Wind Up จากซีรีส์มิตรภาพลูกผู้ชายแนวตั้งสู่จอภาพยนตร์ เรื่องของพิตเชอร์ที่ขว้างบอลไม่ได้กับการสู้กับโรคยิปส์ด้วยความช่วยเหลือจากผู้จัดการปริศนา

** บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์ Wind Up **

“ตอนที่ฉันอยู่กับนาย ฉันแข็งแกร่งขึ้นสิบเท่าเลย”

พอได้รับคำชวนจากเพื่อนให้ไปดูภาพยนตร์เรื่อง ‘Wind Up’ ที่ ‘แจมิน’ และ ‘เจโน่’ สองหนุ่มจาก NCT Dream เป็นนักแสดงนำในรอบพิเศษที่มีแต่แฟนคลับ เราก็ตกลงไปทันทีด้วย 2 สาเหตุหลักๆ คือ (1) ภาพยนตร์เรื่องนี้เคยถูกเผยแพร่ในรูปแบบซีรีส์แนวตั้งที่กระแสดีมาก่อน และ (2) เพื่อนอยากได้ความเห็นว่า ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้เป็นแฟนคลับมาดู จะมีรีแอคยังไงกับเรื่องนี้ จะชอบเหมือนที่เจ้าตัวชอบจนตอนนี้ดูไม่ต่ำกว่า 3 รอบในโรง (ไม่รวมที่ดูในแอปพลิเคชันที่เป็นรูปแบบซีรีส์) หรือเปล่า

Wind Up คือ ภาพยนตร์สัญชาติเกาหลีแนว Coming of Age ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของมิตรภาพระหว่าง ‘อูจิน’ นักกีฬาเบสบอลระดับมัธยมปลายตำแหน่ง พิตเชอร์ (ผู้ขว้างลูก ; Pitcher) และ ‘แทฮี’ นักเรียนใหม่ที่จู่ๆ ก็มาเสนอตัวขอเป็นผู้จัดการให้อูจินโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ขอ

เวลาพูดถึงกีฬาเบสบอลโดยปกติแล้ว เรามักจะนึกถึง ‘โฮมรัน (Home Run)’ การตีลูกที่แบตเตอร์ (ผู้ตีลูก ; Batter) ตีแรงจนลูกเบสบอลลอยออกนอกกำแพงสนาม ซึ่งการทำโฮมรันได้ถือว่าเป็นเรื่องยาก เพราะนอกจากจะต้องมีสายตาที่ไวแล้ว จะต้องมีแรงแขนที่มหาศาล และมีจังหวะที่แม่นยำสูงด้วย

แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ความสำคัญไปยังตัวอูจินที่เป็นพิตเชอร์ ตำแหน่งสำคัญของเกมรับในกีฬาเบสบอล เพราะเขามีหน้าที่ขว้างบอลไม่ให้แบตเตอร์ตีได้ หรือที่เรียกว่า ‘สไตรก์ (Strike)’ เพื่อทำให้แบตเตอร์ของทีมตรงข้ามไม่มีโอกาสวิ่งไปยังฐานในสนาม

ซึ่งพอเปิดเรื่องมาเราจะเห็นว่าอูจินก็สามารถขว้างบอลได้ดี มีกำลังแขนที่แข็งแรง แต่พอมีแบตเตอร์มายืนประจำตำแหน่ง ฟอร์มขว้างเท่ๆ ที่เห็นช่วงแรกก็หายไปอย่างกับโกหก

“ฉันน่ะ คือพิตเชอร์ที่ไม่เคยขว้างสไตรก์ได้”

พอสไตรก์ไม่ได้ อูจินก็หลุดออกจากทีม แถมโดนโค้ชตราหน้าว่าไร้ประโยชน์ เขาจึงตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะซ้อมจนกว่าจะปิดตาขว้างได้ แต่ระหว่างทางที่ตั้งใจ กลับทำให้เจอกับ  ‘แทฮี’ ที่มาขอเป็นผู้จัดการเพื่อให้ให้อูจินทำสไตรก์ได้อีก

