เราใช้กฎเกณฑ์อะไรในการเลือกเสพข่าว? แล้วใช้มาตรฐานอะไรในการตัดสินว่าแหล่งข่าวที่ได้รับมีความน่าเชื่อถือ?
ตั้งแต่เช้าวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา เราจะเห็นข่าวที่รายงานสถานการณ์การปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยสื่อภายในประเทศไทยล้วนรายงานว่า กองทัพของประเทศกัมพูชาเป็นคนเปิดการปะทะ ไทยจึงต้องตั้งรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
แต่เมื่อเปิดไปดูข่าวสารของประเทศกัมพูชา กลับพบว่ามีการรายงานที่ระบุว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มยิงก่อน มิหนำซ้ำยังมีการเผยแพร่แถลงการณ์ของสมาคมผู้สื่อข่าวกัมพูชา (Club of Cambodian Journalists – CCJ) เพื่อตำหนิสื่อไทยว่า “เผยแพร่ข่าวเท็จ (Fake news)” และ “ปลุกปั่น” ทำให้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทยประกาศระงับความสัมพันธ์กับสมาคมผู้สื่อข่าวกัมพูชา โดยระบุว่า สื่อกัมพูชาก็มีการเผยแพร่ข่าวที่ไม่เป็นความจริง
แน่นอนว่าประชาชนของแต่ละประเทศส่วนมากเลือกที่จะเชื่อข่าวสารที่มาจากประเทศของตัวเองก่อนเสมอ เพราะคนเรามักให้น้ำหนักกับสิ่งที่ใกล้ตัวเอง และเมื่อไหร่ที่ข่าวเหล่านั้นนำเสนออย่างกระตุ้นอารมณ์ แถมยังสอดคล้องกับธงที่ปักอยู่ในใจ เราก็จะด่วนสรุปและปักใจเชื่อว่า สิ่งที่เรารับรู้เป็นความจริงที่น่าเชื่อถือ
แล้วถ้าหากเป็นชาวต่างชาติที่ไม่ได้ถือสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งของประเทศคู่ขัดแย้ง แต่ดันทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทย (Expat) พวกเขาจะเลือกเสพข่าวอย่างไร?
โมโมะ (นามสมมติ) หญิงสาวพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ในประเทศไทยมากว่า 12 ปี เล่าว่า แหล่งข่าวแรกของเธอเกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งไม่ใช่สื่อในประเทศไทย แต่เป็นเพื่อนของโมโมะที่อาศัยอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์
“ตอนที่เกิดเรื่องขึ้น เราอยู่ที่เวียดนาม ไม่ค่อยได้เช็กข่าวสารที่ไทย แต่เพื่อนหลายคนแท็กข่าวมาหาเพราะพวกเขาเป็นห่วง ไม่รู้ว่าเราโอเคไหม เป็นยังไงบ้าง พอรู้เรื่องก็เลยลองเสิร์ชกูเกิ้ลดูว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย”
สำหรับโมโมะและเพื่อนๆ ชาวต่างชาติที่รู้จักกัน ไม่ค่อยมีใครพูดถึงประเด็นเหล่านี้มากนัก เพราะไม่มีใครอยู่ติดชายแดน และส่วนมากอาศัยอยู่ในกรุงเทพ ไม่รับผลกระทบโดยตรง เพราะฉะนั้นการรับข่าวสารจะเป็นการรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพียงเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเชื่อทุกอย่าง 100%
“เราไม่มีทางรู้เลยว่าข่าวที่ได้รับมาเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เว้นเสียแต่เราจะเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่นั้น มันขึ้นอยู่กับแต่ละคนเลยว่าจะเชื่อเรื่องที่ฟังมาไหม” โมโมะกล่าว
ทว่าสำหรับมูไซ (นามสมมติ) พนักงานบริษัทเอกชนชาวฟิลิปปินส์เช่นเดียวกับโมโมะ แต่ทำงานในไทยมากว่า 30 ปีนั้น การอาศัยอยู่ในกรุงเทพไม่ได้หมายความว่าการปะทะกันที่ชายแดนจะเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเธอมีเพื่อนชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานเป็นครูในโรงเรียนติดชายแดน
