Come on, come on, come on, come on baby ให้คุกกี้ทำนายกัน
สำหรับเพลงคุกกี้เสี่ยงทายของ BNK48 สิ่งที่ต้องลุ้นต้องเสี่ยงคือเขาคนนั้นจะมีใจให้หรือเปล่า แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราและคนไทยอีกหลายคนทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือนก็จะเป็นเลข 6 หลัก หรืออย่างน้อยได้ 2 ตัวท้ายก็ยังดี
สำหรับคนที่ไม่เล่นหวย บางคนก็เสี่ยงโชคกับกิจกรรมอื่น เช่น ส่งฝาเครื่องดื่มลุ้นทอง ส่งซองกาแฟลุ้นรถ ส่งใบเสร็จลุ้นสิทธิเป็น Lucky Fan ของศิลปินชื่อดัง หรือบางคนก็เอาดวงของตัวเองไปลุ้นกับการ ‘จุ่ม’ หา Secret จากกล่องสุ่ม ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งสมหวังและผิดหวัง แต่ต่อให้ดวงไม่ดี อย่างน้อยเราก็มีอะไรติดไม้ติดมือ ไม่ได้เสียเปล่าทั้งหมดเหมือนการพนันที่วางเงินหมื่นแล้วแพ้ ก็จะเสียเงินทั้งก้อนไป

หลายคนจึงมองว่าการเสี่ยงโชค (Sweepstake) กับการพนัน (Gambling) เป็นคนละเรื่องกัน เราจึงมีความรู้สึกแง่ลบกับคำว่าการพนันมากกว่าการเสี่ยงโชค ทั้งในมุมที่มองว่าเป็นอบายมุขมอมเมาผลาญเงิน และมุมที่มองว่ามันยังไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าจะให้ไปปั่นสล็อตที่ไม่รู้จะชนะไหม สู้เอาเงินไปซื้อสินค้ามาลุ้นโชคขำๆ หรือหรือสลากกินแบ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายดีกว่า เพราะต่อให้ถูกกิน แต่เงินก็ถูกนำไปใช้พัฒนาประเทศ ไม่ได้ถูกจีนเทาไทยเทากินเรียบ
แต่หากไปกาง ‘พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478’ การเสี่ยงโชคก็เป็นการพนันเช่นเดียวกัน เราจึงอยู่ใกล้กับการพนันมากกว่าที่รู้ตัว
หวย การเสี่ยงโชคที่แมสที่สุด
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ คนไทยเล่นหวยกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 โดยจุดเริ่มต้นคือวิกฤติทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นติดกัน 2 ปีติดในสยาม คนไม่ยอมเอาเงินออกมาใช้ แต่เอาใส่ไหฝังดินไว้ จะกินข้าวก็ทำงานแลกเอา เงินตราจึงหายไปจากตลาดจนเป็นที่สงสัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระยาศรีไชยบาน (เดิมชื่อจีนหง) จึงเรียนว่าหากอยากให้ราษฎรขุดเงินออกมาใช้ ให้ออกหวยเหมือนในเมืองจีน รัชกาลที่ 3 จึงโปรดให้ออกหวยขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนยี่ ปีมะแม พ.ศ. 2378 โดยคนสยามเรียกว่า ‘หวย ก. ข.’
