เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ภาพยนตร์เรื่อง Midsummer หรือชื่อไทยคือ เทศกาลสยอง เป็นไวรัลตั้งแต่ปล่อยตัวอย่างแรกออกสู่สายตาผู้ชม ส่วนหนึ่งเพราะเอกลักษณ์ที่มีความฉีกไปจากหนังประเภท Horror (สยองขวัญ) / Crime (อาชญากรรม) / Thriller (ระทึกขวัญ) ด้วยการเล่าเรื่องด้วยบรรยากาศสว่างแจ่มใสในหน้าร้อนมากกว่าท่ามกลางบรรยากาศใต้ฟ้าหม่น เมฆอึมครึม ความหนาวเหน็บที่มาพร้อมกับเมืองที่ดูเงียบเหงาที่เราคุ้นชินกัน
บทความนี้ไม่ได้จะเอ่ยถึงความฉีกที่หนัง Midsummer ทำออกมา แต่เราจะพาไปดำดิ่งกับความคุ้นชินของหนัง Crime (อาชญากรรม) ที่เราเคยชินว่าหนังประเภทนี้ต้องมีความอึมครึม อึดอัด ท้องฟ้ามืดครึ้มนั้นที่มีมาจากหนังประเภทที่เรียกว่า Nordic Noir หรือรูปแบบหนัง-วรรณกรรมสืบสวนจาก ประเทศแถบนอร์ดิก (ประกอบด้วยสวีเดน เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์ และนอร์เวย์) ที่คนทั่วโลกนิยมจนกลายเป็นบรรทัดฐานของหนังสืบสวนในยุคปัจจุบัน
หนาวเหน็บ เย็นเยือก อึมครึม แบบสแกนดิเนเวียน
คอหนัง หรือนวนิยายสืบสวนสอบสวนตัวจริงต้องเคยผ่านตา Faceless Killers, The Bridge, Trapped Borgen หรือแม้แต่ The Girl with the Dragon Tattoo ที่ถูกขึ้นหิ้งว่าเป็นเรื่องราวสืบสวนที่ดีตลอดกาล ซึ่งส่วนใหญ่โครงเรื่องมักเกิดขึ้นที่แถบสแกนดิเนเวียน

ก่อนปี 2000 โลกเรายังไม่มีหนังประเภท Nordic Noir แต่เพราะความนิยมของชุดนวนิยายสืบสวน Martin Beck ซึ่งเขียนโดย Maj Sjöwall หรือ นวนิยายอย่างไตรภาค Millennium ของ Stieg Larsson ที่กลายเป็นหนังสือขายดีระดับนานาชาติ ทำให้คนทั้งโลกหันมาสนใจผลงานที่มีโครงเรื่อง หรือผู้ผลิตที่มาจากสแกนดิเนเวียน
ในช่วงปี 2000 นับเป็นปีแห่งการวางรากฐานหนังสืบสวนสไตล์สแกนดิเนเวียน จนกระทั่งในช่วงปี 2010 นวนิยายแนวนี้จึงได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Nordic Noir ” จากภาควิชาสแกนดิเนเวียที่ University College of London จนถึงปัจจุบันก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเภทที่สำคัญของนวนิยายระทึกขวัญและนิยายอาชญากรรม
จุดร่วมสำคัญที่ทำให้ Nordic Noir จับใจคนทั่วโลกคือ แบลคกราวน์เรื่องราวในแบบสแกนดิเนเวียน ที่มีภูมิประเทศกว้างใหญ่ อากาศหนาวเหน็บ ท้องฟ้ามืดครึ้ม และเมืองที่ดูเงียบเหงา ภาพบรรยากาศเหล่านี้ไม่ใช่เพียง “ฉากหลัง” แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของในอารมณ์เรื่อง
ถ้าเราเคยชินกับหนังผีว่าต้องคู่กับความมืด เราต่างก็ล้วนเคยชินว่าหนังสืบสวนสอบสวนต้องมีบรรยากาศแบบอึมครึม ฟ้าสีหม่น หิมะตก หรืออากาศเย็น นั่นเพราะ Nordic Noir สร้างความโด่งดังจนเป็นการวางรากฐานให้กับภาพจำของหนังสืบสวน-อาชญากรรม
ลึกลับและเปราะบาง
นวนิยายแนว Nordic Noir ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นตลอดช่วงปี 2010 และเมื่อเข้าสู่ช่วงปี 2020 ซีรีส์ Joona Linna ของ Lars Kepler ซึ่งเล่าเรื่องราวของนักสืบชาวสวีเดนชื่อ Joona Linna มียอดขายทะลุ 15 ล้านเล่ม รวมถึงมีการซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลมากถึง 40 ภาษา
นักวิจารณ์ส่วนหนึ่งกล่าวว่าการสืบสวนแนว Nordic Noir คือการเล่นกับอารมณ์ของตัวละครที่ล้อไปกับบรรยากาศที่อึมครึม และการเผยความเปราะบางของตัวละครมากกว่าหนังสืบสวนจากที่อื่น