“เรื่องการปะทะก็มีอ่านข่าวจากสื่อไทยที่ทำข่าวเป็นภาษาอังกฤษและเผยแพร่ใน Facebook อย่าง Bangkok Post มีคุยกับเพื่อนคนไทยบ้าง แล้วก็คุยกับเพื่อนคนฟิลิปปินส์ที่อาศัยอยู่แถวชายแดน เพราะเขาอยู่ห่างจากชายแดนแค่ 30 นาที และอาศัยอยู่ที่นั่นมา 10 กว่าปีแล้ว”
มูไซเล่าว่า พอเห็นสถานการณ์แย่ลงเรื่อยๆ ก็กังวลว่าเพื่อนและคนในพื้นที่นั้นจะอพยพยังไง พอเห็นอีกทีก็มีข่าวสั่งให้อพยพเพราะทหารเข้ามาในพื้นที่แล้ว แต่เพื่อนของเธอได้ทำการอพยพตัวเองไปยังพื้นที่ปลอดภัยก่อนหน้านั้น 30 นาที แล้วพอถึงช่วงที่ปลอดภัยก็เดินทางออกจากพื้นที่มาพักที่กรุงเทพเป็นการชั่วคราว ซึ่งจนถึงตอนนี้โรงเรียนที่เพื่อนของมูไซทำงานอยู่ยังคงปิดทำการ จนกว่าจะมั่นใจว่าสถานการณ์ต่างๆ ได้คลี่คลายแล้ว
“มีคำสั่งอพยพในพื้นที่ แต่เพื่อนบอกว่ามีเพื่อนร่วมงานชาวกัมพูชาที่ไม่อพยพตามคำสั่ง เลือกที่จะอยู่ในห้องพักของตัวเอง เพราะมีข่าวว่าถ้าคนรู้ว่าเขาเป็นคนกัมพูชา จะไม่ปลอดภัย แล้วเมื่อ 2-3 วันก่อนเขาก็บอกกับเพื่อนของเราว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของประเทศเขา”
เรื่องที่มูไซได้รู้จากคำบอกเล่าของเพื่อนชาวฟิลิปปินส์ที่อยู่ชายแดนจึงแตกต่างจากปากของคนไทยที่บอกว่ากัมพูชาเริ่มก่อน ทั้งๆ ที่เป็นเหตุการณ์เดียวกับ สถานการณ์ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนี้จึงอาจจะเรียกได้ว่าเป็น ปรากฏการณ์ราโชมอน (Rashomon effect) ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อผู้คนกล่าวถึงสิ่งเดียวกันที่ได้พบเจอหรือเผชิญนั้นแตกต่างกัน สะท้อนมุมมองที่แตกต่างกันในการตีความสิ่งเดียวกัน
สงครามข่าวลวงในยุคดิจิตัล
หากเป็นยุคก่อน กว่าข่าวปลอม 1 ข่าวจะเดินทางจากผู้สร้างข่าวไปยังผู้รับสาร ใช้เวลาพอสมควร แต่ในปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียมีบทบาทแทบจะทุกอิริยาบถในชีวิตของคนคนหนึ่ง การสร้างและปล่อยข่าวลวงนั้นเกิดขึ้นและส่งต่อได้ไวราวกับไฟลามทุ่ม
งานวิจัยเรื่อง ‘The spread of true and false news online’ โดย Soroush Vosough จาก สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology ; MIT) ได้ทำการศึกษาโพสต์ในแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ (X ในปัจจุบัน) และพบว่า มีข่าวเท็จกว่า 126,000 โพสต์ที่ถูกกระจายไปเป็นวงกว้าง มีผู้รับสารราว 3 ล้านคน แถมยังมีการรีทวีตเพื่อแชร์ข้อมูลต่อเป็นทอดๆ กว่า 4.5 ล้านครั้ง ซึ่งส่วนมากเป็นประเด็นทางการเมือง
ซึ่งพอเอาไปเฉลี่ยกับจำนวนข่าวจริง งานวิจัยพบว่า ข่าวเท็จแพร่หลายไปไกลกว่าข่าวจริงอย่างน่าตกใจ และสามารถแพร่กระจายได้ในวงกว้างตั้งแต่ 1,000 – 100,000 คนต่อข่าวเลยทีเดียว
สำนักข่าว ThaiPBS ได้ทำการรวบรวมข่าวปลอมเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา อาทิ ข่าวสวีเดนระงับขายเครื่องบินขับไล่ Gripen ให้ไทย ซึ่งภายหลังทางสวีเดนออกมาแถลงว่าไม่ใช่เรื่องจริง โดยจุดที่น่าสนใจของข่าวปลอมพวกนี้ไม่ได้มีเพียงเนื้อหาข่าวที่บางจุดอ่านแล้วรู้เลยทันทีว่าปลอม หรือเนื้อหาที่ใช้คลิปการปะทะของประเทศอื่นมาอ้างว่าเป็นการปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่มีการนำเอาเทคโนโลยี AI มาใช้ในการสร้างหลักข่าวเท็จ
