เรื่องราวของหญิงสาวผู้อัปเกรดตัวเองขนานใหญ่เพื่อไต่บันไดชนชั้น พล็อตเรื่องแบบนี้ไม่ได้แปลกใหม่อะไรเลย ดั่งที่หลายคนคุ้นกับเนื้อเพลงของแม่พุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่ร้องถึง ‘ดาวเรือง’ สาวชาวบ้านที่พยายามชุบตัวเป็น ‘แววดาว’ ไว้ในบทเพลงดาวเรืองดาวโรย
แต่ถ้าเพลงแม่พุ่มพวงเฉพาะกลุ่มไป ตัวอย่างที่ใกล้ตัวขึ้นมาอีกนิดคือ ‘เรยา วงเศวต’ ตัวเอกละครดอกส้มสีทอง ผู้รังเกียจชื่อเล่นบ้านๆ นามว่า ‘แขก’ จนต้องเปลี่ยนมาเป็น ‘ฟ้า’ และกลายเป็นวลีฮิต ‘ถ้าฟ้าต้องเสียตัว ฟ้าต้องได้เป็นแอร์’

และตอนนี้เรากำลังมี ‘ฟ้า’ คนใหม่ จากซีรีส์วิมานอากาศ ที่มีชื่อเดิมว่า ‘เอี้ยง-บุญแฮง โคกค้ำ’ (รับบทโดย พิยดา จุฑารัตนกุล) ความพิเศษของฟ้าคนใหม่นี้ ไม่ใช่ปูมหลังความจนที่เธอสลัดทิ้งไว้ในอดีตเท่านั้น แต่คือความเป็นอีสานที่ถูกใส่เข้าไปในทุกรายละเอียด ทั้งชื่อเล่นเดิม ชื่อจริง นามสกุล ความชอบเล็กๆ น้อยๆ อย่างน้ำผักหนอก ไปจนถึงความรู้รอบตัวเรื่องอาหารพื้นบ้านอย่างต้มน้องวัว โดยใช้ตัวละครเพื่อนวัยเด็กอย่างดา (รับบทโดย มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล) เป็นกลไกในการย้ำเตือนกำพืดเดิม ควบคู่ไปกับหน้าที่ในฐานะตัวละครคู่เปรียบ (Foil) คอยขับเน้นนิสัยใจคอของฟ้าให้ยิ่งเด่นชัด
เป็นแม่คนทั้งคู่ แต่คนหนึ่งสอนลูกให้เอาชนะ ส่วนอีกคนสอนให้แบ่งปัน
แต่งงานกับอาจารย์หมอทั้งคู่ แต่คนหนึ่งเจ้ายศเจ้าอย่าง ขณะที่อีกคนถึงไหนถึงกัน
และที่สำคัญ มาจากอีสานทั้งคู่ แต่คนหนึ่งปกปิด ส่วนอีกคนกลับนำเสนออย่างภาคภูมิ
เห็นได้ชัดว่ามีฝ่ายหนึ่งเขียนมาให้คนเอ็นดู ขณะที่อีกฝ่ายที่เขียนมาให้ถูกหมั่นไส้ ในบทละครต้นฉบับของเกาหลีเองก็วางบทเอาไว้แบบนี้เช่นกัน ทว่าหลังฉายจริงเสียงตอบรับกลับต่างออกไป ฝ่ายที่ได้รับความเห็นใจจากผู้ชมมากกว่ากลับเป็นฟ้าที่ถูกตามจับผิดด้วยท่าทีราวกับจ้องจะเผยความลับอยู่ตลอด

เป็นไปได้หรือไม่ว่าความเข้าอกเข้าใจที่คนดูมอบให้ฟ้าและความไม่เห็นด้วยกับการกระทำของดาในครั้งนี้ อาจมาจากการที่สังคมเราตระหนักมากขึ้นว่า ในอดีตชาวอีสานเคยต้องเผชิญกับภาพจำและอคติที่ร้ายกาจเพียงใด จนถึงขั้นที่ต่อให้ตัวละครปิดบังชาติกำเนิดหรือเปลี่ยนชื่อหนีอดีตก็พอเข้าใจได้
“ฉันไม่เห็นว่าการยอมรับว่าเธอคือเอี้ยง-บุญแฮง โคกค้ำ มันจะไม่ดีตรงไหน”
