ข้อใดไม่เข้าพวก : จาก ธรรมกาย สู่ ไต้หวัน เรื่องเล่าของพระไทยที่ถูกตั้งคำถามถึง ‘ความเป็นอื่น’

“โตขึ้นไปอยากเป็นอะไร”เมื่อนับจากวันที่ถูกถามคำถามนี้เป็นครั้งแรกจนอายุได้ 21 ปี ผมเปลี่ยนคำตอบว่าอยากจะเป็นนั่นเป็นนี่ไปมาอยู่บ่อยครั้ง แต่คำตอบท้ายๆ ที่ผมให้กับตัวเองในสมัยที่ยังเรียนปริญญาตรีปี 3 คงเป็น “ผมอยากจะลองบวชพระไปให้ได้นานที่สุดดู” 

ความคิดนี้ไม่ใช่เพียงอารมณ์ชั่ววูบแต่คือความตั้งใจหนึ่งที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากการศึกษาธรรมะด้วยตนเองมาตั้งแต่ยังเด็กๆ จนรู้สึกอยากทดลองบวชพระดู ตอนนั้นผมวางแผนว่าหลังเรียนจบก็จะรีบหางานทำ แล้วก็เรียนให้จบปริญญาเอกตามอีกหนึ่งความฝัน จากนั้นจะรีบสะสางภาระความรับผิดชอบทั้งหมดให้เสร็จสิ้น เพื่อให้สามารถบวชได้อย่างไร้กังวลภายในอายุ 35 ปี ระหว่างนั้นผมแสวงหาสถานที่ที่น่าจะเหมาะสมกับตัวเองการบวชในอนาคตมาหลายที่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมกังวลหากจะต้องไปบวชพระจริงๆ ซึ่งดูจะเป็นของคู่กันเสียด้วย

ใช่ครับ ‘ผี’ นั่นเอง

เรื่องราวและตำนานเกี่ยวกับผี ที่ผมได้รับฟังมาตลอดจนโตทำให้ผมค่อนข้างมีภาพจำของวัดที่มืดครึ้ม งานศพ หรือความตาย ผมกังวลมาตลอดว่าตัวเองจะสามารถมาใช้ชีวิตอยู่ในวัดได้จริงหรือ? จนกระทั่งได้มาพบกับวัดพระธรรมกาย สถานที่ที่ทำให้ผมคลายความกังวลในเรื่องผีไปได้พอสมควร และก็กลายเป็นที่ที่ผมใช้ชีวิตมามากกว่า 15 ปีจนถึงปัจจุบัน คงเพราะรูปแบบอาคารสถานที่ที่ให้ความรู้สึกมีความเป็นสมัยใหม่ คล้ายกับบ้านที่เราใช้อยู่อาศัยกันได้จริงในชีวิตประจำวัน นั่นคงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตนเองกับวัด ไม่ได้แปลกแยกออกจากกัน

ช่วงระหว่างปี 2562 หลังจากผมบวชมาได้ประมาณ 7 พรรษา ก็ได้รับพิจารณาให้ไปปฏิบัติศาสนกิจที่ไต้หวัน ที่นั่นเปรียบเสมือนการเปิดสมุดบันทึกชีวิตเล่มใหม่ให้ผมอีกครั้ง เป็นบทเรียนชีวิตครั้งใหม่ที่ไม่เพียงเปลี่ยนสถานที่ แต่ยังเปลี่ยนแปลงมุมมองที่ผมมีต่อโลกใบนี้อีกครั้งในชีวิต และครั้งนี้อยากจะชักชวนท่านผู้อ่านให้ได้มาร่วมมองโลกผ่านเลนส์แว่นตาของพระภิกษุรูปนี้ไปด้วยกัน

