“หนูอยากเห็นเขาอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่กลับไปเป็นแบบเดิม”
ที่ชุมชนริมทางรถไฟหาดใหญ่ อาจารย์และทีมงานจากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จะลงพื้นที่เพื่อค้นหาและพูดคุยกับเด็กนอกระบบที่อยู่ภายใต้ ‘โครงการการจัดการการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมเป้าหมายชีวิตสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา : ความร่วมมือทุกภาคส่วน’ ศูนย์กลางการทำงานของหน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education : ABE) ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
แต่การลงพื้นที่ของเราในวันนั้น มีอีก 1 คนที่ไม่ได้เป็นอาจารย์ ไม่ได้เป็นคณะทำงาน ไม่ได้เป็นนักศึกษาคณะพยาบาล แต่เป็นลูกของอาจารย์ก้อย – ผศ.ภัทรพร กิจเรณู อาจารย์ สาขาวิชาการพยาบาลสุขภาพชุมชน คณะทำงานในทีม

“หนูลงพื้นที่ครั้งแรกตอน ม.4 ค่ะ ตอนนั้นลงแถวชุมชนแถวนาหม่อม เป็นประเด็นเกี่ยวกับผู้สูงอายุ” แก้ม – กัลย์กมล กิจเรณู วัย 19 นักศึกษาคณะอุตสาหกรรม ตอบ
สำหรับเด็ก ม.4 การออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนน่าจะเป็นตัวเลือกที่สนุกและน่าสนใจกว่า เพื่อนของแก้มบางคนก็ตั้งคำถามกับเธอว่าจะลงพื้นที่ทำไมในเมื่อไม่ใช่หน้าที่ แต่ในมุมมองของแก้ม การได้ลงพื้นที่ คือ การได้เปิดหูเปิดตา เปิดโลกให้กับตัวเอง
“เวลาเพื่อนไม่เข้าใจ หนูก็จะบอกเพื่อนว่า การมาลงพื้นที่ทำให้เราเห็นอีกมุมมอง ถ้าไม่ได้เข้ามาทำงานกับโครงการของแม่ ก็จะไม่ได้เห็นกลุ่มคนที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติว่าเป็นยังไง ไม่รู้ว่ามันยังมีคนที่อ่านเขียนไม่ได้ ไม่รู้ว่าโลกภายนอกสังคมของเราเป็นแบบไหน มันมีอะไรอีกหลายอย่างที่รอเราอยู่นะ ถ้าได้ลงไปดูมันก็ทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้นค่ะ”
อย่างการลงพื้นที่ในครั้งแรกที่เข้าไปด้วยประเด็นผู้สูงอายุ ก็ทำให้แก้มเรียนรู้ว่าผู้สูงอายุในชุมชนอื่นๆ เป็นอย่างไร และบันทึกเอาวิธีดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้นมาปรับใช้กับคุณยายของตัวเอง
พอตารางลงพื้นที่ของแม่ตรงกับวันหยุด แก้มก็จะตามแม่ไปด้วยทุกครั้ง และสิ่งที่แก้มชอบที่สุดคือ สีหน้าแววตาของคนที่ได้เจอ
“ชอบเห็นสีหน้าท่าทางที่เขาตอบกลับกับเราค่ะ แรกๆ ตอนที่มาเขาก็ไม่ได้สนใจสังเกตอะไรเรา อันนี้เหมือนเขาตั้งใจจะมาคุย ดีใจที่พวกเรามาเจอกัน”
แม้จะลงพื้นที่กับแม่หลายครั้ง แต่แก้มไม่มีบทบาทอะไรมากนอกจากเป็นลูกมือเล็กๆ น้อยๆ ช่วยแจกกระดาษ แจกปากกา เพราะไม่ใช่คณะทำงาน เธอจึง (แอบ) อยากมีส่วนร่วมมากอีกนิด เช่น อยากเข้าไปคุยด้วยตัวเอง หรือลองเข้าไปศึกษาวิถีชีวิตเขาตรงๆ
เพราะแก้มมีเป้าหมายส่วนตัวของตัวเองหลังการได้ฟังเรื่องราวของเด็กนอกระบบทุกคน นั่นคืออยากเห็นพวกเขามี ‘พัฒนาการ’
“ตอนนี้เวลาเราพูดอะไรกับเขา ก็ไม่ได้รับประกันว่าเขาจะเข้าใจเรา 100% ก็อยากเห็นเขายิ้ม เห็นเขาได้อยู่กับครอบครัว เห็นเขาได้ฝึกเรียน ฝึกเขียนบ่อยๆ ถ้าได้เห็นเขาพัฒนาขึ้นก็ดีใจค่ะ” แก้มยิ้ม
จากมุมมองของแก้ม แก้มรู้สึกว่า เด็กนอกระบบในชุมชนริมทางรถไฟอยากให้ใครสักคนช่วยพวกเขาออกมาจากวิกฤติ โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง การมีรายได้และมีอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้จึงเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงคำว่า ‘ความฝัน’ สำหรับเด็กกลุ่มนี้ การเสริมความรู้ เสริมทักษะเข้าไปทีละนิดละหน่อยให้พวกเข้าค่อยๆ ซึมซับ จึงจำเป็นต่อตัวพวกเขาเอง
ส่วนตัวแก้มเองก็มีความฝันที่จะได้เป็นพยาบาลทหาร แต่ตอนนี้เธอมองว่าตัวเองยังมีอุปสรรคเป็นเรื่องสรีระที่คิดว่าหากออกกำลังกายอีกนิดน่าจะดี การปรับตัวเพื่อความฝันสำหรับเธอจึงเป็นเรื่องที่ทำได้แน่นอน และคิดว่าคนอื่นๆ ก็คงจะเหมือนกันถ้าเขาได้รับกำลังใจ
“ความฝันเป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะทำได้หรือว่าไม่ได้ แต่ว่าถ้าอยากทำให้ได้เราก็ต้องพยายาม บางคนฝันอาจจะสูงเกินไปนิดนึง อาจจะไปไม่ถึง ก็ต้องลองทำไปเรื่อยๆ มันก็จะอาจจะใกล้ขึ้นมาเองค่ะ”

