เขาว่ากันว่างานศพคือเรื่องของคนเป็น ส่วนคนตายเมื่อตายไปแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ชวนคิดเล่นๆ ว่าถ้าหลังจากเราตายไป แล้วไม่มีแม้กระทั่งงานศพ พิธีฌาปนกิจ ไม่มีญาติพี่น้องสักคนมารับ เราตอนนี้ที่มีชีวิตอยู่จะรับสถานการณ์แบบนี้ได้ไหม
แม้แต่คนที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตที่เรารู้จัก ตอนตายไปเขาก็อาจจะมีงานศพก็ได้ แต่สำหรับบางคนทำดีแค่ไหน ดิ้นรนเพื่อจะให้มีชีวิตอยู่ยังไงก็ตายเป็นศพไร้ญาติ เพราะพวกเขาเกิดมาเป็น ‘คนชายขอบ’
“ศพไร้ญาติที่อยู่ในเรื่องแต่ง เรื่องเล่า มันก็คือการลงโทษที่รุนแรงกว่าการประหารชีวิตอีก”
นี่คือความคิดต่อการเป็นศพไร้ญาติจาก ดร.สุรสม กฤษณะจูฑะ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ถูกถ่ายทอดผ่านหัวข้อ ‘ความเป็นชายขอบของความตายและความตายของคนชายขอบ’ ในงานประชุมวิชาการมานุษยวิทยา 68 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ภายใต้แนวคิด “พหุปฏิสัมพันธ์ : มนุษย์กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์” เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
ในความเห็นของอาจารย์ การประหารชีวิตคือความรุนแรงและโหดเหี้ยมทางกายภาพ แต่การทำให้เป็น ‘ศพไร้ญาติ’ มันรุนแรงมากกว่าตรงที่เป็นกระบวนการลงโทษที่ทำให้คนคนหนึ่งถูก ‘ลืม’ ไม่ได้ถูกทำให้จำว่าอยู่สังคมแม้กระทั่งวาระสุดท้าย ไม่มีใครรู้ด้วยว่าพวกเขาตายและเป็นผีแล้ว
“อย่างเรื่องแม่นาค แม่นาคก็ยังกลายเป็นผีมาหลอกหลอนเราได้ แต่ว่าในตัวละครชายขอบบางเรื่องเนี่ยหายไปเลย ลบเลือนจากความทรงจำไปเลย”
หลังการสำรวจและทบทวนวรรณกรรมไทยมากหลายเรื่อง อาจารย์บอกว่าการตายเหล่าตัวร้ายในวรรณคดีที่มักจะหายไปเฉยๆ หรือการตายที่ไม่ได้เล่าต่อว่าตายแล้วจัดงานศพยังไง ได้จัดการศพหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือความตั้งใจของผู้เขียนที่อยากทำให้รู้ว่า ‘ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว’
ที่ว่าทำชั่วได้ชั่ว คือการได้เจอผลจากการกระทำของตัวเอง แต่ตั้งแต่ก่อนตายและหลังตาย แต่ในความเป็นจริง คนบางคนยังไม่ทันได้ทำชั่ว กลับเจอผลกระทบทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด หนึ่งในนั้นคือ ‘คนชายขอบ’ พวกเขาคือคนที่เกิดมาเป็นชายขอบของสังคม ไม่มีโอกาสในชีวิตสักเท่าไหร่ ในเมื่อตัวเลือกในชีวิตไม่มาก พวกเขาอาจจะต้องทำอะไรที่สังคมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย คำถามคือ พวกเขาผิดอะไร ในเมื่อสังคมไม่ได้หยิบยื่นตัวเลือกมาให้เขาอยู่แล้ว