พระไทยบนเกาะไต้หวัน

ไต้หวันตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นดินแดนที่ประชาชนมีเสรีภาพทางศาสนาและความเชื่ออย่างสมบูรณ์ทั้งโครงสร้างและการปฏิบัติ สังคมไต้หวันมีพื้นฐานความเชื่อที่ผสมผสานกันระหว่าง ขงจื๊อ-พุทธมหายาน-เต๋า รวมถึงความเชื่อพื้นบ้านอื่นๆ วัด ศาลเจ้าและศาสนสถานของแต่ละความเชื่อปรากฏให้เห็นได้โดยทั่วไป ผู้คนต่างเพศต่างวัยแสดงออกถึงศรัทธาของพวกเขาด้วยความจริงจัง และแม้จะเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางความเชื่อ ทว่าองค์กรศาสนาและชาวศาสนิกในแต่ละความเชื่อก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้กฎหมายเดียวกัน การไปมาหาสู่กันหรือการสนับสนุนกันข้ามศาสนาและความเชื่อนั้น ก็ดูจะไม่ใช่ความผิดปกติแต่ประการใด

ในส่วนของพุทธศาสนาที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในไต้หวัน เป็นพุทธศาสนาแบบมหายาน หลายท่านอาจจะเข้าใจกันไปเองว่าพุทธแบบมหายานนั้นไม่ได้เคร่งครัดในวินัยอย่างคณะสงฆ์เถรวาท หรือบางท่านอาจเชื่อกันไปถึงว่าคณะสงฆ์ที่นี่สามารถแต่งงานมีครอบครัวกันได้ปกติ ซึ่งจริงๆ แล้วพระไต้หวันเองก็มีพระวินัยและประพฤติพรหมจรรย์เช่นกัน และหากว่ากันถึงระดับความเคร่งครัดในการถือวินัยของภิกษุและภิกษุณีไต้หวันที่ผมรู้จัก ส่วนตัวก็พบว่าท่านเหล่านั้น มีความเคร่งครัดในการรักษาพระวินัยไม่น้อยกว่าใครเลย

แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนสามารถจำแนกได้ว่าบุคคล ที่โกนศีรษะและนุ่งห่มด้วยจีวรที่กำลังอยู่ตรงหน้าของพวกเขา เป็นพระไต้หวันที่พวกเขาคุ้นเคยหรือไม่ หลักๆ คงหนีไม่พ้นสีของผ้าจีวรและวิธีการนุ่งห่มครับ สีเครื่องนุ่งห่มโดยภาพรวมของพระในไต้หวันเมื่อใช้ชีวิตอยู่นอกอาราม ผมสังเกตพบบ่อยๆ ว่ามีอยู่ 5 สีหลักๆ คือ เทา น้ำตาลเข้ม ส้มอ่อนๆ เหลืองทอง และสีเหลืองเข้มคล้ายๆ สีของใบไม้แก่ครับ และวิธีการครองผ้า (วิธีการนุ่มห่ม) ก็ดูจะง่ายกว่าพระไทยพอสมควร ทั้งภิกษุและภิกษุณีจะครองผ้าที่อยู่ชั้นนอกสุด โดยการสวมชุดคลุมเข้าไป ถ้าจะจินตนาการง่ายๆ ก็คงคล้ายกับชุดนักกีฬาเทควันโด

ส่วนพระไทยอย่างผม เมื่ออยู่ภายนอกวัดก็จะห่มผ้าที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนหลักๆ 3 ชิ้น คือ ชิ้นที่เป็นเหมือนกระโปรง (สบง) ผ้าชิ้นนี้จะถูกใช้เชือก (รัดประคด) ที่ทำหน้าที่เป็นเข็มขัดมาพันมัดรอบเอวเอาไว้ จากนั้นสวมทับด้วยอังสะที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนเสื้อกล้าม คือ ถ้าไม่มีผ้าอื่นๆ มาคลุมเพิ่ม ก็จะทำให้คนอื่นมองเห็นหัวไหล่ของเราได้อยู่ และผ้าผืนใหญ่ที่สุดที่เอามาคลุมด้านนอกเรียกว่า ‘จีวร’ ซึ่งผ้าผืนนี้มีวิธีการห่มที่หลากหลายตามแต่สถานการณ์ของการใช้ชีวิต สำหรับการออกไปนอกวัด ผมจะห่มในรูปแบบที่เรียกว่า ‘ห่มคลุม’ หรือ ‘ห่มมังกร’ ด้วยความที่แนวผ้าที่ถูกม้วนบริเวณแขนด้านซ้ายจะเหมือนมังกรเลื้อยวนอยู่รอบแขน ทำให้ถูกเรียกว่าการห่มแบบ ‘มังกร’ โดยผ้าทั้ง 3 ส่วนนี้มีสีส้มกลางๆ ระหว่างเหลืองกับทอง เอาเป็นว่าถ้าอยู่กลางแสงแดดก็เด่นพอตัว

