เป็นแม่ เป็นทหาร เป็นพระเจ้า และเป็นพนักงานออฟฟิศ : ‘Grounded’ ละครเวทีเล่นคนเดียว เล่าเรื่องนักบินหญิงที่ปลิดชีวิตตอนคนกลางวัน กล่อมลูกนอนตอนกลางคืน

Grounded คุณศัพท์ภาษาอังกฤษคำนี้แปลได้หลายแบบ แปลตรงบริบทในแวดวงการบินของเรื่องที่สุดได้ว่าโดนสั่งห้ามบิน แต่น่าทึ่งดีที่ความหมายอื่นๆ ของมัน ทั้งการโดนลงโทษกักบริเวณ โดนตรึงติดที่ หรือบุคลิกลักษณะที่ติดดิน มีเหตุผล อยู่กับความเป็นจริง ต่างก็เข้ากับตัวเอกและเรื่องราวในละครเสียเหลือเกิน

ละครเวที ห้ามบิน (Grounded) เล่าถึงตัวเอกไร้นามและตัวละครหนึ่งเดียวของเรื่อง คือนักบินรบหญิงตัวท็อปของกองทัพอเมริกันยุครอยต่อของสงครามต่อต้านก่อการร้าย (War on Terror) ในชีวิตทำงานช่วงแรกเริ่ม เธอออกรบโดยการขับเครื่องบิน F-16 ฉวัดเฉวียนอยู่บนฟ้า สังหารศัตรูแบบซึ่งหน้า และกลับบ้านแค่ปีละครั้ง 

ทว่าหลังถูกทารกในครรภ์ฉุดลงจากฟ้าลงมารับบทแม่และภรรยาบนพื้นดินได้ไม่นาน เทคโนโลยีซึ่งรุดหน้าต่อเนื่องก็เปลี่ยนโฉมหน้าสงครามที่เธอรู้จักไปตลอดกาล เมื่อกลับเข้ากองทัพไปอีกครั้ง ไม่มีแล้วเครื่องบิน F-16 และผืนฟ้ากว้างสุดลูกหูลูกตาที่เธอรัก มีเพียงห้องบังคับการทางไกล โดรนสังหาร และหน้าจอสี่เหลี่ยมฉายภาพภูมิประเทศสีเทาชวนอึดอัด 

ฉันบอก ตอแหล คุณไม่ได้ใช้เงินเป็นล้านๆ ดอลลาร์ฝึกฉันเล่นเครื่องบินบังคับนะเว้ย! คุณต้องการนักบินรบ! คุณต้องใช้นักบินรบ! หรือนี่คือบทลงโทษ เขาถาม อะไรนะ ฉันบอก เพราะท้องเหรอถึงลงโทษกันแบบนี้

จากบทละครสำหรับเล่นคนเดียวของจอร์จ แบรนต์ (George Brant) ที่ครั้งหนึ่งเคยมีแอนน์ แฮตธาเวย์ (Anne Hathaway) นำแสดงบนเวทีบรอดเวย์ กลุ่มละคร Scarlette Theatre ได้อำนวยการสร้างเวอร์ชันของคนไทยขึ้นมา โดยมีศิลปินศิลปาธรสาขาการแสดง จารุนันท์ พันธชาติ มากำกับเวที และได้ มาเรียน พุ่มอ่อน โค้ชสอนการแสดงประจำรายการ True Academy Fantasia 2026 มารับบทนำ 

แม่ที่เป็นทหาร

บทประพันธ์ต้นฉบับได้แรงบันดาลใจมาจากรูปถ่ายใบหนึ่งที่แบรนต์บังเอิญไปเห็น ผู้หญิงในรูปอายุราวสามสิบกว่า รูปสวมชุดสีเขียว หิ้วหมวกนักบินแนบสีข้าง สายตาจ้องตรงมาที่กล้องดูขึงขังไร้รอยยิ้มสมเป็นทหารยศสูง พื้นหลังภาพคือท้องฟ้าสว่างโพลน

ทว่าท่ามกลางองค์ประกอบน่าสนใจมากมาย แบรนต์พบว่าสิ่งที่ทุกคนมักสังเกตเป็นอย่างแรกเมื่อมองภาพคือท้องโย้ๆ ของนักบินหญิง เธอกำลังตั้งครรภ์นั่นเอง นอกจากเรื่องนั้นแล้วดูเหมือนคุณลักษณะอื่นของเธอจะไม่สำคัญเท่าไหร่ในสายตาผู้พบเห็น