อาจารย์สุรสมเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ‘อำนาจของการชี้เป็นชี้ตาย’ แนวคิดนี้เรียกว่า Necro-Politics การเมืองแห่งการชี้เป็นชี้ตาย ที่มาจาก ‘อคีล เอ็มเบมเบ’ (Achille Mbembe) นักทฤษฎีการเมืองชาวแคเมอรูน ที่มองว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของการกำเนิดชีวิตตอนเป็น แต่ยังเป็นเรื่องตอนตายอีกด้วย รัฐและสังคมจัดจำแนกประเภทว่าใครควรได้ใช้ชีวิตอย่างสำราญ หรือใช้ชีวิตแบบไม่มีคุณค่า ใครควรตายให้คนจดจำ และใครควรตายให้สังคมลืม สิ่งเหล่านี้สามารถเห็นได้ผ่านวิธีจัดการกับศพ ยกตัวอย่างการจัดการศพตามความเชื่อของคนจีน ถ้าฮวงซุ้ยหรือที่ฝังศพของคนจีนยิ่งแพง ยิ่งใหญ่ ก็แสดงว่าคนที่จากไปมีฐานะมาก ส่วนฮวงซุ้ยธรรมดาก็ไม่ได้เป็นที่จดจำ ไม่ได้มีความโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น อาจารย์สุรสมยกตัวอย่างวรรณคดีไทยขึ้นมา 2 สอง คือ มหาเวสสันดรชาดก และคำพิพากษา
บทลงโทษจากนิยาย คือ การให้ตายอย่างไร้ญาติ
หลายคนน่าจะรู้จักตัวละครอย่าง ‘ชูชก’ ในมหาเวสสันดรชาดก ชูชกคือพราหมณ์ชายขอบที่ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีญาติพี่น้อง ไร้ทรัพย์สมบัติ และไม่มีบ้าน ในมหาเวสสันดรชาดกยังนิยามชูชกว่าเป็น ‘เฉาโฉดชั่วชาติ’
ก่อนตายชูชกก็เป็นคนที่ใครๆ ก็ไม่อยากเข้าใกล้หรือคบหา เป็นคนที่โดนสังคมปฏิเสธ การตายของชูชกก็ไม่ใช่การตายของคนปกติ เพราะเขาท้องแตกตายเนื่องจากกินอาหารดีๆ ที่พึ่งได้มาจนเยอะเกินไป แสดงถึงความโลภและมักมากของตัวละครตัวนี้ ซึ่งพอตายไปแน่นอนว่าชูชกกลายเป็น ‘ศพไร้ญาติ’ ถึงแม้พระเจ้ากรุงสญชัยจะประกาศตามหาญาติเพื่อส่งต่อทรัพย์สมบัติของชูชกและจัดฌาปนกิจศพให้ชูชก แต่ก็ไม่พบญาติสักคน
ก่อนตายชูชกสั่งเสียกับนางอมิตตา (ภรรยาของชูชก) ให้ทำบุญไปให้ เพราะเป็นห่วงชีวิตหลังความตายของตัวเองว่าจะไม่มีอะไรกิน
อาจารย์สุรสมมองว่า นี่คือคำขอสุดท้ายจากคนชายขอบอย่างชูชก ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเขาจะทำไม่ดีไปจริงๆ แต่ในมุมของการเป็นคนชายขอบที่ไม่มีญาติ ไม่มีบ้าน ไม่มีเงิน ชูชกสั่งเสียไว้ว่าอยากให้มีคนทำบุญให้ เพราะตอนมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้มีชีวิตที่เหมือนใครเขา ตอนตายก็ขอเรื่องดีๆ ในชีวิตบ้าง
“การตายของชูชกคือการตอกย้ำความรุนแรงทางวัฒนธรรม เป็นการเอาสัญญะของความไร้ญาติมาเป็นเครื่องมือในการกีดกันคนชายขอบ แล้วก็ลงโทษคนชายขอบ คำว่าคนชายขอบไม่ใช่แปลว่ายากจนอย่างเดียว แต่เป็นคนที่สังคมไม่ยอมรับ”
อาจารย์สุรสมกล่าว อีกหนึ่งตัวละครที่ทำให้เห็นความรุนแรงของการเป็นศพไร้ญาติได้มากขึ้น คือ ‘ฟัก’ จากเรื่อง ‘คำพิพากษา’ นวนิยายของชาติ กอบจิตติ เรื่องราวของฟักผู้อาภัพ เขาเสียพ่อไปและตั้งใจจะบวชตลอดชีวิต แต่ก็ทำไม่ได้เพราะฟักต้องทำหน้าที่ดูแล ‘สมทรง’ เมียใหม่ที่สติไม่สมประกอบของพ่อ ไปๆมาๆ คนในชุมชนกลับมองว่าฟักและสมทรงแอบคบชู้กัน เรื่องเล่าปากต่อปากถูกนำไปใส่สีตีไข่ จนทำให้ฟักถูกตราหน้าว่าเป็นคนชั่ว
ฟักถูกสังคมพิพากษาว่าเป็นคนชั่ว คนคบไม่ได้ เขาและสมทรงถูกกีดกันออกจากสังคม การเป็นคนไร้ตัวตนทั้งๆ ที่มีชีวิตอยู่ ฟักเองก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากตั้งใจทำงานภารโรงของตัวเองต่อไป จนถึงวันที่จะจัดงานศพให้พ่อ ฟักพบว่าไม่มีใครร่วมงานศพเลย นอกจากตัวเขาเอง สมทรง สัปเหร่อ และพระ ทั้งหมดเป็นเพราะชาวบ้านเกลียดฟัก

ฟักเสียใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาจึงหันไปดื่มเหล้าหวังว่าจะบรรเทาความเจ็บปวดของตัวเอง พอเป็นแบบนี้ชาวบ้านก็ยิ่งมองว่าฟักเป็นพวกขี้เหล้าเข้าไปอีก ระหว่างเรื่องเราเห็นชีวิตของฟักที่โดนทำร้ายทั้งวาจา และจิตใจ แถมยังถูกโกงกินจากผู้ใหญ่ที่ใครๆ ก็มองว่าเป็นคนดีและเป็นคนมีบารมี
ท้ายที่สุดฟักก็ตาย งานศพเขาของถูกจัดขึ้นไม่ใช่เพราะแสดงความเคารพ แต่เพราะในชุมชนมีเตาเผาศพอันใหม่ที่พึ่งสร้างเสร็จ ศพของฟักเป็นร่างสำหรับลองเตาเผาใหม่เท่านั้น ผู้คนมากมายมางานศพเพื่อมาดูเตาเผาใหม่ ภายในงานจึงไม่มีใครใส่ชุดขาวดำตามประเพณีเลย
อาจารย์สุรสมมองว่าคำพิพากษาเป็นนิยายที่ไม่ได้เห็นด้วยกับคำว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เพราะฟักเองก็เป็นคนดีคนหนึ่งแต่กลับได้รับแต่ผลชั่วๆ มาเสียอย่างงั้น นิยายเรื่องนี้จึงเป็นการสะท้อนถึงสังคมแห่งการใส่สีตีไข่และยกยอคนที่มีอำนาจ หน้าตา และบารมี ในขณะที่คนชายขอบหรือคนจนแบบฟักไม่มีทางดิ้นรนและต่อสู้ได้เลย
“การเมืองของการชี้เป็นชี้ตายกับสังคมไทยกับสังคมไทย มันทำให้เห็นภาพว่า ศพไร้ญาติไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันถูกเขียนขึ้นมาภายใต้โครงสร้างของสังคมไทยที่จำแนกชนชั้นระหว่างชนชั้นสูงชนชั้นล่าง”
งานศพของคนชั้นสูงมักจะใหญ่โต และที่สำคัญต้องมีคนมาร่วมแสดงความอาลัยมากมาย แต่งานศพของคนชายขอบไม่ถูกพูดถึง ไม่มีแม้แต่ญาติสักคนมางาน เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องของทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่เป็นเรื่องของใครเกิดมาต้นทุนดีก็โชคดีไป แต่ถ้าเป็นคนชายขอบก็ตามมีตามเกิด
ความเป็นจริงที่โหดร้ายไม่แพ้นิยาย
ขยับมาอยู่ในโลกความจริง คนชายขอบก็ไม่ได้มีชีวิตที่แตกต่างจากในวรรณกรรมที่เราได้พูดถึงกันไปเท่าไหร่นัก ‘อ.ฐิตารัตน์ พันธุ์ชนะ’ อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการพัฒนาสังคม คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อีกหนึ่งคนที่สนใจเรื่องความตาย และลงพื้นที่ไปเจอกับศพไร้ญาติของจริงด้วยการไปล้างป่าช้า
พิธีการล้างป่าช้าหรือพิธีบำเพ็ญกุศลแก่ศพไร้ญาติ โดยผู้เข้าร่วมจะไปในป่าช้า และขุดศพขึ้นมาเพื่อทำความสะอาด ทั้งศพที่แห้งแล้วจนเหลือแค่กระดูกกับศพที่ยังสดอยู่ เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้วก็ไปประกอบพิธีกรรมให้เหมาะสม ในพิธีนี้จะไม่เรียกว่าศพไร้ญาติ แต่จะเรียกว่า ‘ท่านผู้วายชนม์’ เพื่อให้รู้สึกว่าเรากำลังไปดูแลญาติคนหนึ่ง
“เรากลับไปบ้านด้วยความรู้สึกโหวงๆ พอผ่านไปได้มันกลับคิดถึง มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่ร้องเรียกเรา ถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่งเพราะว่าก็หวังว่าเราก็คงจะได้ตายดีจากการที่ทำสิ่งนี้”