อาทิ ข่าวชาวกัมพูชาแชร์ภาพเครื่องบินรบปล่อยควันพิษ พร้อมข้อความกล่าวหาไทยว่าเป็น “อาชญากรรมสงคราม” หรือคลิป มาลี โสเจียตา โฆษกกลาโหมกัมพูชา พูดภาษาไทย ตัดพ้อ โรงพยาบาลชายแดนไทยไม่รักษาทหารกัมพูชา เป็นต้น
แม้จะถูกสร้างมาจาก AI แต่มีคนหลายคนที่พร้อมจะเชื่อ พร้อมจะเผยแพร่และส่งต่อ ขยายคลื่นความเข้าใจผิดเป็นวงกว้างโดยไม่ได้สนใจที่จะตรวจสอบว่าสื่อในมือของตัวเองเป็นของจริง หรือมีความน่าเชื่อถือหรือเปล่า มิหนำซ้ำ ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่า การปล่อยเฟกนิวส์ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะอีกฝ่ายก็ทำเช่นเดียวกัน ข่าวลวงจึงไม่เคยหายไปจากการรับรู้ของคนในสังคมเลยสักวินาทีเดียว
วิจารณญาณ (Critical Thinking) ยังสำคัญอยู่ไหม?
คำตอบคือ ‘สำคัญ’ แต่ต้องมาพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy)’ ด้วยเช่นกัน
เพราะว่ายุคสมัยแห่งเทคโนโลยีทำให้ไม่ว่าใครก็สามารถกลายเป็นผู้สร้าง ผู้นำเสนอข่าวได้ แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พิมพ์ข้อความ โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ก็มีคนพร้อมจะกดไลก์ กดแชร์ ส่งต่อเป็นวงกว้าง สงครามข่าวสาร (Information Warfare) จึงไม่ใช่เรื่องของกองทัพที่อยู่ไกลตัวเราอีกต่อไป
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความเปราะบางอย่างกรณีไทย-กัมพูชานั้น แทบไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างข่าวปลอมขึ้นมา เพราะแค่ข่าวจริง 1 ข่าวถูกนำเสนออย่างไม่รอบด้าน มองไม่เห็นบริบททั้งหมด ผู้รับสารหลายๆ คนก็พร้อมที่จะเข้าใจผิด แล้วส่งต่อความเข้าใจผิดนั้นให้กับคนรอบตัว
อาทิ กรณีข่าวลือโรงพยาบาลชายแดนจะไม่รักษาคนกัมพูชา เพราะในประกาศเขียนว่า “ยกเลิกการรับยาแทน และงดรับเคสใหม่ ผู้ป่วยชาวกัมพูชา” คนส่วนใหญ่จึงเข้าใจว่าโรงพยาบาลจะไม่ดูแลชาวกัมพูชาที่ป่วยหรือบาดเจ็บแล้ว แต่ในความเป็นจริงไม่ได้มีการสั่งให้หยุดการรักษา คนที่รักษาอยู่ยังคงได้รับการรักษาต่อไป และที่ไม่รับเคสใหม่เพราะล่ามแปลภาษาไทย-กัมพูชาต้องหยุดพักการทำงานเพื่อความปลอดภัย
ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และความเข้าใจที่ผิดพลาด ล้วนส่งผลกระทบทั้งต่อผู้รับสารและสังคมไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง และยังสามารถกระทบความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนกับกลไกรัฐได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นในฐานะฟันเฟืองตัวหนึ่งของสังคม สิ่งที่เราควรทำคือ มีสติทุกครั้งเมื่อได้รับข่าวสาร ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเท็จหรือจริงก่อนแชร์ และอย่าตัดสินทุกอย่างโดยใช้อคติอยู่เหนือเหตุผล
ต่อให้เราไม่สามารถจับมือทุกคนไม่ให้กดแชร์ข่าวปลอมได้ แต่อย่างน้อยข่าวปลอมเหล่านั้นก็จะหายไป 1 ไลก์ 1 แชร์หากเรารู้เท่าทัน
อ้างอิง