มันช่างเป็นภาพที่ชวนตะลึง ความเป็นแม่ ความเย้ายวน และความเป็นนักรบในภาพเดียว — จอร์จ แบรนต์ 

พันตรีหญิง ตัวเอกของเรื่องจึงได้รับคุณลักษณะเหล่านั้นมาด้วย เธอแกร่งกล้าและก๋ากั่น สวยแค่ไหนผู้ชายก็ยำเกรงเกินจะเข้าหา มีเพียง เอริก (Eric) ผู้ซึ่งภายหลังกลายมาเป็นสามีเท่านั้นที่ไม่กลัวว่า การมีคนรักเป็นผู้หญิงเก่งจะทำให้ตัวเองดูด้อยลง เธอจึงมีสัมพันธ์กับเขาและท้องขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว

ที่เนื้อเรื่องส่วนนี้ของละครหลุดจากวิธีการวางปม (Conflict) เดิมๆ ได้ ส่วนหนึ่งเพราะพันตรีหญิงไม่ได้ไม่เต็มใจจะเป็นแม่คน กลับกันด้วยซ้ำ แม้จะอาลัยอยู่บ้างที่ต้องพักจากการบิน แต่ในห้องบิน ตอนที่เพิ่งรู้ตัวว่ากำลังแพ้ท้อง เธอพูดกับ แซม (Sam) ลูกสาวซึ่งขณะนั้นยังเป็นเพียงตัวอ่อนในผนังมดลูกว่า เธอตื่นเต้นเหลือเกินกับบทใหม่ของชีวิต

การบินกับการเป็นแม่จึงไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อกันเพราะความรู้สึกไม่พร้อมของเธอ แต่เพราะสังคมและสภาพแวดล้อมในกองทัพไม่ยินยอมให้เธอเป็นทั้งสองอย่างได้อย่างเต็มที่ และเพราะทั้งสองหน้าที่นี้ต่างเรียกร้องสิ่งเดียวกันคือแรงกายและเวลาชีวิต

ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ (คลำท้อง) แต่ฉันก็เกิดมาเพื่อสิ่งนั้นเหมือนกัน (ชี้ไปบนฟ้า)

หนึ่งในบทพูดที่น่าจดจำที่สุดในเรื่อง จึงไม่ได้กลั่นออกมาจากจิตใจที่สับสน แต่เป็นการยืนยันอย่างหนักแน่นว่าตนเป็นได้ทั้งสองอย่าง เป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างแรงกล้าที่สังคมกดดันให้ผู้หญิงเลือกแค่ทางใดทางหนึ่ง ขณะที่ผู้ชายสามารถเป็นพ่อคนได้โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงในหน้าที่การงานใดๆ

พระเจ้าที่เป็นพนักงานออฟฟิศ

ระบบรบทางไกลเพิ่งเข้ามามีบทบาทในกองทัพสหรัฐฯ ช่วงท้ายภารกิจอิรักช่วงปลายทศวรรษ 2000 พอๆ กับช่วงที่บารัก โอบามา (Barack Obama) เพิ่งขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จากนั้นในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ขณะที่แบรนต์กำลังเขียนบทละครเรื่องนี้ขึ้น ระบบใหม่ก็กำลังเข้าที่เข้าทางพอดี ในภารกิจรบที่อัฟกานิสถานซึ่งยังดำเนินต่อ เครื่องบินขับไล่ (Fighter Aircraft) แบบที่ตัวเอกเคยขับจึงหมดไปจากสมรภูมิรบ เหลือไว้แค่โดรนสอดแนมและโดรนติดอาวุธ

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเร็วจนตัวเอกปรับตัวไม่ทัน จากบินเสี่ยงชีวิตเหนือน่านฟ้า บัดนี้เธอต้องมานั่งรบในห้องแอร์ไม่ต่างจากพนักงานออฟฟิศ ส่วนเป้าหมายโจมตีที่ในอดีตหากเสียเลือดเนื้อก็ได้เห็นกันจะๆ ต่อหน้า มาวันนี้กลายเป็นจุดเล็กๆ บนจอ จึงเกิดระยะห่างทางศีลธรรมขึ้น ใครได้เข้ามาเปลี่ยนกะขึ้นแท่นบังคับก็เหมือนได้เล่นบทพระเจ้าชี้เป็นชี้ตายคนได้ชั่วคราว 

