ดิ่งได้ก็ดึงได้ : คุยกับคุณหมอนักเขียนบทที่เคยอินกับงานจนใจดิ่ง แต่ดึงกลับมาได้เพราะไม่ละเลย และ ‘รู้เท่าทันตัวเอง’

พอเข้าสู่วัยทำงาน กิจวัตรส่วนใหญ่ของชีวิตจะเป็นการทำงาน ซึ่งการที่จะทำให้ชีวิตเรามีความสุขได้ จะต้องมีการจัดสรรเวลาและพลังงานระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิตส่วนตัวให้สมดุลกัน (Work Life Balance)

แต่คงไม่ใช่ทุกคนที่สามารถจัดสรรเวลาได้ และบางคนจำเป็นต้องเอาชีวิตส่วนตัวเข้าไปในงาน เช่น นักแสดงที่จำเป็นต้องลดน้ำหนักจนซูบผอม กินนอนไม่เป็นเวลา เพื่อให้แสดงออกมาได้ดีที่สุด บางคนก็จมกับความเป็นตัวละครจนไม่สามารถสลัดตัวละครออกจากตัวเองได้ ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปแม้ไม่ได้อยู่หน้ากล้อง 

เช่น กรณีของอีดงอุค นักแสดงชาวเกาหลีใต้ที่เผชิญภาวะซึมเศร้าหลังจากรับบท กริม รีปเปอร์ ในเรื่อง Guardian: The Lonely and Great God เนื่องจากการแสดงในบทนี้ต้องอยู่กับปูมหลังความเจ็บปวดของตัวละครและฉากที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจเป็นเวลานาน

แม้เรื่องของการจมดิ่งไปกับตัวละครจะพบได้บ่อยในหมู่นักแสดงไม่ว่าไทยหรือต่างชาติ มีบทสัมภาษณ์มากมาย แต่ไม่ใช่แค่นักแสดงที่อินกับบทจนกระทบต่อสุขภาพจิตของตัวเองเท่านั้น เพราะนักเขียนบทให้แสดงก็เจอปัญหาแบบเดียวกัน เพียงแต่เราอาจจะไม่เคยได้ยินเสียงของพวกเขามาก่อน

เราคงไม่อยากให้ใครต้องเสียสุขภาพจิตไปมากกว่านี้ และคงจะดีถ้ามีวิธีป้องกันสุขภาพจิตสำหรับคนที่ต้องเอาตัวเองเข้าไปจมกับอารมณ์ลบนานๆ เราจึงไปชวน หมอหนึ่ง – พญ.อุบลพรรณ วีระโจง แพทย์ที่มีหมวกอีกใบเป็น ‘นักเขียนบท’ ให้วางมีด วางปากกา และแชร์กันว่า ถ้านักเขียนบทจะประคับประคองสุขภาพจิตตัวเองได้ ต้องทำอย่างไร?

การรู้เท่าทันตัวเอง สำคัญที่สุด

“เราสังเกตตอนเขียนนิยายว่าเราชอบเขียนไดอาล็อก (Dialogue) พร่ำเพ้อ B1 คุยกับ B2 แล้วก็เอ๊ะ สิ่งนี้เรียกว่าบทเหรอ เราเลยไปเรียนเขียนบท”

แม้หมอหนึ่งจะผ่านสนามการศึกษามามากมาย รวมถึงมีหมวกอาชีพหลักเป็นแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ที่ดูแลรักษาโรคที่เกิดจากการทำงาน แต่อีกด้านหนึ่งหมอหนึ่งก็ชอบขีดเขียน ลองมาแล้วทั้งบทความ ทั้งนิยาย ก่อนจะค้นพบว่าชอบเขียนให้ตัวละครพูดคุยกัน และสุดท้ายก็พัฒนาไปเป็นการเขียนบท ทำให้หมอหนึ่งในตอนนี้ จับปากกาในฐานะ ‘นักเขียนบท’ มาแล้วกว่า 7 ปี

ช่วงแรกของการเป็นนักเขียนบท หมอหนึ่งก็เคยมีประสบการณ์ ‘ดิ่ง’ ไปกับบทละคร จนคนรอบข้างสังเกตได้ 