ในฐานะคนที่ดูเวอร์ชันภาพยนตร์ก่อนที่จะลองดูบางตอนของเวอร์ชันซีรีส์แนวตั้ง ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือสเกลภาพที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ในขณะที่ภาพบนจอใหญ่ทำให้เราเห็นว่าตัวละครตัวเล็กแค่ในไหนสนามเบสบอล ได้เห็นสีหน้าท่าทางของตัวละครทุกตัวในฉาก แต่ Wind Up ฉบับซีรีส์แนวตั้งจะเห็นแค่ในพื้นที่ 9:16 บนจอโทรศัพท์

และด้วยข้อจำกัดของการเป็นซีรีส์แนวตั้ง ทำให้การเรียบเรียงและรายละเอียดบางส่วนไม่เหมือนฉบับภาพยนตร์ ซีรีส์แนวตั้งให้ความรู้สึกว่ามีการดำเนินเรื่องที่กระชับกว่า ตามสูตรของละครแนวตั้งที่ต้องกระชับและไม่มีจังหวะอืดอาด ผู้ชมจะได้ไม่ปัดจอหนี

เราจึงไม่แปลกใจว่า นอกจากจะอยากซัพพอร์ตศิลปินที่ชอบ ประสบการณ์การรับชมที่แตกต่างกันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้หลายๆ คนมาดู Wind Up ซ้ำ ทั้งๆ ที่รู้เนื้อเรื่องอยู่แล้ว

แผลใจของนักกีฬา คือ ทักษะที่ไม่เหมือนเดิม

การที่อูจินไม่สามารถทำสไตรก์ ไม่ได้เป็นเพราะเขาเป็นหน้าใหม่ในสนามเบสบอล เพราะอูจินเริ่มเล่นกีฬาเบสบอลอย่างจริงจังตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษาตอนต้น แต่เป็นเพราะว่าเมื่อไหร่ที่เขาจะขว้างบอลออกไปในการแข่งขัน ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่ลูกเบสบอลของเขาลอยไปกระแทกหัวแบตเตอร์ฝ่ายตรงข้ามจนอีกคนล้มลงในสนามและถูกหามส่งโรงพยาบาลจะย้อนกลับมาในหัวราวกับเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเสมอ

หลังจากวันนั้น อูจินก็ไม่ได้พบหน้าแบตเตอร์คนนั้นอีกเลย รู้แค่เขาชื่อแทซ็อบ รู้แค่ตัวเองเป็นคนพรากอนาคตของแทซ็อบไป อูจินจึงจมอยู่กับความรู้สึกผิดมาโดยตลอด และทำให้พิตเชอร์อนาคตไกลอย่างเขามือสั่นทุกครั้งที่จับลูกอยู่กลางสนาม

ไม่ใช่อูจินเท่านั้นที่มีอาการนี้ แต่ในการแข่งขันกีฬาทั่วโลก มีนักกีฬาจำนวนไม่น้อยที่มีความสามารถขั้นเทพ ฟอร์มดีมาโดยตลอดไม่มีตก แต่จู่ๆ ฝีมือก็แย่ลง บางคนถึงขั้นเล่นไม่ได้ ซึ่งอาการแบบนี้เรียกว่า ‘ยิปส์’

ยิปส์ (Yips) คือ ความผิดปกติทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่มีปัจจัยทางจิตใจร่วมด้วย ทำให้สูญเสียความสามารถในการแสดงทักษะบางอย่างอย่างกะทันหัน เช่น เกิดอาการกระตุกและสั่นเกร็งอย่างไม่ตั้งใจในจังหวะที่ต้องใช้ทักษะความแม่นยำสูง ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถหาสาเหตุที่ชัดเจนได้ เพราะบางคนก็เกิดจากภาวะทางระบบประสาท หรือบางคนก็เกิดจากความเครียดและความวิตกกังวลที่สะสมจนกระทบต่อสุขภาพจิต

หรืออย่างอูจิน ก็เกิดจากประสบการณ์เลวร้ายในอดีตที่สร้างแผลในใจ

ซึ่งวิธีการรักษาอาการยิปส์จะต้องทำควบคู่กันทั้งการกายภาพและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ เพราะต่อให้อาการยิปส์ไม่ได้เกิดขึ้นจากบาดแผลทางใจโดยตรง แต่การเป็นนักกีฬามืออาชีพที่จู่ๆ ฟอร์มตก แน่นอนว่าจะต้องเสียความมั่นใจ และเกิดความเครียดขึ้นซึ่งจะไปกระทบสุขภาพจิตไม่มากก็น้อย