ตัวละครใน Nordic Noir เป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีปม มีอดีต มีความเปราะบาง ตัวอย่างเช่น Sarah Lund จากซีรีส์ The Killing ที่ตัวนำเป็นตำรวจหญิงที่ทำงานเก่ง แต่ก็เคร่งขรึมและมีปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัว
สรุปง่ายๆ ว่าตัวละครหลักของ Nordic Noir ไม่ใช่ “ฮีโร่” แต่เป็นคนธรรมดาที่มีปัญหาชีวิต มีความซับซ้อน มีบาดแผลในอดีต เช่น โรคซึมเศร้า ความสัมพันธ์ที่พัง หรือความไม่ลงรอยกับระบบงาน นี่ทำให้คนดูรู้สึก “อิน” และเชื่อมโยงได้ง่ายกว่าความโปรเฟชชันนอลของนักสืบจากประเทศอื่นๆ ที่เน้นไขคดีเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้สไตล์ Nordic Noir ยังมีการสืบสวนที่เชื่องช้ากว่าแนวสืบสวนแบบอเมริกันหรืออังกฤษ เน้นจังหวะความค่อยเป็นค่อยไป คนดูสามารถซึมซับความอึดอัด และค่อยๆ เชื่อมโยงเบาะแสไปกับเนื้อเรื่องมากกว่าการสิ่งไล่จับคนร้าย พร้อมกันนั้นความเชื่องช้าที่เกิดขึ้นทำให้ผูกเจาะลึกเข้าไปในจิตใจมนุษย์เช่นเดียวกัน
ดังนั้นแล้ว การสืบสวนแบบ Nordic Noir จึงไม่ใช่การตั้งคำถามว่า “ใครคือฆาตกร” แต่มักพ่วงไปด้วยคำถามว่า “ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น?”
สุดท้ายแล้วสิ่งที่สะท้อนจาก Nordic Noir คือการบอกกับคนดูว่าคนเราก็เทาๆ กันทั้งนั้น ไม่มีใครมีแต่ด้านสว่าง หรือมีด้านมืดแค่ด้านเดียว
ก็ดีนะ แต่ยังดีได้อีก
จุดยืนหนึ่งของ Nordic Noir คือเรื่องราวไม่ได้เล่าคดีเพื่อความสนุกเท่านั้น แต่เป็นการใช้ “คดี” เป็นเครื่องมือสะท้อนปัญหาสังคม เช่น ความรุนแรงในครอบครัว การล้มเหลวของระบบรัฐ การกดขี่ทางเพศ และความเหลื่อมล้ำ หรือแม้แต่การล้มเหลวของรัฐสวัสดิการ
ย้อนความสักนิด สแกนดิเนเวียน คือกลุ่มประเทศที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็น กลุ่มประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก
แต่พล็อตการเล่าเรื่องของ Nordic Noir สะท้อนความกังวลของสังคมสแกนดิเนเวียที่แม้จะมีชื่อเสียงว่า “น่าอยู่ที่สุดในโลก” แต่ก็ยังมีรอยร้าวใต้พื้นผิว และมีปัญหาที่ต้องการการแก้ไข เช่นปัญหาการที่เด็กถูกทอดทิ้งในระบบดูแล, ผู้ลี้ภัยที่ไม่มีที่ยืน, คนชั้นล่างที่ถูกมองข้าม เช่น เรื่อง The Bridge ที่พูดถึงช่องว่างระหว่างประเทศที่เชื่อมกันด้วยสะพาน แต่แตกต่างกันด้วยระบบการเมืองและวัฒนธรรม
รวมถึงตัวละครหญิงใน Nordic Noir มักไม่ได้รับความเคารพจากระบบ แม้จะเก่งกาจและมีความสามารถ แต่พวกเธอต้องรับมือกับความรุนแรงทางเพศ การกีดกัน และการไม่ยอมรับจากองค์กรชายเป็นใหญ่ ที่สะท้อนโลกจริงของผู้หญิงในวงการทำงานและระบบยุติธรรม เช่นจากเรื่อง The Girl with the Dragon Tattoo ที่สะท้อนถึงการต่อต้านระบบที่รังแกผู้หญิง

หรือแม้แต่ หนังหลายเรื่องแสดงให้เห็นตำรวจหรือนักสืบที่ต้องต่อสู้กับระบบราชการที่เฉื่อยชา ไม่ยืดหยุ่น หรือแม้แต่ปกปิดความจริงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งเป็นการตั้งคำถามกับคนดูว่า “เรายังพึ่งรัฐได้แค่ไหน เมื่อรัฐเองคือส่วนหนึ่งของปัญหา?”
สื่อบันเทิงคือการสะท้อนสังคมรูปแบบหนึ่ง Nordic Noir เป็นสไตล์สืบสวนสอบสวนชี้ให้เห็นว่าอาชญากรรมในสังคมไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว ส่วนหนึ่งมักโยงกับระบบที่ล้มเหลว การกดทับของชนชั้น ความเงียบของผู้มีอำนาจ และการเพิกเฉยของรัฐ
ที่กล่าวไปข้างต้นอาจจะกล่าวได้ว่า ที่ Nordic Noir ครองใจคนทั่วโลกได้ ก็เพราะว่า Nordic Noir เป็นมากกว่าความบันเทิงแต่มันคือการตั้งคำถามกับโลกและตัวเอง
