่นแบรนด์หรูแต่ขายในราคาย่อมเยา เช่น การใช้เครื่องมือ GC-MS เพื่อวิเคราะห์สูตรน้ำหอมแบรนด์ดัง แล้วผลิตกลิ่นที่เลียนแบบแทบทุกโน้ต

แล้วผิดไหม ? คำตอบคือขึ้นอยู่กับรายละเอียดครับ ถ้าน้ำหอมนั้นแค่ “ได้แรงบันดาลใจ” จากกลิ่น ไม่ได้ลอกชื่อแบรนด์ โลโก้ หรือแพ็กเกจจิ้ง ก็ยังไม่ถือว่าผิดกฎหมายในหลายประเทศ เพราะ “กลิ่น” เองอาจไม่อยู่ในขอบเขตลิขสิทธิ์ เช่น ในคดีหนึ่งที่ศาลฝรั่งเศสตัดสินไว้ว่า น้ำหอมเป็น “งานที่เกิดจากเทคนิค”  ไม่ใช่ “งานศิลปะ” จึงไม่เข้าข่ายลิขสิทธิ์เหมือนภาพวาดหรือบทเพลงที่ได้กล่าวในข้างต้น แต่ถ้าเลียนแบบจนสับสนว่าเป็นของจริง แบบใช้ชื่อคล้ายๆ ฟอนต์เหมือนกัน หรือขวดเหมือนกันเป๊ะ แบบนั้นก็เสี่ยงละเมิดเครื่องหมายการค้าได้ แล้วผู้บริโภคล่ะ คิดยังไง ? ก็ต้องบอกว่าเสียงแตกครับ บางคนรักของแท้ ชอบคุณภาพและแบรนด์ที่มาพร้อมประสบการณ์สุดหรู แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่มองว่า “ถ้ากลิ่นคล้ายกัน แล้วจ่ายน้อยกว่า ทำไมจะไม่ลอง?” น้ำหอมดู๊ปเลยเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ยุคนี้ โดยเฉพาะกับคนที่อยากทดลองหลายกลิ่น หรืออยากมีกลิ่นเฉพาะตัวโดยไม่ต้องจ่ายแพง

สรุปแบบเบาๆ น้ำหอมดู๊ปไม่ใช่ของปลอม และไม่ใช่ของผิดเสมอไป แต่ถ้าจะทำก็ต้องอย่างระวังให้ไม่ละเมิดสิทธิ์ใคร และสำหรับผู้ใช้ ก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวเลยว่าจะเลือกอะไรเพราะสุดท้ายแล้ว กลิ่นหอมที่ดีที่สุด คือกลิ่นที่ทำให้คุณรู้สึกมั่นใจและเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะมาจากขวดละร้อยหรือหลักหมื่นก็ตาม

ที่มา

Precedence Research. (2025, May 5). Perfume market size to reach around USD 101.47 Bn by 2034

Hack, S. (2012, December 26). The luxury fragrances of Oman. Condé Nast Traveler.

Nagpal, Y. (2021, October 3). Perfume as an Artistic Expression: Scope of Intellectual Property Rights in Perfume. Fashion Law Journal.

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2558 และ 2565)