แน่นอนว่านางเอกของเราเองก็ไม่ต่างกัน ทีแรกเธอต่อต้านและรู้สึกเสียศักดิ์ศรี แต่พอได้ลองนำทีมทำภารกิจสำเร็จ ได้โจมตีฝ่ายตรงข้ามราบเป็นหน้ากลองได้ด้วยจอยสติ๊กเล็กๆ เธอก็มีรอยยิ้มและเริ่มลำพองขึ้นมาเหมือนเด็กที่เคลียร์ด่านยากในเกมได้

แม้จะเล่ารายละเอียดการทำงานให้ใครฟังไม่ได้ เพราะเป็นความลับที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ แต่เธอกับเอริกก็มีรหัสลับไว้สื่อสารกัน หากวันไหนเธอขับรถกลับมาถึงโดยไม่เปลี่ยนจากเครื่องแบบเป็นชุดอยู่บ้าน นั่นหมายความว่าวันนั้นเธอทำบางอย่างสำเร็จ คืนนั้นพวกเขาก็จะดื่มฉลอง ก่อนไปจบที่ห้องนอนด้วยการมีเซ็กซ์กัน

แต่นานไป จากที่เคยเป็นเครื่องหมายของเรื่องน่ายินดี เครื่องแบบนักบินก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ของแผลใจและความเครียดที่เธอสวมใส่กลับมาบ้าน พันตรีหญิงไม่ได้จงใจใส่เครื่องแบบกลับมาอวดสามีอีกแล้ว แค่เหม่อลอยจนลืมเปลี่ยนเสื้อผ้าต่างหาก 

เธอโดนเข้าแล้ว ในที่สุดชีวิตประจำวันที่ต้องสอดส่องสายตาจากบนฟ้าลงไปสอดแนมศัตรู คอยเฝ้ารอจังหวะเหมาะในการปลิดชีวิตคนอยู่ตลอดเวลาก็เริ่มส่งผลร้ายต่อสภาพจิตใจเธอ เธอเริ่มเห็นรถที่เหมือนกับคันที่ตัวเองขับ เห็นว่าทะเลทรายอัฟกานิสถานไม่ได้ต่างจากทะเลทรายในรัฐเนวาดาที่เธอกับครอบครัวอาศัยอยู่เท่าไร เห็นกระทั่งใบหน้าของแซม ลูกสาวตัวเองทับซ้อนกับเด็กๆ ของชนชาติศัตรู

การตกอยู่ในสภาพ ‘Grounded’ ตามชื่อเรื่อง ไม่ว่านั่นจะหมายถึงการถูกห้ามบิน ถูกลงโทษ ถูกผูกติดอยู่กับพื้นดิน หรือถูกดึงสติกลับสู่โลกความเป็นจริง จึงไม่ใช่เพียงเรื่องผลกระทบทางใจส่วนบุคคล แต่ยังเป็นเรื่องของระบบที่มอบอำนาจให้คนตัวเล็กตัวน้อยลงมือก่อความรุนแรง แล้วปล่อยให้พวกเขารับมือกับผลลัพธ์ทางศีลธรรมด้วยตัวเอง 

ในกรณีของนักบินหญิง ทันทีที่รู้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่พระเจ้า เป็นเพียงคนธรรมดาที่ถูกระบบสอดแนมได้ไม่ต่างกัน ข้อตระหนักนี้ไม่ได้ส่งผลให้นักบินหญิงตั้งคำถามกับระบบที่ตัวเองเป็นฟันเฟืองอยู่ข้างในทันที เหมือนอย่างฮีโร่ในหนังที่ลุกมาก่อการปฏิวัติ แต่สิ่งที่เธอทำคือสิ่งธรรมดาสามัญ สิ่งที่คนธรรมดาอย่างเราๆ หลายคนน่าจะทำเหมือนกัน คือพยายามต่อรองกับความจริง และหาทางประคองตัวเองให้อยู่กับงานนี้ต่อไปได้ …

… จนกระทั่งถึงจุดแตกหัก 

แต่จุดแตกหักที่ว่านั้นจะเป็นเหตุการณ์แบบไหน แล้วถัดจากนั้นนักบินหญิงเลือกลงมือทำอะไร ในฐานะผู้เขียน หากมีโอกาส เราขอชวนให้ทุกคนไปลองชม

อ้างอิง

The Guardian

Rand Corporation

U.S. Army Center of Military History