แต่เพราะสายเลือดของคนไทยที่บ้าการพนันวัดดวงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรและมีหลักฐานเป็นบันทึกของ มองสิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ (Monsieur De La Loubère) เอกอัครราชทูตพิเศษฝรั่งเศสที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ที่เขียนว่า “ชาวสยามค่อนข้างรักการเล่นการพนันเสียเหลือเกิน จนยอมผลาญตัวเองให้ฉิบหายได้…” รัชกาลที่ 5 จึงมีพระราชดำริให้ยกเลิกอากรหวย ก. ข. เนื่องจากหวยสร้างปัญหาหนี้สินและความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรเป็นอย่างมาก
แต่จะให้ยกเลิกไปเลยทันทีก็เป็นไปได้ยากในเมื่อหวยก็สร้างรายได้ให้กับแผ่นดิน จึงค่อยๆ ลดให้น้อยลง ก่อนจะยกเลิกหวย ก. ข. อย่างเด็ดขาดในปี 2459 (สมัยรัชกาลที่ 6)

ส่วนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันมีจุดเริ่มต้นมาจากปี 2417 ที่มีการออก ‘ลอตเตอรี่ (Lottery)’ ตามแบบยุโรปเพื่อหารายได้บำรุงการกุศล และจัดแสดงในวาระพิเศษต่างๆ ซึ่งในตอนนั้นจะออกเป็นครั้งเป็นคราวตามวาระที่ทางราชการต้องการใช้เงิน แต่เมื่อเห็นว่ารายได้จากลอตเตอรี่ดีมาก จึงคงอยู่เป็นอาชีพ และมีการจัดตั้งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลขึ้นในปี 2482
แค่ก้าวเข้าร้านสะดวกซื้อก็มีสิทธิได้เสี่ยงดวงแล้ว
รูปแบบของการเสี่ยงโชคและการพนันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ต่อให้ไม่เคยเขย่าไฮโล ไม่เคยเล่นหวย แต่ถ้าอิงตามนิยามของพ.ร.บ.การพนัน เราแทบทุกคนต้องเคยผ่านการใช้ดวงไปกับกิจกรรมเสี่ยงโชคมาก่อน
เงื่อนไขหลักที่จะเป็นการพนันตามพระราชบัญญัติการพนัน 2478 คือ จะต้องมีลักษณะที่ผู้เล่นมีความเสี่ยงต่อการได้หรือเสียเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นแก่กัน
โดยรูปแบบการพนันที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.จำแนกเป็นประเภทที่ห้ามเล่นโดยเด็ดขาด เช่น บาคารา สล็อตแมชชีน น้ำเต้าปูปลา ประเภทที่เล่นได้ เช่น ไพ่นกกระจอก โยนห่วง บิงโก และรวมไปถึงประเภทจัดกิจกรรมแถมพกหรือให้รางวัลด้วยการเสี่ยงโชค เช่น การจับฉลากชิงโชค
ซึ่งการจัดกิจกรรมชิงโชค จับรางวัล หรือสุ่มแจกของรางวัลเพื่อส่งเสริมการขาย จำเป็นต้องขอใบอนุญาต จากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และอนุญาตให้เล่นแต่เพียง 2 วิธีเท่านั้น ได้แก่ (1) ส่งชิ้นส่วนของสินค้าหรือบัตรสมนาคุณหรือบัตรอื่นๆ มาจับสลาก (2) ส่งข้อความ SMS หรือทางโทรศัพท์ผ่านระบบหมายเลขต่างๆ ในการทายผลตอบปัญหา หรือแสดงความคิดเห็นเพื่อชิงรางวัล โดยการพิมพ์หมายเลขของผู้ส่งแล้วนำมาจับสลาก ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต

แม้ไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าการชิงโชคแรกเป็นของแบรนด์ไหน แต่การซื้อของเพื่อชิงโชคที่ใครหลายคนคุ้นที่สุดคงหนีไม่พ้นการส่งรหัสใต้ฝาไปชิงทองของแบรนด์เครื่องดื่ม ซึ่งรายงานศึกษาฉบับสมบูรณ์ การกำกับการส่งเสริมการขายด้วยวิธีการเสี่ยงโชค พบว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2555 – 2558 ผู้ประกอบการโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม มักใช้วิธีให้ผู้บริโภคได้เสี่ยงโชคผ่านช่องทางการส่งตัวเลข หรือรหัส ด้วยวิธีส่งข้อความสั้น (SMS) ผ่านโทรศัพท์มือถือ และจูงใจผู้บริโภคด้วยการให้รางวัลใหญ่ที่มีมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ ทองคำ ตั๋วเครื่องบิน โดยในช่วงท้ายปี 2558 ได้ข้อสรุปว่า มีการยื่นขออนุญาตจัดกิจกรรมเสี่ยงโชคต่อเจ้าพนักงานปกครองเฉลี่ย 48 กิจกรรมต่อเดือน
พอนานวันเข้า หลายๆ แบรนด์ก็ใช้กลยุทธ์นี้ในการส่งเสริมการขาย ของที่เอามาสมนาคุณลุ้นโชคก็แตกต่างกันออกไปเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ของตัวเอง บางแบรนด์ให้รางวัลเป็นสิ่งของ บางแบรนด์ก็ให้รางวัลเป็นกิจกรรมกระทบไหล่ดาราดัง (Lucky Fan) กลุ่มเป้าหมายของการตลาดประเภทนี้จึงมีทุกเพศ ทุกวัย
ถ้าได้ก็ถือว่าโชคดี ถ้าไม่ได้ก็ใช้ผลิตภัณฑ์นั้นวนไป (หรือถ้ามาจากการลุ้นลัคกี้แฟน ก็เอาไปลดราคาปล่อยต่อใน #ช้อปช่วยติ่ง) ซึ่งข้อมูลการขอใบอนุญาตเป็นข้อมูลภายในของกรมการปกครอง ทำให้ไม่เห็นตัวเลขที่แน่ชัด แต่ถ้าวัดจากประสบการณ์ตรงที่ไถหน้าฟีดทุกวันรวมไปถึงร่วมลุ้นกิจกรรมเองอีกด้วย สามารถพูดได้เลยว่า คนไทยได้เสี่ยงโชคกันแทบทุกวัน
แล้วถ้าต้องมาลุ้นว่าได้ไม่ได้ กล่องสุ่มจะนับเป็นการพนันที่อยู่ภายใต้การควบคุมไหม?
หากพิจารณาตามข้อกฎหมายโดยตรง กล่องสุ่มมีทั้งที่เข้าข่ายการพนัน และไม่เข้าข่าย โดยดูได้จากองค์ประกอบ 2 อย่างคือ (1) มูลค่าสินค้าภายใน ถ้าต่ำกว่าราคาขาย จะนับว่าเป็นการพนัน และ (2) มีการสุ่มแจกรางวัลเพิ่มเติม แต่ถ้าเป็นกล่องสุ่มเหมือนพวกอาร์ตทอยที่ลุ้นว่าข้างในจะได้สีไหน ตัวอะไร จะไม่เข้าข่ายว่าเป็นการพนัน เพราะมูลค่าสินค้าด้านในเท่าราคาขายที่แปะอยู่หน้ากล่องนั่นเอง

มีสติก่อนจะเสี่ยง
ดร.เนตรปรียา ชุมไชโย นักจิตวิทยา อดีตผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้ว่า สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้คนไทยชอบเสี่ยงโชคมีอยู่ 3 อย่าง ได้แก่
(1) ต้องการความตื่นเต้น : การเสี่ยงโชคจะกระตุ้นการหลังสารเอ็นโดนฟินซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นสารแห่งความสุข จากที่เครียดๆ เบื่อๆ ก็จะสนุกขึ้นในช่วงที่กำลังลุ้น (แล้วค่อยไปหดหู่เอาทีหลังถ้าดวงไม่ดี)
(2) ต้องการเข้าสังคม : สังคมไทยเป็นสังคมแห่งป้าข้างบ้าน มักมีการเปรียบเทียบกันเกิดขึ้นเสมอ คนไทยเวลาเข้าสังคมจึงไม่อยากพูดเรื่องของตัวเอง การเสี่ยงโชค การไปมู หรือการซื้อหวยจึงเป็นเครื่องไม้เครื่องมือหนึ่งที่ใช้สร้างวงสังคมได้ โดยไม่ต้องหยิบเรื่องของตัวเองขึ้นมาให้โดนกดทับเล่นๆ