“หลายปีก่อน ตอนนั้นทำงานในโรงพยาบาลรักษาคนไข้ เราเขียนบทในมือถือ เรามีตรวจคนไข้ 7 โมงเช้า แต่ตี 5 เรานั่งเขียนบทอยู่ในลานจอดรถ เรื่องที่เขียนค้างไว้อยู่เป็นเหตุการณ์เศร้า ดิ่ง แต่หมดเวลา ต้องไปทำงานต่อ เรารู้สึกเลยว่าวันนั้นทั้งวันโลกของเราเป็นสีเทา เราเศร้าตลอดเวลาจนพยาบาลมาทักว่าหมอเป็นอะไร พี่พยาบาลนึกว่าอกหัก (ขำ) ”

หมอหนึ่งอธิบายว่า การดิ่งไปกับตัวละครที่ทำให้ทั้งสัปดาห์ของตัวเองไม่สดใส กินข้าวไม่หมด ดื่มกาแฟไม่ลง เกิดจากการพยายามที่จะเขียนฉากที่ค้างคาให้จบ จึงใช้เวลากับการเขียนบทต่อเนื่องกันจนสลัดความรู้สึกที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนของตัวละครออกไปไม่ได้ 

“มันทำให้เรารู้สึกว่า ฉันเอาตัวละครไปทำงานกับฉันไม่ได้นะ เพราะตัวละครมันไม่ใช่หมอเหมือนฉัน มันเป็นตัวหนังสือ ที่สมมุติว่า เป็นฆาตกร ไม่ใช่เงาที่ตามติดมา”

หลังจากวันนั้นหมอหนึ่งจึงปรับการทำงานใหม่ โดยแบ่งว่า จะเขียนบทที่บ้านหลังพระอาทิตย์ตกเท่านั้น โดยจะจัดบรรยากาศห้องให้เหมาะสมกับการเขียน กำหนดเวลาในการเขียนให้จบในคืนนั้น จะไม่เอาความรู้สึกหรือเรื่องราวที่เขียนติดตัวไปด้วยหลังจากตื่นนอน


ซึ่งหมอหนึ่งบอกว่า การกำหนดเวลาเป็นรูปแบบเดียวกับการทำงานในห้องผ่าตัด

“สิ่งที่เหมือนกันระหว่างการแพทย์และการเขียน คือ การโฟกัส (Focus : จดจ่อ) เวลาเราผ่าตัด เราต้องการให้เคสนี้เสร็จใน 45 นาทีตามเวลาที่ทำเคสแบบนี้ปกติ มันก็จะต้องอยู่ในเวลานี้ พอเป็นงานเขียน หมอเลยรู้ว่าตัวเองจะทำเสร็จเมื่อไหร่ภายในเวลาเท่านี้”

การที่หมอหนึ่งลุกขึ้นมาจัดแจงวิธีการทำงานของตัวเองใหม่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหมอหนึ่ง ‘รู้เท่าทันตัวเอง’ ผ่านการสังเกตการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อย่างรู้สึกไม่อยากดื่มกาแฟ ทั้งที่เป็นสูตรที่ดื่มเป็นประจำ แต่อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้หมอหนึ่งหยุดเพื่อสังเกตตัวเอง คือ การทักของคนรอบตัวอย่างพยาบาล

“ตัวกระตุ้นสุขภาพจิตของเราคือความเครียด สิ่งที่จะทำให้เราเครียด คือ ความไม่รู้ ความไม่แน่นอน และความกลัว”

ในฐานะของคนที่สวมหมวกใบหนึ่งอยู่ในวงการสร้างสรรค์ หมอหนึ่งบอกว่า ทุกกระบวนการผลิตชิ้นงานชิ้นหนึ่ง ตั้งแต่กำหนดเรื่อง หาข้อมูล จนไปถึงชิ้นงานออกฉาย ไม่มีกระบวนการไหนที่ไม่เครียด และนั่นแปลว่า ไม่ว่าจะอยู่ขั้นตอนไหนปัญหาสุขภาพจิตเกิดขึ้้นได้หมด