ที่มาภาพ : tw.tzuchi.org

คงเป็นอย่างที่ Brent Berlin นักมานุษยวิทยาด้านภาษาศาสตร์และชาติพันธุ์กล่าวเอาไว้ว่ามนุษย์มีนิสัยในการชอบจัดประเภทที่ฝังติดมาโดยธรรมชาติ เมื่อพบเห็นว่าผมมีวิธีการนุ่งห่มและมีสีของผ้าผิดไปจากการรับรู้เดิมของพวกเขา ผมจึงถูกจัดประเภทให้กลายเป็น (พระ) คนอื่น (Others) ไปโดยอัตโนมัติ

ปฏิกิริยาต่อความเป็นอื่นของพวกเขาที่มีต่อผมนั้น มีตั้งแต่การเพ่งมองมาที่ผมด้วยใบหน้าที่แฝงไปด้วยท่าทีฉงนใจ เมื่อผมสบตาก็หลบสายตาของผมไป บางท่านที่สงสัยมากกว่าคนอื่นๆ ก็อาจจะเดินมาถามผมให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่าผมเป็นใคร ด้วยคำถามเช่น “คุณคือศาสนาอะไรเหรอ?” บางคนอาจจะพอทายได้ว่าเราน่าจะพุทธจากสักนิกายหนึ่ง เลยมาถามว่า “คุณคือพุทธแบบไหนเหรอ?” หรือ “คุณคือลามะทิเบตหรือเปล่านะ?” ไม่นานมานี้  ก็เพิ่งทราบข่าวจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนชาวไต้หวันคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า มีเพื่อนคณะอื่น เขาสงสัยว่าคุณเป็นพระจริงๆ หรือแค่ cosplay เป็นพระอย่างจริงจังนะ เธอเลยต้องช่วยตอบคำถามแทนผมเสียยกใหญ่

ปฏิกิริยาจากชาวไต้หวันที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ผมสังเกตได้ถึงการที่พวกเขาพยายามที่จะใช้ความรู้พื้นฐานจากทั้งหมดที่มีมานิยามหรือจัดประเภทว่าผมน่าจะเป็นใครตามฐานข้อมูลทางวัฒนธรรมทั้งหมดที่อยู่ภายในตัวของพวกเขา

ความแตกต่างระหว่างพระไทยกับพระไต้หวันอย่างชัดเจนอีกประการหนึ่ง และเป็นสิ่งที่ทำให้ชาวไต้หวันทั่วไปสามารถพบเห็นได้ นั่นคือประเภทของอาหารที่ทานกันครับ ตามความเข้าใจและมาตรฐานของสังคม พวกเขาจะเข้าใจว่าพระในศาสนาพุทธต้องฉันอาหารเจ

วันหนึ่งหลังจากที่ผมเลิกเรียน ก็รีบออกไปหาสถานที่สำหรับทานอาหารกลางวันด้วยความหิว ระหว่างที่กำลังยืนลังเลอยู่ว่าจะกินข้าวร้านไหนดี พนักงานของร้านอาหารที่ผมกำลังยืนอยู่ข้างหน้าก็ตะโกนเสียงดังออกมาลั่นถนนว่า “ร้านเจอยู่ตรงนู้นนนนน” (素食在那邊!!!) พร้อมกับชี้นิ้วให้เราเห็นว่าร้านอยู่ตรงไหน อันที่จริงต้องขอบคุณเขามากๆ นะครับ แต่ในจังหวะที่เพื่อนนักศึกษาเป็นร้อยชีวิตหันมามองพระไทยในจีวรส้มเป็นสายตาเดียวกัน ก็ยอมรับครับว่าอายมาก อายจนต้องรีบเดินไปร้านอาหารเจอย่างไม่ต้องคิดเลยครับ