ดากล่าวในฉากหนึ่ง และสาเหตุที่ตัวเธออาจไม่มีวันเข้าใจฟ้านั้นชัดเจน นอกจากจะไม่เคยถูกแปะป้ายว่าเป็นลูกสัปเหร่อ ‘ดารินทร์’ ชื่อโดยกำเนิดของเธอยังฟังดูเข้าพวกกับคนเมือง ต่างจากเอี้ยง-บุญแฮง โคกค้ำ ชื่อที่กลิ่นอายอีสานเด่นชัดและตกยุคจนลุกลามเป็นบทสนทนาหัวข้อฮิตในกลุ่มแฟนซีรีส์
กำพืดที่ต้องลืมเพื่อให้รอด
การเปลี่ยนชื่อเพื่อผลประโยชน์ทางสังคม-เศรษฐกิจคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่หลายคนเข้าใจ และที่สำคัญคือไม่ได้เกิดแค่ในไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทั่วโลก
ตัวอย่างกรณีศึกษาในโลกตะวันตก เช่น งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์แรงงานจากมหาวิทยาลัยชิคาโก (University of Chicago) พบว่า เมื่อแรงงานอพยพจากยุโรปตะวันออกที่มาทำงานในสวีเดนเปลี่ยนนามสกุลให้ฟังดูกลางๆ (Neutral) หรือคล้ายนามสกุลสวีเดน รายได้ต่อปีของพวกเขาจะเพิ่มสูงขึ้น
หรือกรณีคล้ายกันในสหรัฐฯ คือหากชาวอเมริกันผิวสีเปลี่ยนชื่อให้ฟังดูคล้ายคนขาว จะมีโอกาสได้งานมากขึ้น โดยวิจัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในกลุ่มหัวข้อดังกล่าวคือ “ชื่อเอมิลีหรือเกร็กดูน่าจ้างว่าชื่อลาคีชาหรือชามาลจริงไหม?” (Are Emily and Greg More Employable Than Lakisha and Jamal?) ที่ทดลองส่งเรซูเม่ปลอมกว่า 5,000 ฉบับไปสมัครงานตามบริษัทต่างๆ ผลคือชื่อสกุลที่ฟังดูคล้ายคนขาวอย่างเอมิลี วอลช์ (Emily Walsh) หรือเกรกอรี เบเกอร์ (Gregory Baker) มีอัตราได้รับการติดต่อกลับมากกว่าชื่อที่ฟังดูเหมือนแอฟริกัน-อเมริกันถึง 1.5 เท่า

วิธีวิจัยแบบเดียวกันนี้ถูกนำไปใช้ซ้ำในหลายประเทศและให้ผลลัพธ์ค่อนข้างสอดคล้องกัน สุดท้ายจึงเกิดเป็นแนวคิดการสรรหาบุคลากรแบบไม่ระบุชื่อ (Name-Blind Recruitment) ที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรนำไปบังคับใช้จริงในหน่วยงานราชการหลักๆ ของประเทศ
ในบริบทของประเทศไทย แม้จะยังไม่เคยมีงานวิจัยด้านการเปลี่ยนชื่อเพื่อแสวงหาการยอมรับ เงิน หรือโอกาสในหน้าที่การงาน แต่ก็มีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐไทยช่วงปี พ.ศ. 2475 เคยใช้นโยบายชาตินิยมเข้มงวด ส่งผลให้แรงงานต่างชาติถูกกีดกันและมองเป็นคนนอก เช่น กลุ่มชาวจีน แต่ต่อมาพวกเขาพยายามปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมสยามด้วยการเปลี่ยนแซ่จีนเป็นนามสกุลภาษาไทย แล้วนามสกุลก็กลายมาเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คนจีนจำนวนมากเปลี่ยนผ่านสถานะจากต่างด้าวมาสู่พลเมืองไทยอย่างรวดเร็ว