สำหรับอูจิน ดูเหมือนว่าทั้งโค้ช ทั้งเพื่อนร่วมทีม หรือแม้กระทั่งเจ้าตัวจะไม่รู้เลยว่าอาการที่เป็นอยู่คืออะไร ทำให้เขาไม่มีโอกาสได้ฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ มิหนำซ้ำยังโดนกดดัน สบประมาท และต่อว่าจากคนในชมรมอีกด้วย โอกาสที่เขาจะขว้างสไตรก์ได้จึงแทบเท่ากับศูนย์

โชคยังดีที่มีแทฮีโผล่เข้ามาในชีวิต คอยขุดอูจินออกไปวิ่ง ทำอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนมาให้กินในทุกๆ วัน เป็นทั้งคู่ซ้อม เป็นทั้งโค้ช และเป็นกำลังใจที่ดีให้กับอูจินอยู่เสมอ อาการยิปส์ที่อูจินเป็นจึงค่อยๆ ดีขึ้น พร้อมๆ กับความมั่นใจในตัวเอง

ระบบอาวุโส vs ศักดิ์ศรี

ในประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากคำสอนของขงจื๊อ จะพ่วงมาด้วยระบบอาวุโสที่เข้มข้น ซึ่งประเทศเกาหลีใต้คือ 1 ในนั้น ทำให้แนวคิดเรื่องระบบอาวุโสแทรกซึมไปในการใช้ชีวิตทุกๆ ด้าน

เช่น ถ้ารับประทานอาหารร่วมกัน คนอายุน้อยจะต้องจัดเตรียมโต๊ะ บริการช้อนส้อม เทเครื่องดื่มให้กับคนอายุมากกว่า จะตักคำแรกเข้าปากไม่ได้ถ้าผู้อาวุโสยังไม่เริ่มรับประทาน เวลาพูดคุยด้วยก็ต้องใช้รูปประโยคสุภาพตามหลักไวยากรณ์ของภาษาเกาหลีเท่านั้น

ต่อให้ตัวละครที่อายุมากกว่าอย่างพวกรุ่นพี่จะทำตัวน่าหยุมหัวชนิดที่เรียกว่า ถ้าเป็นละครไทยจะมาพร้อมบท “อีแก่บ้าน้ำลาย พูดพร่ำอะไรไม่รู้เรื่อง” ของเรยาจากเรื่องดอกส้มสีทอง หรือไม่ก็ “ถ้าจะพูดยาวขนาดนี้ วันหลังมึงไลน์มานะ อีแก่” ของนวลจากเรื่องเพลงบินใบงิ้ว อูจินก็ทำแค่เพียงก้มหน้าขอโทษ ไม่เคยคิดจะตอบโต้ และยิ่งก้มหน้ามากเท่าไหร่ ก็ทำให้ที่ยืนในชมรมของเขายิ่งน้อยลงเท่านั้น ไม่มีใครยืนอยู่ข้างอูจินเลย ต่อให้เป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันก็ไม่มีใครเข้ามาปกป้อง เพราะถ้าเสนอหน้าเข้าไปขวาง ก็เป็นการเสียมารยาทต่อรุ่นพี่

ทว่า ถึงจะยอมก้มหน้าให้เพราะระบบอาวุโส อูจินก็มีศักดิ์ศรีในตัวเอง พอถึงจุดหนึ่งคำด่าของรุ่นพี่ไม่ได้กระทบแค่เขา แต่ลามไปถึงแทฮี อูจินจึงเงยหน้าขึ้นเพื่อยืนกรานให้รุ่นพี่ขอโทษตัวเอง และจบลงที่ข้อตกลงของการท้าประลองที่ว่า หากอูจินทำสไตรก์จนอีกฝ่ายต้องออกจากสนาม (Strikeout) รุ่นพี่จะต้องขอโทษอูจิน แต่ถ้ารุ่นพี่ทำโฮมรันได้ อูจินจะต้องออกจากชมรมไป