ความรู้สึกเป็นอื่นไม่ได้เริ่มขึ้นที่ไต้หวัน

อันที่จริง ไต้หวันไม่ใช่ครั้งแรก ผมเคยได้ลิ้มรสชาติของ “ความเป็นอื่น” มาแล้วตั้งแต่คราวที่ยังอยู่ไทย

ในร้านหนังสือพุทธศาสนาแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ของร้านรีบเข้ามาต้อนรับอย่างยิ้มแย้มเบิกบาน “หลวงพี่มาจากวัดไหนคะ” ผมตอบออกไปอย่างไม่ลังเลว่า “วัดพระธรรมกาย” รอยยิ้มที่เคยเบิกบานนั้น ค่อยๆ หุบลงพร้อมเสียง “อ่อ……” เธอค่อยๆ ถอยตัวห่างออกไป ทิ้งเราให้อยู่กับคำถามในหัวว่า “เราผิดอะไรหว่า!!!” 

ความคิดนี้พุ่งโจมตีผมอย่างนับครั้งไม่ถ้วน ผมยังคงตั้งคำถามกับตัวเองมาจนถึงตอนนี้ว่า “เราต้องทำตัวยังไงกันแน่นะ” ต้องปิดบังตัวตนกับสังคม หรือก็ควรบอกตรงๆ แล้วรอลุ้นสีหน้าผู้ฟังเอา แต่อันที่จริง จากประสบการณ์ พบว่า ถึงเราไม่บอกว่าเป็นพระวัดพระธรรมกาย ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครรู้นะครับ ผมโดนทักอยู่บ่อยๆ ว่า “ธรรมกายใช่ไหม” ปรากฏการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งแรงกระตุ้นที่ในอนาคตอยากจะลองศึกษาอย่างจริงจังดูสักทีว่า องค์ประกอบใดบ้างที่ทำให้พวกเรา ‘เป็นอื่น’ จากพุทธไทยทั่วไปได้ขนาดนี้

อีกสถานการณ์ที่พาให้ผมต้องถามตัวเองว่า “เอาไงดี” อยู่บ่อยๆ คงเป็นการใช้บริการการขนส่งมวลชนในประเทศไทย บนรถโดยสาร รถไฟฟ้าหรือภายในสนามบิน มักมีการจัดที่นั่งพิเศษให้กับพระภิกษุ หรือเมื่อผมต้องเดินทางโดยมีจุดเริ่มต้นจากสนามบินภายในประเทศ พระภิกษุสงฆ์จะได้รับการประกาศเรียกให้ขึ้นเครื่องบินก่อนผู้โดยสารท่านอื่นๆ หรือพร้อมๆ กับผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือ 

พูดกันตรงๆ ว่าตัวผมเองไม่ได้มีความรู้สึกอยากได้หรืออยากใช้สิทธิพิเศษตรงนี้เลยครับ แต่กลับรู้สึกสะดวกใจและพร้อมปฏิบัติตนในฐานะผู้โดยสารปกติคนหนึ่งมากกว่า ผมคิดว่าเรื่องของศาสนาและความเชื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคลแต่ทำไมเพราะการที่เราเป็นนักบวช กลับทำให้เราได้สิทธิพิเศษเหนือสมาชิกคนอื่นๆ ในสังคมเดียวกัน การได้สิทธิพิเศษจากการบวชเป็นพระแบบนี้ อย่าว่าแต่จะถูกตั้งคำถามจากสังคมโดยเฉพาะในปัจจุบันที่ผู้คนตระหนักถึงความเท่าเทียมกันมากขึ้นเลย กระทั่งตัวเราเองก็ยังตั้งคำถามกับสิ่งที่เราได้รับการปฏิบัติเช่นกัน