“ฉันจะโดนด่าไหม เช็กจะเด้งไหม เดดไลน์เลื่อนเข้ามาไหม โปรเจคพับกลางอากาศไหม ความไม่แน่นอนเหล่านี้มันทำให้ต่อให้เขียนบทเก่งแค่ไหนมันก็เครียดอยู่ดี”

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับคนทำงานในสายนี้ทุกคน ซึ่งในมุมของหมอหนึ่ง การที่คนทำงานสายครีเอทีฟมีปัญหาสุขภาพจิต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาละเลยสุขภาพจิตของตัวเอง ไม่มองว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวกับสุขภาพใจ แถมบางคนยังมองว่าการเปลี่ยนแปลงในเชิงลบเกิดจากเราฝีมือตก

ซึ่งสิ่งที่หมอหนึ่งชี้ว่าคนมักละเลยจนทำให้มองข้ามปัญหาสุขภาพจิตของตัวเองไปมี 3 อย่างด้วยกัน คือ ตัวเอง ผลงาน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

“บางคนไม่ดูแลตัวเอง ไม่แบ่งเวลาชีวิตให้สมดุล บางคนไม่สังเกตว่าความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเป็นยังไง คุยราบรื่นไหม หรือแดกหัวชาวบ้านไปหมด บางคนก็ละเลยตัวผลงาน สมมติว่าปกติเราใช้เวลากับงานนี้ประมาณ 3 วัน ตอนนี้อาทิตย์นึงได้แค่ครึ่งเดียว มันหมดไฟ ถ้าเป็นนักเขียนต่างประเทศ พอเขารู้สึกว่าเขียนไม่ไหว เขาจะหยุดเขียนและไปพักนะ สุขภาพจิตมันส่งผลกับคุณภาพของงาน”

การรับมือกับภายนอก

ถ้าโดนขีดงานเขียนออกสักครึ่งหนึ่งของที่ทำมา แล้วเขาบอกให้ไปทำใหม่ จะรู้สึกอย่างไร?

สำหรับคำถามนี้ ความคิดแรกของใครหลายคนอาจจะเป็น “ก็ต้องรู้สึกเสียใจสิ” “ต้องผิดหวังสิ” หรือ “นอยด์อะ” แต่สำหรับหมอหนึ่ง เธอไม่เคยรู้สึกแบบนั้น เพราะฟีดแบ็คที่หมอหนึ่งได้รับมาจากครูที่คอยแนะนำการเขียนบท ไม่ได้มาพร้อมการดุด่าด้อยค่า ไม่ได้มาพร้อมอารมณ์ ไม่ได้มาพร้อมความไม่เข้าใจ แต่มาพร้อมการอธิบายอย่างมีเหตุมีผล จบในงาน หมดเวลาก็ไปกินข้าวด้วยกันตามปกติ ไม่ได้เอาความขุ่นเคืองระหว่างงานไปเป็นเรื่องส่วนตัว

แต่ไม่ใช่นักเขียนบททุกคนจะเจอสภาพการทำงานที่เฮลตี้แบบหมอหนึ่ง บางคนยังต้องเจอการคอมเมนต์งานที่ไม่มีเหตุผล ยังเจอการเร่งงานภายใต้ค่าตอบแทนที่ต่ำ เจอการไม่ให้เครดิตงานโดยอ้างว่าเป็นนักเขียนหน้าใหม่ ยังไม่ต้องมีเครดิตในงานแรกๆ ส่งผลต่อการสร้างตัวตนของเขาในเส้นทางการเดินทาง

ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาพจิต และสามารถป้องกันได้ด้วยการสนับสนุนให้สภาพแวดล้อมการทำงานมี ความรู้สึกปลอดภัยทางใจในที่ทำงาน (Psychological Safety)

“มันคือการรู้สึกว่าทำงานแล้วรู้สึกมีความสุข ปลอดภัย ไว้ใจได้ ได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีความมั่นคงในการทำงาน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องถูกตามใจ แต่ถ้ามีอะไรแล้วเราสามารถพูดคุยกันได้ มีการให้ฟีดแบ็คที่ดี มีการซัพพอร์ตในความไม่รู้ ให้โอกาสเขา แล้วก็สอนเขา ไม่ใช่ถามว่าทำไมเขาไม่รู้”

