บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์สารคดี My Sextortion Diary
ถ้าวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาพบว่า มีใครก็ไม่รู้ขู่ว่าจะปล่อยรูปโป๊เปลือยของเรา (แถมปล่อยไปแล้วด้วย) ถ้าเราไม่โอนเงินไปให้ เราจะทำอย่างไร?
My Sextortion Diary เป็นสารคดีเกี่ยวกับการถูกข่มขู่กรรโชกทางเพศ (Sextortion) ของ Patricia Franquesa หญิงสาวผู้เป็นผู้กำกับของสารคดีเรื่องนี้ ซึ่งถูกนำมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์สตรีบาตูรุ (Baturu Women’s Film Festival Day) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา
โดยแพทริเซียบอกกับคนดูหลังจบการฉายภาพยนตร์ว่า สารคดีเรื่องนี้ คือการตอบโต้คนที่พยายามลดทอนคุณค่าของเธอ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเอาตัวเองไปเจรจากับคนคนนั้นโดยตรง
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อแพทริเซีย หรือ พาติ (Pati) ต้องเดินทางไปบาเซลโลน่าเพื่อทำงาน ซึ่งพอเธออัปโพสต์ขึ้น IG Story แฟนเก่าของเธอก็ทักมาชวนเธอไปกินข้าวด้วยทันที พาติจึงตอบรับคำชวนนั้นโดยไม่คิดอะไร เพราะเธอกับแฟนเก่าก็ไม่ได้มีปัญหาต่อกัน
แต่ใครจะไปคิดว่า แล็ปท็อปที่มีข้อมูลทุกอย่างของเธอจะถูกขโมยในขณะที่เธออยู่ในร้านอาหาร
หลังจากแจ้งความ และจัดการปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเรื่องงานจนเสร็จสรรพ ชีวิตของพาติก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากนักจนกระทั่งวันหนึ่งคนรู้จักของเธอทักมาว่าได้รับอีเมลแปลกๆ พร้อมภาพของพาติ พาติจึงถามกลับว่า “ภาพอะไร จิ๋มฉันเหรอ ฮ่าฮ่าฮ่า” ตามประสาคนอารมณ์ดี แต่รอยยิ้มของเธอกลับหุบลงเมื่อคู่สนทนาตอบว่า “ใช่”
พาติจึงขอให้อีกฝ่ายฟอร์เวิร์ด (Forward) อีเมลมาให้ดู ซึ่งเป็นอีเมลที่สวมรอยเป็นเธอ พร้อมแนบรูปโป๊ของเธอถึง 3 รูปด้วยกัน พาติจึงเอาชื่ออีเมลไปหาในเมลของตัวเอง และพบว่าเธอได้รับอีเมลข่มขู่
“สวัสดีแพทริเซีย แย่หน่อยนะ ที่นี่ไม่ใช่อีเมลสแปม”
เนื้อหาในอีเมลบอกว่าได้รูปถ่ายส่วนตัวและข้อมูลผู้ติดต่อของพาติทั้งหมดมาจากแล็ปท็อปที่ถูกขโมย และถ้าพาติไม่อยากให้รูปเหล่านี้ถูกส่งไปหาคนรู้จักทั้งหมดใน Linkedin ของเธอ พาติจะต้องโอนเงินจำนวน $2400 ไปยังบัญชีบิทคอยน์

ใคร?? เป็นพวกเดียวกับขโมยเหรอ?? ตำรวจช่วยได้ไหม??