ด้วยความที่เคยบ่นเรื่องนี้จนสมาชิกในคณะสงฆ์ด้วยกันได้ยินเข้า ท่านก็เลยพยายามอธิบายให้ผมฟังว่า “เขาไม่ได้อยากจะให้สิทธิพิเศษหรือเป็นการยกย่องเทิดทูนพระอะไรขนาดนั้นหรอก เขารีบๆ ให้ขึ้นไปก่อนจะได้สะดวกในการจัดการของเจ้าหน้าที่เขา” เมื่อลองกลับมาย้อนคิดก็ดูจะเป็นคำอธิบายที่มีความเป็นไปได้อยู่ หลายๆ ครั้งที่พวกเราต้องขึ้นรถโดยสารหรือรถไฟฟ้าในประเทศไทย ผมก็รู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่ทำให้ผู้โดยสารท่านอื่นๆ รู้สึกลำบากใจเมื่อรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของพวกเรา พวกเขาจะต้องเสียพื้นที่ที่มันคับแคบอยู่แล้วเพื่อการเว้นระยะห่างจากพวกเรา 

เมื่อกลับตัวไม่ได้ และยังต้องเดินต่อไปให้ถึง แล้วพระไทยจัดการอย่างไร

ในช่วงแรกของการมาเรียน” ‘การกินเจ’ เป็นบททดสอบทางจิตใจที่เข้ามาทดสอบผมเมื่ออยู่นอกวัดเสมอๆ โดยทางพุทธเถรวาทเรา ไม่ได้มีข้อบังคับเรื่องการกินเจ จะมีเพียงข้อกำหนดเรื่องเนื้อที่เราจะบริโภคนั้นต้องได้มาโดยสุจริต คือ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน และไม่สงสัยว่าเขาฆ่าสัตว์นี้เพื่อเรา รวมถึงเนื้ออีก 10 อย่างที่พระแบบเราไม่ได้รับอนุญาตให้สามารถบริโภคได้ แต่เมื่อเราอยู่ในสังคมที่ “พระกินเจ” กันเป็นปกติ ทำให้เราถูกบังคับให้อยู่ในมาตรฐานนี้โดยอัตโนมัติ

ด้วยความไม่มั่นใจในช่วงแรกๆ ผมจึงเลือกที่จะเข้าร้านอาหารเจเพื่อซื้อความสบายใจ และไม่ต้องกังวลกับสายตาที่มองมา ภายหลังผมเพิ่งมารู้ว่าพฤติกรรมที่ผมตอบสนองต่อมาตรฐานสังคมใหม่นี้ เป็นผลมาจากการที่คนเราพยายามจะลด “ความไม่สอดคล้องของการรับรู้ (Cognitive Dissonance)” ซึ่งเป็นภาวะที่ความเชื่อของเราขัดแย้งกับพฤติกรรม หรือขัดกับสิ่งที่คนรอบตัวคาดหวัง และนั่นทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายขึ้นในใจของเรา มนุษย์เราจึงพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อ “ปรับให้มันลงรอยกัน” ให้ได้

หลังจากที่ผมได้เริ่มคุ้นเคยกับเพื่อนๆ นักเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน โดยเฉพาะที่เป็นชาวไทย ผมเองก็เริ่มกล้าที่จะไปร้านอาหารที่ไม่ใช่เจดูบ้าง

วันหนึ่ง ระหว่างที่ผมกำลังจะตักชิ้นเนื้อเข้าปาก สายตาก็หันไปสบตาเข้ากับผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่นั่งอยู่โต๊ะตรงข้าม เธอสะกิดให้เด็กผู้ชายที่อยู่ร่วมโต๊ะกับเธอหันมามองผมด้วย