ไม่ภูมิใจรากเหง้าอยู่แล้วเป็นนิสัย หรือเพราะสังคมกล่อมเกลา
อย่างไรก็ดี กระบวนการที่เกิดขึ้นกับชื่อจีนและชื่ออีสานนั้นต่างกันอยู่พอสมควร ทั้งในแง่ของระดับความรุนแรงและแรงจูงใจ เพราะแม้แบบแผนและสไตล์การตั้งชื่อของคนอีสานจะมีเอกลักษณ์ แต่อย่างไรก็ใช้ภาษาไทยที่คนส่วนใหญ่รู้ความหมายและพอคุ้นชิน เช่น คำหล้า บุญมา ก้อนคำ เป็นต้น แรงจูงใจในตั้งหรือเปลี่ยนชื่อให้ดูไทยกลางมากขึ้นจึงมักขับเคลื่อนโดยปัจจัยทางอ้อมเสียมากกว่า
ผลสำรวจจากวิจัย “Diglossia and Identity in Northeast Thailand: Linguistic, Social, and Political Hierarchy” ของผศ.ดร. เสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเลกซานเดอร์ นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์เชิงสังคมมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จากการให้ผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามและเขียนความเรียงสะท้อนความรู้สึก พบว่า ความรู้สึกอับอายในรากอีสานมักเริ่มปลูกฝังตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนผ่านกลไกหลายอย่าง

เริ่มจากการที่ภาษาอีสานค่อยๆ ถูกขับออกจากสถานที่ราชการโดยการปลูกฝังตั้งแต่ที่โรงเรียนว่า ควรเก็บภาษาอีสานไปพูดที่บ้าน เพราะเป็นภาษาถิ่น ไม่ใช่ภาษาหลักของประเทศ ผลคือกว่า 90% ของชาวอีสานเลือกเปลี่ยนมาใช้ภาษากลางเมื่ออยู่ที่สถานีตำรวจ ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ และโรงพยาบาล เพราะสุภาพ ทางการ และมีความเหมาะสมกว่า
แล้วทัศนคติจากทั้งสถาบันการศึกษาก็ค่อยๆ ถูกส่งต่อไปยังสถาบันครอบครัว พ่อๆ แม่ๆ ในพื้นที่ภาคอีสานเล่าว่า พยายามเปลี่ยนมาพูดภาษาไทยกลางกับลูก แม้ตัวเองจะไม่ถนัดหรือรู้สึกขัดธรรมชาติอยู่บ้าง เหตุผลคือลูกหลานจะได้ภาษากลางเป็นเครื่องมือในการการขยับชนชั้นทางสังคม (upward social mobility)
นอกจากจะช่วยให้ดู ‘มีการศึกษา’ ขึ้นแล้ว ยังอาจช่วยตัดปัญหาเรื่องการถูกเพื่อนล้อไปในตัว โดยหลายครอบครัวมองว่า ควรสอนพูดภาษาไทยกลางตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ลูกไม่ติดทั้งสำเนียงและศัพท์แบบอีสานเวลาพูดกลาง โดยอาจเริ่มจากเรื่องรอบตัวอย่างคำเรียกเครือญาติภาษากลาง เช่น ให้ใช้คำว่ายาย ไม่ใช่แม่ใหญ่
ผลจากการบ่มเพาะในวัยเด็กสามารถติดตัวเด็กไปได้จนโต เยาวชนส่วนหนึ่งจึงเคยชินกับการคอยเว้นระยะห่างจากความเป็นอีสานเพื่อรักษาภาพลักษณ์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ชีวิตวัยรุ่นในอำเภอเมือง