พาติรีบโทรแจ้งตำรวจด้วยความตื่นตระหนก พร้อมร้องขอเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยเหลือ เพราะตัวเธอรู้สึกไม่ปลอดภัย ซึ่งหลังจากรวบรวมสติได้ พาติรีบส่งข้อความไปบอกเพื่อนว่าตัวเองเจออะไร
พาติไม่อาย เพราะเธอบอกกับเพื่อนสนิทว่า รูปอวัยวะเพศของเธอคือเรื่องธรรมชาติ ใครก็มีสิทธิถ่ายรูปตัวเองทั้งนั้น พาติจึงไม่คิดที่จะโอนเงินไปหาแฮกเกอร์ที่ข่มขู่เธอ แถมไม่ตอบอีเมลกลับไปอีกด้วย เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจแนะนำว่าอย่าทำ แต่ในเมื่อแฮกเกอร์ที่ว่าเริ่มส่งรูปไปหาคนใกล้ตัว พาติจึงต้องเขียนอีเมลไปหาเพื่อนร่วมงานหลายๆ คนแทนเพื่อแจ้งข่าว (ถึงแม้บางคนจะได้รับอีเมลแปลกๆ นั้นแล้วก็ตาม)
พาติจึงได้รู้จักกับคำว่า ‘Sextortion’ เป็นครั้งแรกระหว่างการหาคำอธิบายเหตุการณ์ที่เธอกำลังเผชิญ
การข่มขู่กรรโชกทางเพศ (Sextortion) ศัพท์ (ที่อาจจะ) ใหม่ แต่เป็นภัยใกล้ตัว
การข่มขู่กรรโชกทางเพศ (Sextortion) คือ การข่มขู่กรรโชกผู้เสียหายโดยใช้เรื่องทางเพศเพื่อหวังผลบางอย่าง เช่นกรณีของพาติที่โดนขู่เอาเงิน แลกกับการไม่ปล่อยรูปโป๊ หรือการขู่แฟนเก่าว่าจะปล่อยคลิประหว่างมีเพศสัมพันธ์ หากอีกฝ่ายไม่ยอมคืนดี
ซึ่งการข่มขู่กรรโชกทางเพศ นับว่าเป็นอาชญากรรมที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยวิจัย Sexual Extortion & Young People: Navigating Threats in Digital Environments โดย Thorn องค์กรที่ทำงานเรื่องการปกป้องเด็กจากความรุนแรงทางเพศ เผยว่า จากการสำรวจเยาวชนอายุ 13-20 ปี 20% ของกลุ่มสำรวจเคยเผชิญกับการข่มขู่กรรโชกทางเพศด้วยตัวเอง และอีก 21% มีคนรู้จักเคยเผชิญหน้ากับการข่มขู่กรรโชกทางเพศ
สถิติการข่มขู่กรรโชกทางเพศมีตัวเลขที่สูงขึ้น เป็นเพราะอาชญากรรมประเภทนี้ประสบความสำเร็จได้โดยง่าย เนื่องจากผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่กล้าแจ้งความเอาเรื่อง เพราะกลัวที่จะถูกเผยแพร่ความเป็นส่วนตัว อีกทั้งยังรู้สึกอับอายอีกด้วย

กุรุพิน สิงห์น้อย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสตรี จากกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เปิดเผยข้อมูลจากศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บนเวที SAFE FUTURE SAFE SPACE #Noexcuse จัดโดย UNDP เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ว่า ภายใน 1 เดือนที่ผ่านมา สถิติของผู้หญิงที่ ‘ถูกหลอกให้รัก’ สูงถึง 403 กรณี โดยมี 168 คนที่โดนหลอกให้โอนเงิน และ 235 คนถูกหลอกให้ลงทุน ซึ่งมูลค่าความเสียหายจากทุกกรณีรวมกันนั้น มากกว่า 190 ล้านบาท
และหากผู้เสียหายไม่โอนเงินให้ มักจะถูกข่มขู่ว่าจะเอาภาพและวิดีโอที่ไม่เหมาะสมไปเผยแพร่ลงบนอินเทอร์เน็ต โดยภาพเหล่านี้ได้มาจากการหลอกให้อีกฝ่ายส่งมาให้เพื่อแสดงถึงความรักที่มีต่อกัน
ในกรณีของพาติ รูปถ่ายวาบหวิวของเธอไม่ได้เกิดจากการที่เธอส่งให้อีกฝ่าย แต่แฮกเกอร์ได้มาจากการล้วงข้อมูลในแล็ปท็อปส่วนตัวของเธอ พาติจึงไม่สามารถเดาได้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่ก็มีบางจังหวะที่แอบคิดว่าแฮกเกอร์อาจจะเป็นแฟนเก่าของเธอก็ได้ เพราะตั้งแต่โดนขโมยแล็ปท็อปจน 6 เดือนให้หลังที่โดนข่มขู่ผ่านอีเมลมาโดยตลอด แฟนเก่ารับรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี มิหนำซ้ำอีเมลฉบับล่าสุดยังจั่วหัวเกี่ยวกับการไปต่างประเทศของเธออีกด้วย ทั้งๆ ที่คนที่รู้เรื่องนี้มีเพียงคนใกล้ตัวและคนที่ติดตามอินสตาแกรมของเธอเท่านั้น
ไม่แปลกที่พาติจะสงสัยแฟนเก่า เพราะจากสถิติทั่วไปแล้ว การข่มขู่กรรโชกทางเพศมักเกิดจากคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนรัก เพื่อน หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงาน เพราะเป็นกลุ่มบุคคลที่ผู้เสียหายรู้สึกไว้ใจ และอยู่ใกล้ตัวผู้เสียหาย สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการโน้มน้าวขอโดยตรง หรือการแอบเอามาโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว
สิ่งที่เหยื่อต้องเผชิญนอกจากความอับอาย คือ ผู้ใช้กฎหมายและกฎหมายที่ไม่ช่วยเหลือ
ตอนแรกๆ พาติไม่อาย เพราะเธอรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ ต่อให้เพื่อนร่วมงานทักมาว่าได้รับอีเมลประหลาดๆ ที่มีภาพของเธอ พาติก็ไม่สะทกสะท้านเท่าไหร่ แถมยังมีสติในการขอให้อีกฝ่ายส่งอีเมลเหล่านั้นมาให้เธอรวบรวมเป็นหลักฐานประกอบคดีความ
แถมยังบอกกับเพื่อนสนิทว่าจะทำหนังเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยใช้ชื่อ จิ๋มดิจิทัล (Digital Vagina)

ทว่า พอเธอปล่อยผ่าน ไม่ยอมตอบอีเมลของแฮกเกอร์ตามคำแนะนำที่เธอได้รับทั้งจากการค้นหาแหล่งข้อมูลด้วยตัวเอง และจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ไอ้)แฮกเกอร์ของพาติก็ทำการส่งอีเมลครั้งยิ่งใหญ่ตามที่เคยขู่เธอไว้ ทำให้เพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียน ตลอดจนญาติของพาติต่างพากันทัก พากันโทรมาหาเธอ เพื่อพูดถึงอีเมลที่พวกเขาได้รับ ทำให้พาติทั้งเครียด ทั้งเริ่มรู้สึกว่าแฮกเกอร์พยายามทำให้เธออับอายจนไม่มีทางออก
พาติจึงไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง เพื่ออัปเดตสถานการณ์ แต่กลับกลายเป็นว่า การไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในครั้งนี้ทำให้พาติรู้สึกแย่กว่าเดิม เพราะตำรวจพูดกับพาติว่า “อยากให้เธอมาช่วยถ่ายภาพโป๊เปลือยของเขากับภรรยา” เพราะว่ารูปของพาติที่ถูกเผยแพร่เป็นภาพโป๊ที่เธอถ่ายตัวเอง
หลายต่อหลายครั้งที่เหยื่อความรุนแรงทางเพศเลือกที่จะปิดปากเงียบ ไม่ยอมแจ้งความหรือขอความช่วยเหลือ เป็นเพราะกลัวว่าจะถูกมองอย่างไม่เข้าเข้าใจ และกลัวว่าจะรู้สึกอับอายหากเปิดปากพูดออกไป สถิติตัวเลขของความรุนแรงทางเพศในแต่ละปีจึงไม่ตรงกับความเป็นจริง
มิหนำซ้ำ คนจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจว่า ความรุนแรงทางเพศ คือ การข่มขืนเท่านั้น ทำให้มองข้ามความรุนแรงทางเพศในมิติอื่นๆ ไป ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ความรุนแรงทางเพศนั้นครอบคลุมหลายด้าน การพูดจาลดทอนด้อยค่า ทำให้เป็นเรื่องตลก หรือการพูดจาที่ทำให้อีกฝ่ายไม่สบายใจ โดยมีฐานมาจากเรื่องเพศ ก็นับว่าเป็นความรุนแรงทางเพศเช่นเดียวกัน

อย่างในกรณีของกมลา แฮร์ริส (Kamala Harris) ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เธอเองก็เป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศเช่นกัน เพราะวิธีการพูดและบุคลิกของเธอถูกนำมาล้อเลียน เป็นคอนเทนต์ขำขันบนโลกออนไลน์ ซึ่งสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ก่อตั้ง Co-fact อธิบายว่า แม้ว่ามันจะดูไม่ใช่เรื่องที่รุนแรงหรือร้ายแรงอะไร แต่มันทำให้คนมองว่า การล้อเลียนด้อยค่านักการเมืองหญิงเป็นเรื่องปกติ
“มันไม่ได้ดูรุนแรง มันอาจจะไม่ได้ใช้คำที่หยาบคาย แต่ในมุมหนึ่งมันน่ากังวล เพราะการทำให้กลายเป็นเรื่องตลกมันตอกย้ำทัศนคติที่มีต่อผู้หญิง มันไม่ต่างอะไรกับการดูละครหลังข่าวสมัยก่อน ที่พระเอกขืนใจนางเอกแล้วเราฟินโดยไม่รู้สึกว่ามันแปลก” สุภิญญากล่าว
นอกจากนี้ แม้ปัจจุบันเราจะมีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่คอยจัดการผู้กระทำความผิดบนโลกดิจิทัล กับระบบ AI ที่คอยกรองคอนเทนต์ ลบคอมเมนต์ที่ไม่สร้างสรรค์ แต่ตัวเนื้อกฎหมายอาจจะไม่ได้ครอบคลุมในทุกประเด็นจนสามารถเอาผิดผู้กระทำความผิดได้ทุกคน และ AI ก็ไม่ได้ฉลาดมากพอที่จะรู้ว่าคำที่ผู้ใช้บางคนตั้งใจเลี่ยงบาลี สะกดผิด ใช้ emoji แทน เป็นคีย์เวิร์ดในหมวดหมู่การคุกคามทางเพศที่ขัดต่อกฎของแพลตฟอร์ม
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คือ ทางรอดเดียว (จริงๆ เหรอ?)