ภาพในหัวผมขณะนั้นกำลังจินตนาการบทสนทนาของพวกเขาขึ้นมาว่า “นี่ๆ ดูพระคนนั้นสิ เขากำลังจะกินเนื้อน่ะ” ผมจ้องพวกเขากลับไปอย่างไม่ละสายตาเช่นกัน เพื่อจะให้สัญญาณว่า “กรุณามีมารยาทสักนิด” พร้อมกับบ่นในใจว่า “คนพวกนี้เขาจะรู้บ้างไหมเนี่ยว่า ยังมีพุทธศาสนานิกายอื่นๆ ที่เขาไม่ได้กินเจกัน อยู่ในโลกใบนี้”

ผมกลับมาให้ความสนใจกับการรีบทานอาหารของตนเองให้เสร็จอีกครั้ง แต่ก็กินไปหงุดหงิดไปพอสมควร ซึ่งพฤติกรรมที่ผมเถียงกับเสียงในหัวของตัวเองนี้ อันที่จริงเป็นอีกวิธีการลดความไม่ลงรอยทางการรับรู้ แบบที่เรียกว่า “เพิ่มส่วนของการรู้คิดเข้ามาใหม่” เพื่อยืนยันกับตัวเองว่า สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องผิด และผมก็มีเหตุผลรองรับที่ชัดเจน ไม่ว่าจะอาศัยทั้งหลักการปฏิบัติของคณะสงฆ์ที่ผมสังกัดอยู่ หรือกระทั่งอาศัยประวัติศาสตร์การกินเจในพุทธศาสนาของจีนมาเพื่อยืนยันว่าการกินเจไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ

ย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ภายในสนามบินในไทย พระภิกษุจะได้รับการประกาศเรียกขึ้นเครื่องชุดเดียวกับผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งหมายความว่าพวกเราจะต้องเดินผ่านสายตาของผู้โดยสารจำนวนมากเพื่อไปขึ้นเครื่องก่อนพวกเขา ไม่รู้ว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกไปเองหรือเปล่า ที่ผมรู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากหลายสายตาที่กำลังมองมา แม้ไม่ได้มีคำพูดใดๆ ออกมาให้ผมได้ยิน แต่เสียงในหัวผมนี่เองที่มันดังอย่างชัดเจนว่า “ทำไมพระถึงได้อภิสิทธิ์มากกว่าคนทั่วไป”

เพราะเหตุนี้ หลายครั้งผมเลือกที่จะเดินไปถึงบริเวณจุดเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องให้ช้ากว่าปกติ เพื่อให้ผู้โดยสารส่วนใหญ่ได้ขึ้นไปก่อน ด้วยความคาดหวังว่าวิธีการนี้จะช่วยลดเสียงในหัวของผมไม่ให้ว้าวุ่นใจเมื่อใช้สิทธิ์ขึ้นเครื่องก่อน

การตัดสินใจแบบนี้ ยังคงเป็นอีกหนึ่งในกลไกการลดความไม่ลงรอยของการรับรู้ ที่เรียกว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับคุณค่าหรือความเชื่อภายในตนเอง ซึ่งสำหรับผมเอง กลยุทธ์นี้เป็นวิธีการที่ทำให้ผมสามารถอยู่ร่วมกับเสียงในหัวของตนเองได้อย่างสงบขึ้น

เหตุการณ์ที่อาจจะดูธรรมดาในสายตาคนอื่นที่ผมได้ยกตัวอย่างมา 2 เหตุการณ์นี้ คือ บทเรียนที่สอนให้ผมสังเกตถึงกระบวนการการต่อรองระหว่าง “สิ่งที่เราเชื่อ” กับ “สิ่งที่เราเผชิญ” ในโลกของความเป็นจริง ซึ่งไม่ว่าจะใช้กลยุทธ์ใดเพื่อลดความไม่ลงรอยที่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าความสำคัญไม่ได้อยู่ที่วิธีใดที่ถูกต้องที่สุด แต่กลับเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเอง เพื่อยอมรับและเรียนรู้การที่เราจะอยู่ร่วมกับผู้คนที่มีความหลากหลายในสังคมเดียวกันกับเรา

เปลี่ยน “ความเป็นอื่น” ให้เป็น “สปอตไลต์”