ในแบบสอบถาม พวกเขาเล่าว่าตัวเองและเพื่อนต่างมีพฤติกรรมซ่อนสำเนียงอีสานอย่างการเลี่ยงคำอุทานว่าเอ๊อะ หรือพยายามออกเสียงคำควบกล้ำให้ชัดขึ้น เช่น ไม้กวาด (ไม่ใช่ไม้กวด) เปลี่ยน (ไม่ใช่เปี่ยน) เป็นที่มาของวลีที่ว่า “อยากรู้ว่าใครเป็นคนอีสาน ให้ดูว่าถึงสระบุรีแล้วเลี้ยว ‘ขัว’ หรือเปล่า”
บางรายอาจถึงขั้นแกล้งพูดภาษาอีสานไม่ได้เวลามีคนนอกเข้ามาคุยด้วย เพราะกลัวถูกมองด้วยภาพจำเชิงลบที่ดูล้าหลัง ยากจน ไม่มีการศึกษา หรือเป็นตัวตลก อย่างที่หลายคนอาจเคยเห็นมาจากหนังหรือละคร
เมื่อโตมาในสภาพแวดล้อมที่ภาษาและสำเนียงถูกตีกรอบไว้เช่นนี้ หากคนที่ย้ายเข้ากรุงเทพฯ มาด้วยชื่อสกุลกลิ่นอายอีสานเด่นชัดอย่างเอี้ยง-บุญแฮง จะอยากรู้สึกเปลี่ยนชื่อให้เข้าพวก กล่าวคือดูคล้าย ‘กรุงเทพเนทีฟ’ มากขึ้น ก็คงไม่แปลก
แล้วคนไทยรู้ได้ยังไง ชื่อไหนบ้านๆ และชื่อไหนไฮโซ
มนุษย์ยุคแรกเริ่มส่วนใหญ่ตั้งชื่อตามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจ้าของชื่อ หรือไม่ก็ตั้งชื่อที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ เช่น ดำ โต เอียด แก้ว ช้าง แล้วต่อมาจึงค่อยพัฒนาสู่การตั้งชื่อโดยอิงจากความเชื่อ ก่อนไปสู่ยุคที่ชื่อเริ่มสะท้อนค่านิยมที่สังคมปรารถนา ฉะนั้น หากพูดถึงประชากรกลุ่มชนชั้นกลางลงไป ในอดีตคนอีสานกับคนไทยกลางอาจไม่ได้มีวิธีการแตกต่างกันขนาดนั้น เพียงแต่การเลือกสรรคำอาจแตกต่างกันไปบ้างตามภาษาเฉพาะถิ่น
ยกตัวอย่างเช่น ชื่อหมวดสีอย่างคำ ทอง แดง ดำ หรือเขียว ปัจจุบันถูกนำไปผูกกับภาพความไทบ้านก็จริง แต่หากย้อนกลับไปก่อนยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นซึ่งนิยมนำคำพยางค์เดียวมาตั้งชื่อเสียเป็นส่วนใหญ่ คำ ทอง แดง ดำ หรือเขียว ก็ไม่ถือเป็นชื่อที่ ‘บ้านนอก’ หรือด้อยกว่าทางภาษาแต่อย่างใด
ความเปลี่ยนแปลงมาถึงพร้อมการเกิดชนชั้นใหม่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 กลุ่มคนจีนที่เคยกล่าวถึงไปแล้วนั่นเอง เนื่องจากในกระบวนการแปลงแซ่มาเป็นนามสกุลไทย พวกเขาไม่ได้ทำแค่แปลหรือลากเข้าความ (Folk Etymology) เท่านั้น ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์เรื่อง ‘ลักษณะความแตกต่างของชื่อกับชนชั้นในระบบการเมืองไทย’ ของสมเจตน์ เผลื่องนุช ชี้ว่า ชนชั้นกระฎุมพีเชื้อสายจีนยังพยายามเลียนแบบรูปแบบการตั้งชื่อของชนชั้นนำเดิม คือ
- ใช้คำบาลี-สันสกฤต เช่น รัตน- ทิพย- ณัฐ-
- สัมผัสเสียงแพรวพราว เช่น ลัลน์ลลิต สิริโสภณ พิมพ์พรรณ