(3) ปัญหาเศรษฐกิจ : ด้วยสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน การจะลืมตาอ้าปากได้เป็นเรื่องยาก ต่อให้ทำงานหนัก ควงงาน 2 กะ มีอาชีพเสริม ก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าความพยายามจะไม่ทำร้ายใคร ชาตินี้ก็คงไม่มีวันรวย คนไทยจึงเสี่ยงโชคด้วยการซื้อหวย เผื่อพรุ่งนี้รวยจริงตามคำอวยพรของแม่ค้าแผงหวย

แต่นอกจากปัจจัยทั้ง 3 นี้ การเสี่ยงโชคที่เข้าถึงง่ายก็มีส่วนกระตุ้นให้คนอยากควักเงินมาวัดดวงเช่นกัน เช่น การจำหน่ายสลากดิจิทัลบนแอปพลิเคชันเป๋าตังที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจนมียอดจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 105 ล้านฉบับต่องวดสำหรับสลาก L6 และราว 3 ล้านรายการต่องวดสำหรับสลาก N3
แถมยังมีการโฆษณาเชิญชวนหลายรูปแบบ เช่น การโฆษณาเชิญชวนให้มาร่วมกิจกรรมจากศิลปินที่เป็นพรีเซนเตอร์ของแบรนด์นั้นๆ อีกด้วยที่ทั้งเปิดการมองเห็นให้กับบุคคลทั่วไป และกระตุ้นยอดขาย
แต่ถึงจะมีการควบคุมโดยกฎหมาย ผู้บริโภคอย่างเราก็ต้องมีสติทุกครั้งก่อนจะซื้ออะไร เพราะอาจจะโดนเอาเปรียบจากแบรนด์ที่จัดกิจกรรมได้ เช่น ไม่ขอใบอนุญาตแต่สอดแทรกการสุ่มผ่านเงื่อนไข “เขียนคำตอบ/ทำคลิปให้โดนใจกรรมการ” แต่สุดท้ายก็สุ่มอยู่ดีโดยไม่มีเจ้าหน้าที่จากกรมการปกครองร่วมตรวจสอบ

เพราะฉะนั้นหากอยากเสี่ยงดวงที่ต้องมีการซื้อสินค้า สิ่งแรกที่เราควรทำคือ การอ่านเงื่อนไขอย่างครบถ้วน และหากรูปแบบกิจกรรมมีลักษณะที่ต้องเสี่ยงดวง ต้องตรวจดูหมายเลขใบอนุญาตจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคก่อนเสมอ หากกิจกรรมไหนเสี่ยงดวงจริงแต่ไม่มีเลขใบอนุญาต สามารถแจ้งความได้ทันที อย่าปล่อยให้แบรนด์สินค้าเอาเปรียบเราทั้งที่การขอใบอนุญาตมีค่าธรรมเนียมไม่สูง คิดตามระยะเวลาตั้งแต่วันที่เริ่มเปิดให้ร่วมกิจกรรม ไปจนถึงวันที่จับรางวัลเสร็จสิ้น
ตัวอย่างเช่น กิจกรรมมีระยะเวลาเกิน 1 เดือน แต่ไม่เกิน 6 เดือน ก็จะมีอัตราค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 6,000 บาท/ครั้ง
และนอกจากการเรื่องเงินๆ ทองๆ อีกเรื่องที่สำคัญสำหรับการเสี่ยงโชค คือ การเตรียมใจ ต่อให้ซื้อหวยหลายใบหรือทุ่มซื้อสินค้าเป็นแสน ก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าเราจะโชคดีมากพอที่จะได้รับรางวัล การลงทุนเพื่อเสี่ยงโชคจึงไม่ต่างอะไรกับการพนัน มิหนำซ้ำ หากดวงไม่ดีแล้วผิดหวังบ่อยๆ ก็ย่อมกระทบต่อสุขภาพจิตอีกด้วย
ก่อนทำอะไรจึงต้องอย่าลืมท่องในใจว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน แม้จะเป็นการซื้อสินค้าเพียงไม่กี่ชิ้นเพื่อร่วมสนุกก็ตาม
อ้างอิง