นอกจากการรับมือกับสภาพแวดล้อมการทำงาน อีกสิ่งหนึ่งที่คนทำงานสร้างสรรค์ทุกคนต้องเจอ คือ การรับฟีดแบ็คจากผู้ชม ถ้าได้รับคอมเมนต์ที่ดี ได้รับการชื่นชม ได้เห็นว่างานของตัวเองมีประโยชน์กับคนอื่น ไม่ว่าใครก็มีไฟที่จะทำต่อทั้งนั้น

อย่างตัวหมอหนึ่งเอง เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เป็นนักเขียนบทต่อ เป็นเพราะเห็นว่าซีรีส์เกาหลี Hospital Playlist ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแพทย์ทำให้ยอดบริจาคอวัยวะเพิ่มขึ้น 11 เท่า ทำให้หมอหนึ่งเห็นว่างานเขียนบทมีคุณค่า

แต่มีดีก็ต้องมีร้าย ถ้ามีคนอ่านคนดู ก็ต้องมีคอมเมนต์ ต่อให้หมอหนึ่งเคยผ่านการประกวด เคยได้รับการชื่นชมจากผู้ชมต่างชาติว่างานเขียนของหมอหนึ่งสร้างแรงบันดาลใจ หมอหนึ่งก็เจอคอมเมนต์แง่ลบเช่นกัน 

หากละเลยคอมเมนต์แง่ลบไปเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ วิธีการรับมือของหมอหนึ่งจึงเป็นการถามตัวเองก่อนว่าพร้อมอ่านไหม ถ้ายังไม่พร้อมเจอคอมเมนต์แย่ๆ ก็เริ่มจากการอ่านคอมเมนต์ที่ดีก่อน เพื่อสร้างลูกโป่งไปซับแรงกระแทกเมื่อพร้อมที่จะไปอ่านคอมเมนต์เชิงลบ

“คอมเมนต์แย่มันดูใหญ่มาก แต่ถ้ามีคอมเมนต์ดีหนึ่งอัน แล้วเราทำให้ลูกโป่งแห่งคอมเมนต์ดีมันใหญ่ขึ้นแล้วก็คลุมตัวเราไว้ เราจะรู้สึกว่า โอเค ฉันต้องการเยียวยาจิตใจกับสิ่งที่ดีงามก่อน เมื่อฉันพร้อมฉันจะเข้าไปหาคุณนะ แต่ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อม มันคือการมีสติรู้ตัวว่าตอนนั้นฉันทำอะไร”

บทที่ดีต้อง (ไม่ได้) มี (แค่) เงิน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประโยคไวรัลจากเวทีนาฏราชครั้งที่17 ว่า “บทที่ดี คือ บทที่มีเงิน” ซึ่งเป็นประโยคแทนในคนทำงานสายครีเอทีฟทุกคน เพราะหากไม่มีทุนในการทำงานที่มากพอ ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่งานจะออกมาดี

สำหรับหมอหนึ่ง ในฐานะนักเขียนบท หมอหนึ่งเห็นด้วยกับประโยคนี้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะบทที่ดี ต้องมาพร้อมกับค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผล เวลาการทำงานที่เหมาะสม และสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี

“เราทำงานกันจนป่วยเยอะนะ เราทำงานกันจนปวดคอบ่าไหล่ ไปตัดแว่นใหม่อีก ไม่ค่อยลุกเดิน เป็นเบาหวาน ความดัน บางคนก็ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่ได้ใช้ชีวิต มันไม่มีความสุข”

งานที่ดีในมุมหมอหนึ่ง จึงต้องทำให้ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะถ้านักเขียนมีความสุข งานมันก็จะออกมาดี

“ต่อให้บทที่ดีแล้วมีเงินมากแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่มีความสุข ป่วยทั้งกายใจ เงินที่เราได้เราจะไปจ่ายให้แพทย์หมด”