แล้วพวกเขาคือใครบ้าง? อาจารย์ฐิตารัตน์เรียกรวมๆ ว่า ‘ศพชายขอบ’ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 แบบด้วยกัน แบบคือศพไร้ญาติ ซึ่งก็ศพที่ไม่มีญาติมารับ ไม่มีใครมารับรอง ต่อมาคือศพนิรนาม ตายโดยที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ เช่น หน้าเละ ศพที่ถูกเผาจนไม่เหลือร่องรอยให้พิสูจน์ตัวตน สุดท้ายคือศพยากไร้ ศพที่ญาติหรือคนรู้จักไม่มีเงินที่จะจัดงานศพให้ได้ ซึ่งงานศพแต่ละทีก็มีค่าใช้จ่ายไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น ค่าโลงศพ ค่าจัดงานศพ ค่าเคลื่อนย้ายศพ เป็นต้น
ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ไว้ตามหาศพนิรนามและศพไร้ญาติ เช่น เว็บไซต์ของคณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (https://www.thaimissing.go.th/stat-map) ทั้งนี้ศพไร้ญาติ ศพนิรนาม และศพยากไร้ ถ้ารอแล้วยังไม่มีญาติมารับไปจัดการจริงๆ ศพเหล่านี้จะไปอยู่ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทางมูลนิธิก็จะนำไปฝั่งต่อที่ป่าช้า และพอป่าช้าเต็มจึงมีพิธีล้างป่าช้าหรือบางคนเรียกว่า ‘เปิดป่า’เพื่อนำศพที่ถูกฝังไว้ไปทำความสะอาดและประกอบพิธีจากนั้นนำไปเผา ซึ่งในหนึ่งปีก็มีพิธีล้างป่าช้าหลายรอบ

นอกจากจะรู้แล้วว่าศพชายขอบคือใคร สิ่งที่สำคัญต่อมาคือ ศพชายขอบ ‘เคย’ เป็นใคร
จากการลงพื้นที่อาจารย์ฐิตารัตน์พบว่า ศพชายขอบคือคนที่ตายตอนที่ยังไม่แก่ กล่าวคือตายเพราะอย่างอื่นที่บีบคั้นให้เขาเป็นแบบนั้น ไม่ได้ตายเพราะหมดอายุขัยเหมือนคนทั่วไป บางคนตายตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นโรคตายบ้าง ไม่ก็ติดเตียงจนตาย ซึ่งอาจารย์บอกว่าศพส่วนใหญ่มาจากสถานสงเคราะห์
“มีอยู่เคสหนึ่ง เขาเป็นคนในสถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง อายุ 39 ปี ตอนมีชีวิตเขาไร้พ่อไร้แม่ สุขภาพไม่แข็งแรง เป็นคนพิการมาเดินขอทานตามตลาด ตำรวจเห็นเลยจับไปไว้สถานสงเคราะห์ตั้งแต่เด็ก พอโตมาอยู่ที่สถานคุ้มครองเด็กไม่ได้ ก็ย้ายไปอยู่สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง ย้ายไปเรื่อยๆ แล้วเขาตาย เขาก็ถูกมาฝังไว้ที่มูลนิธิรอวันล้างป่าช้า”
จากทั้งหมด 14 ศพในป่าช้า อาจารย์พบว่ามี 6 ศพที่เป็นคนสูงอายุ 3 ศพที่เป็นประชากรข้ามชาติ 2 ศพที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ และอีก 3 ศพที่ถูกปฎิเสธโดยญาติ ทั้ง 14 ร่างนี้ตอนตายเขาไม่ถูกจำ และไม่แน่ว่าตอนมีชีวิตอยู่พวกเขาก็ไม่ถูกนับว่ามีตัวตนอีกด้วย
“สำหรับเรา การตายดีมันหมายถึงการได้ถูกรัก ถูกจดจำ ถูกเข้าใจ เราก็คงจะเห็นว่า การตายของคนชายขอบมันอยู่ห่างไกลจากการตายดีมาก”
ถึงแม้ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองจะตายยังไง แต่ก็ไม่มีใครอยากตายไม่ดี เราไม่ได้เห็นงานศพของตัวเองก็จริง แต่ถ้าเลือกได้ก็ยังอยากให้มีญาติพี่น้อง คนที่รักมาร่วมอาลัยอยู่ แต่สำหรับศพชายขอบสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นกับพวกเขา น่าเศร้าที่ว่าในตอนมีชีวิตพวกเขาก็ถูกผลักให้เป็นคนชายขอบ เมื่อตายไปก็ยังเป็นศพชายขอบอยู่ดี