- ใช้วิธีประสมคำซับซ้อน เช่น วรรณธนา วรุษฐา เกษสุรีย์
- มีความหมายสื่อถึงความสูงส่ง เช่น ปรเมศวร์ ทิพย์เกสร ระพีพัฒน์
- มีความยาว 3-5 พยางค์ เช่น อึ้งอำนวยวิทย์ (เดิมคือแซ่อึ้ง) ตันติพานิชกุล (เดิมคือแซ่ตั้ง)
เมื่อเส้นแบ่งระหว่างชนชั้นสูงทางชาติชาติตระกูลกับชนชั้นสูงทางเศรษฐกิจพร่าเลือนลง และคนเมืองเริ่มหันมานิยมตั้งชื่อด้วยแนวทางดังกล่าว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ดูร่ำรวยมียศฐาตามๆ กัน ในที่สุดชื่อที่ไม่เข้าเกณฑ์นี้จึงถูกรับรู้ว่าบ้านนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อที่ประสมกับคำภาษาถิ่นอย่างคำผาย คำหล้า บุญโฮม หรือบุญแฮง

ชื่อใหม่ของตัวละครเอี้ยง-บุญแฮงอย่าง ‘ฟ้า-สลิลาทิพย์ เกียรติสถิตสกุล’ เองก็สอดคล้องกับหลักการตั้งแบบชนชั้นสูงนี้ เธอจึงสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังแต่งงานท่ามกลางผู้อยู่อาศัยระดับเศรษฐีของหมู่บ้านสกายแคสเซิลได้อย่างแนบเนียน
สิทธิที่จะเรียกตัวเองด้วยนามที่พึงใจ
บทบาทของอีซูอิม (ตัวละครต้นแบบของดา) ในซีรีส์ Sky Castle ฉบับเกาหลี เริ่มต้นไม่ต่างกับดาในวิมานอากาศมากนัก คือจำหน้าเพื่อนสมัยเด็กได้เลยพยายามจะทักทายแสดงตัวเอง ที่แตกต่างชัดเจนคือท่าทีของเธอหลังฝ่ายฮันซอจิน (ตัวละครต้นแบบของฟ้าหรือเอี้ยง) ปฏิเสธชัดเจนว่าตนไม่ใช่ลูกคนขายเลือดวัวที่ชื่อกวักมีฮยัง

หลังเหตุการณ์นี้ ขณะที่ในฉบับเกาหลีซูอิมเลือกเก็บความสงสัยไว้ในใจ เผชิญหน้าตรงๆ บ้างแต่ไม่คาดคั้น หรือกระทั่งตอนหลังที่รู้แน่ชัดแล้วก็ไม่เคยตั้งใจเปิดโปงซอจินเลย แค่เผลอหลุดปากเพราะโดนจี้เท่านั้น ต่างจากในฉบับไทย นอกจากดาจะแอบทดสอบความเป็นอีสานของฟ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลังบอกความลับของฟ้าออกไป เธอยังแสดงท่าท่าทีเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายถูกอีกด้วย
ในประเทศไทย การเปลี่ยนชื่อถือเป็นเรื่องปกติ มีระบบรองรับทางกฎหมาย อีกทั้งขั้นตอนเปลี่ยนยังไม่ยาก อย่างน้อยก็ไม่ต้องผ่านการขึ้นศาลต่างๆ เหมือนในประเทศอินโดนีเซีย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเชื่อเรื่องชื่อมงคล ชื่อกาลกิณี หรือกระทั่งการเปลี่ยนชื่อเพื่อหลอกผีและเจ้ากรรมนายเวรที่หมายเอาชีวิตนั้น อยู่คู่วัฒนธรรมเรามาก่อนเทคโนโลยีทะเบียนราษฎร์เสียอีก