ครั้งหลังๆ ผมเองก็พยายามทำความเข้าใจพวกเขาเพื่อให้เข้าใจตนเองมากขึ้นว่า แม้เราเองก็เหมือนพวกเขา เมื่อไม่รู้ พวกเราต่างก็มีความพยายามที่จะหาความรู้เช่นกัน ผมพยายามมอง ‘สายตา’ ที่คนรอบข้างส่งมาว่าไม่ใช่การทำให้เรารู้สึกแตกต่าง แต่เป็นเหมือนการเปิดโอกาสให้เราได้รู้จักกันมากขึ้น ผมเริ่มส่งสายตากลับไปเพื่อสื่อให้พวกเขารับรู้ว่า “ยินดีต้อนรับในการเข้ามาทำความรู้จักนะ”

 

ผมรู้สึกชอบทัศนคติของตนเองในครั้งหลังนี้มากกว่าที่จะยืนยันความเชื่อและวิถีปฏิบัติดั้งเดิมของผม ที่มัวแต่จะตอกย้ำว่า “ฉันทำถูกแล้ว” หรือ “ฉันคือความดั้งเดิม” และคอยแต่จะสร้างกำแพงตัวตนให้หนาขึ้น ผมยังได้อาศัยความเด่นของสีชุดตัวเอง ให้กลายเป็นจุดขายเพื่อสร้างโอกาสในการทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันกับชาวไต้หวันให้มากขึ้น และอาจเพราะทัศนคติแบบนี้ ก็สร้างโอกาสให้ผมได้พบกับมิตรภาพดีๆ มาตลอด 6 ปีเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นโอกาสให้ผมได้ทำหน้าที่ตามบทบาทของ‘พระภิกษุ’ อย่างการได้แบ่งปันสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาในพุทธศาสนาให้กับชาวท้องถิ่นในระดับตัวต่อตัว หรือวงสนทนาย่อยๆ 

บางที เราอาจเริ่มต้นจากการยอมรับว่า “พระก็เป็นคนๆ หนึ่ง” ที่มีความเชื่อของตนเอง ไม่ต่างอะไรจากคนอื่นๆ ที่มีความเชื่อหรือความไม่เชื่อในรูปแบบของตนเองเช่นกัน หากเราต่างเคารพความเชื่อของกันและกัน ไม่มัวแต่มุ่งแสวงหาว่าใครคือความจริงอันสูงสุด พวกเราต่างก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันในฐานะเพื่อนมนุษย์อีกคนหนึ่งได้ ไม่ต่างอะไรจากเพื่อนของเราอีกคนที่บังเอิญสวมชุดคนละสีกับเรา

*หมายเหตุ
บทความนี้ตั้งใจใช้ภาษาที่สะท้อนสถานะของผู้เขียนในฐานะ “บุคคลหนึ่ง” ที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์ในสังคม มากกว่าจะใช้คำศัพท์เฉพาะหรือสรรพนามที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานของสังคมไทยที่มีต่อพระภิกษุ นั่นเป็นเพราะผู้เขียนเห็นว่า “ความเชื่อทางศาสนา” เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ควรถูกนำมาใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิพิเศษใดๆ หรือเพื่อให้ได้รับการปฏิบัติที่เหนือกว่าคนอื่นในสังคม เพียงเพราะเหตุผลทางศาสนา เพราะเราทุกคนต่างก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ใช่ผู้อ่านทุกท่านที่เป็นชาวพุทธ แต่หากผู้อ่านเลือกจะปฏิบัติต่อผู้เขียนในฐานะนักบวชในพุทธศาสนา ก็ขอให้เป็นไปตามความสมัครใจของแต่ละท่านเอง
อ้างอิง
Berlin, B. (1992). Ethnobiological Classification: Principles of Categorization of Plants and Animals in Traditional Societies. Princeton University Press.
kalyanamitra.org
thairath.co.th
psy.chula.ac.th
law.moj.gov.tw
http://legacy.orst.go.th/wp-content/uploads/2019/12/จิตวิทยาของความไม่สอดคล้องด้านการรู้คิด-After-Presentation-Edited-621121-Pdf.pdf