เรื่องที่ติดค้างในใจ

พอถึงวันที่ท้าประลองกัน ถึงจะไม่ได้รับคำขอโทษเพราะผลออกมาเสมอทั้ง 2 ฝ่าย แต่อูจินก็ทำสไตรก์ได้ 1 ลูกในสนามที่มีแบตเตอร์ยืนอยู่ เขาจึงรู้สึกว่าความรู้สึกหนักอึ้งในใจเริ่มน้อยลง และพร้อมที่จะทำในสิ่งที่เขาตั้งใจมาโดยตลอด นั่นก็คือการไปพบแทซ็อบ

อูจินเล่าให้แทฮีฟังว่า แทซ็อบเป็นคนที่เขาตั้งใจไว้ว่าเมื่อไหร่ที่ทำสไตรก์ได้จะแบกหน้าไปหา แต่พอเอาเข้าจริงก็หาตัวอีกฝ่ายไม่เจอ จะขอที่อยู่จากโรงเรียนเดิมก็ไม่ได้ เพราะเป็นข้อมูลส่วนตัว แทฮีที่ไม่เข้าใจว่าเรื่องนี้มันสำคัญมากอย่างไรจึงบอกว่า ถ้าจะขอโทษก็เงยหน้าบอกบนฟ้าสิ

สำหรับอูจิน เรื่องของแทซ็อบเป็นเรื่องที่ติดค้างในใจเขามาโดยตลอด พอโดนแทฮีพูดด้วยท่าทางที่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญก็ทำให้เขาไม่พอใจ เกิดปากเสียงเล็กน้อย ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านโดยที่อูจินไม่รู้ว่าในวันถัดไปเขาจะไม่พบหน้าแทฮีแล้ว

จากที่ตามหาแทซ็อบก็กลายเป็นต้องตามหาแทฮี และทำให้เขาค้นพบความจริงจากปากแม่ของอีกฝ่ายว่า แทฮีกับแทซ็อบคือคนเดียวกัน และเด็กหนุ่มคนนั้นไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว แต่สาเหตุไม่ใช่เพราะอูจิน เพราะสิ่งที่พรากลมหายใจของแทซ็อบไปคือเนื้องอกในสมองที่ตรวจพบในวันที่ประสบอุบัติเหตุ

ตอนแรกแทซ็อบปฏิเสธการรักษา แต่พอเห็นข่าวว่าอูจินไม่สามารถขว้างลูกได้เพราะอาการยิปส์ เขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นมารับการรักษา พยายามดู พยายามตามเก็บข้อมูลของอูจินมาโดยตลอด โดยหวังว่าจะสามารถช่วยให้อูจินกลับมาพิชิตฝันตัวเองได้ และต่อให้เสียชีวิตไป ดวงจิตของแทซ็อบก็กลับมาช่วยอูจินในฐานะแทฮี

หากเรื่องติดค้างในใจอูจินคือเรื่องของแทซ็อบ เรื่องที่ติดค้างในใจจนทำให้วิญญาณของแทซ็อบหรือแทฮีไม่ไปผุดไปเกิดก็คือเรื่องของอูจิน การที่แทฮีแสดงออกก่อนหน้านี้ว่าการตามหาตัวแทซ็อบเพื่อขอโทษของอูจินดูไม่สำคัญ ก็เป็นเพราะว่าเจ้าตัวคือแทซ็อบคนนั้น และเขาส่งอูจินถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้แล้ว

และหลังจากที่ทั้งคนทั้งวิญญาณเคลียร์ใจกันด้วยการแข่งขันเบสบอลเล็กๆ 1 แมทช์ทดแทนการแข่งขันในวัยเด็กที่ทั้งคู่ยังแข่งกันไม่จบ แทฮีก็สลายหายไป เหลือเป็นความทรงจำและความรู้สึกในใจที่อูจินจะนึกถึงเมื่อก้าวลงสนาม

ความฝันที่เคยสั่นไหว กลับมาอยู่ที่เดิมได้เพราะนายรับลูกของฉัน 

힘껏 던진 순간 (วินาทีที่ทุ่มสุดตัวขว้างออกไป)

이미 완벽한 round (มันคือรอบที่สมบูรณ์แบบแล้ว)

우린 함께 빛나 (พวกเราเปล่งประกายไปด้วยกัน)

Throw it up, 지금부터 highlight (ขว้างมันออกไป จากนี้ไปคือช่วงไฮไลท์)

อ้างอิง