แต่การเปลี่ยนชื่อเพื่อสร้างตัวตนใหม่หรือกระทั่งปฏิเสธตัวตนเดิมกลับไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก หากไม่นับชุมชนคนข้ามเพศและนอนไบนารี งานวิจัยด้านสังคมวิทยาของมหาวิทยาลัยเกลฟ (University of Guelph) เรื่องการเปลี่ยนชื่อของคนข้ามเพศในแคนาดาเผยว่า ชื่อใหม่สามารถทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างและยืนยันอัตลักษณ์ ผู้ร่วมตอบแบบสอบถามงานวิจัยส่วนหนึ่งมองว่า ชื่อใหม่เปรียบเหมือนสื่อกลางที่ช่วยให้ตัวตนจริงภายในสามารถออกมาแสดงตัวต่อสังคมได้ การที่เพื่อนหรือครอบครัวยืนกรานเรียกชื่อเก่าจึงทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บปวด เหมือนโดนปฏิเสธตัวตน แม้ผู้เรียกอาจไม่มีเจตนาลบเลยก็ตาม

ฉะนั้น หากสิทธิที่จะกำหนดตัวตนด้วยชื่อเรียก (Right to Linguistic Self-Determination) คือสิทธิที่ฟ้าใช้ การกระทำของดาก็คือการละเมิดสิทธินั้น ทั้งที่รู้ว่าฟ้ามีอดีตอันเจ็บปวดผูกมากับชื่อเอี้ยง-บุญแฮง โคกค้ำ ที่เธอย้ำถึงนักหนา
แต่จิตวิญญาณอีสานกำลังกลับมาทวงคืน
อันที่จริง ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่อีสานเท่านั้น ปัจจุบันวัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ได้ถูกมองเป็นขั้วตรงข้ามของความทันสมัยอีกแล้ว ผศ.ดร.ธนิกาญจน์ จินาพันธ์ ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยรามคำแหง วิเคราะห์ว่า ภายหลังปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา เริ่มเกิดพื้นที่ให้วัฒนธรรมท้องถิ่นได้ต่อรอง เล่นล้อ และท้าทายอำนาจของวัฒนธรรมกระแสหลักมากขึ้นทีละน้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมถิ่นอีสาน ภูมิภาคซึ่งมีจำนวนประชามากที่สุดในประเทศ รู้ตัวอีกทีในปี พ.ศ. 2563 กว่า 7 ใน 10 อันดับเพลงไทยที่มียอดวิวมากที่สุดบนยูทูบต่างมีพื้นเพเป็นคนอีสาน ไม่ว่าจะเป็นมนต์แคน แก่นคูน จากยโสธร 976 ล้านวิว (อันดับ 1) พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ จากหนองคาย 587 ล้านวิว (อันดับ 4) Illslick จากขอนแก่น 579 ล้านวิว (อันดับ 5) ไปจนถึงจินตหรา พูนลาภ จากร้อยเอ็ด 444 ล้านวิว (อันดับ 8)
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยุคสมัยได้หมุนเปลี่ยนไปแล้ว วัฒนธรรมป็อปเริ่มหวนกลับมาหากลิ่นอายท้องถิ่น และไม่ว่าตามเนื้อเรื่อง เอี้ยง-บุญแฮงจะรักและภูมิใจในความเป็นอีสานหรือไม่ ชื่อนี้ก็คือเหตุผลหลักที่ทำให้เธอเป็นดาวเด่นของวิมานอากาศผู้ไม่เคยห่างหายไปจากไทม์ไลน์สื่อโซเชียล

อ้างอิง
European Journal of Applied Linguistics