ในเมื่อคดีไม่คืบหน้า เจ้าหน้าที่ก็พูดจาไม่ดี แถมแฮกเกอร์ยังส่งอีเมลมาขู่แล้วขู่อีก พาติที่ทนไม่ไหวแล้วจึงเทหมดหน้าตักกับการต่อสู้ในครั้งนี้
ไม่ใช่การโอนเงิน ไม่ใช่การจับตัวคนร้ายด้วยตัวเอง (แม้ว่าเธอจะไปหา IP ของอีกฝ่ายจนเจอ แต่ก็คว้าน้ำเหลวเพราะแฮกเกอร์ใช้ VPN) แต่เป็นการปล่อยภาพโป๊ 3 ภาพที่ว่าด้วยตัวเอง
พาติโพสต์ภาพโป๊ที่แฮกเกอร์ใช้ข่มขู่เธอลงบนแอคเคาท์อินสตาแกรมของตัวเอง พร้อมสติกเกอร์น่ารักๆ ปิดส่วนสำคัญกันโพสต์บินเพราะละเมิดกฎชุมชนของแพลตฟอร์ม และเขียนข้อความบอกเล่าว่าเธอกำลังเผชิญหน้ากับอะไร
ซึ่งหลังจากเธอกฎโพสต์ไป สิ่งที่เธอได้รับไม่ใช่ข้อความที่แสดงออกถึงความสงสารหรือเห็นใจเหมือนในช่วงแรก แต่เป็นข้อความให้กำลังใจและชื่นชมในความกล้าหาญ
และยิ่งไปกว่านั้น แฮกเกอร์ก็ไม่ส่งข้อความข่มขู่เธออีกเลยจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าคดีของพาติยังไม่สิ้นสุดก็ตาม
กรณีของพาติสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของกระบวนการทางกฎหมายที่ไม่สามารถช่วยเหลือเหยื่อของความรุนแรงทางเพศได้ ทำให้ผู้เสียหายต้องออกมารับมือด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมยืนหยัดเหมือนพาติ
เราจึงจำเป็นต้องเรียกร้องให้มีใครสักคนริเริ่มทำงานเพื่อปราบปรามและป้องกันความรุนแรงทางเพศ เช่น การใช้กฎหมาย Take it down แบบสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้เราสามารถลบรูปที่ไม่เหมาะสมของเราออกจากแพลตฟอร์มต่างๆ บนโลกออนไลน์ เพื่อไม่ให้ใครบางคนตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศบนโลกออนไลน์เหมือนพาติ ในยุคที่เทคโนโลยีไปไกลจนทำให้แม้ว่าเราจะไม่ได้มีภาพหลุด คนร้ายก็สามารถสร้างภาพโป๊ที่เป็นหน้าของเราเพื่อมาข่มขู่ได้ด้วยปลายนิ้ว
สารคดีชิ้นนี้ คือ การสื่อสารกับแฮกเกอร์ของแพทริเซีย เพื่อทำให้เห็นว่าตัวเธอไม่ได้ถูกลดทอนคุณค่าอะไรเลย แม้ว่าจะโดนข่มขู่และ (แทบ) ไม่ได้รับความช่วยเหลือในกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งเราหวังว่า สารคดีเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสุดท้ายที่ผู้เสียหายต้องลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเอง

อ้างอิง
