ใครเคยได้ยินคำว่า “อายุมากแล้วอะไหล่หายาก” ขอให้ยกมือขึ้น
พอพูดถึงผู้สูงอายุหรือวัยเกษียณ ภาพที่ตามมามักจะเป็นสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไปจากวัยหนุ่มสาวเพราะการเสื่อมถอยของร่างกาย พอมีคนในบ้านอายุมากขึ้น ลูกหลานอย่างเราๆ ก็มักไม่อยากให้พวกท่านขยับตัวเยอะ กลัวว่าความเปราะบางด้านร่างกายอาจทำให้พวกท่านเจ็บตัว กว่าจะหายก็ใช้เวลาฟื้นฟูนาน และต่อให้หายก็ยากที่จะกลับมาสมบูรณ์ 100%
ณัฐฐาวีรนุช ทองมี หรือ วีเจจ๋าก็เคยเป็นคนหนึ่งที่มีความเชื่อแบบนี้ต่อผู้สูงอายุ
“เมื่อก่อนจ๋ามองว่า พออายุเยอะๆ ต้องขยับน้อยๆ จะได้เซฟกระดูก เพราะพวกเขาแรงน้อยลง แต่พอไปเห็นพี่ๆ วัย 50-60 วิดพื้นไม่หยุด แถมยังกระโดดได้ เราเลยเปลี่ยนมุมมองว่า อายุเท่าไหร่ก็แข็งแรงได้นะ”
บนเวทีเสวนาภายในงาน Eldergy Festival จัดโดย Young Happy เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา วีเจจ๋าชวนคุณพ่อวรนิต ทองมี อดีตโฆษกสำนักงานตำรวจฯ วัย 77 ปี ขึ้นมาแบ่งปันประสบการณ์การออกกำลังกาย การสร้างกล้ามเนื้อ และพิสูจน์ให้เห็นว่า การเริ่มออกกำลังกายช้าไม่ได้แปลว่าเริ่มไม่ได้
ซึ่งต่อให้เราจะอายุยืน ก็ต้องอายุยืนควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่ดี เพื่อที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข การรับมือการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ถูกต้อง จึงไม่ใช่การปล่อยให้ผู้สูงอายุนั่งๆ นอนๆ ไม่ขยับร่างกาย เพราะจะยิ่งทำให้กล้ามเนื้อสลายมากกว่าเดิม แต่เป็นการลุกขึ้นมาออกกำลังกายอย่างถูกวิธีต่างหาก

เรียนเทรนเนอร์ป้องกันปัญหาคลาสสิกอย่าง “พ่อแม่ไม่เชื่อลูกตัวเอง”
การมีชีวิตยืนยาว (Longevity) ที่กำลังเป็นกระแส คือ การมีชีวิตที่ยืนยาวพร้อมกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีจนไปถึงบั้นปลายของชีวิต หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘การอยู่ดี’
กระแสนี้เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน ผู้สูงอายุหลายรายจึงมีความเข้าใจที่แตกต่างกันไปเกี่ยวกับการอยู่ดี ในมุมของคุณพ่อวรนิต เขามองว่า การอยู่ดีหมายถึงการที่มีอายุยืนและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้

“การอยู่ดี คือ มีอายุยืน แล้วการมีอายุยืนต้องช่วยตัวเองได้ เช่น ขับรถเอง เดินเอง ไม่ป่วย ไม่ติดเตียง เราถึงจะมีความสุขในชีวิต”
การออกกำลังกายโดยพื้นฐานของคุณพ่อจึงเป็นการวิ่งทุกเย็น แต่พออายุมากขึ้นก็ปรับเปลี่ยนเป็นการเดินแทน
วีเจจ๋าอธิบายเสริมว่า การขับรถของคุณพ่อ ไม่ใช่แค่การขับรถไปในที่ใกล้ๆ แต่ยังขับข้ามจังหวัดได้ โดยคุณหมอบอกกับวีเจจ๋าว่า การขับรถได้แปลว่าระบบต่างๆ ของร่างกายยังดีอยู่ และให้ชวนคุณพ่อทำกิจวัตรที่เคยเป็นประจำอย่างต่อเนื่องต่อไป
แต่ในฐานะคนเป็นลูก วีเจจ๋าก็ยังกังวลเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของคุณพ่ออยู่ จึงมองหาวิธีที่จะช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรงมากขึ้น และวิธีที่วีเจจ๋าค้นพบคือ ‘การสร้างกล้ามเนื้อ (Weight Training : เวทเทรนนิ่ง)’
เวทเทรนนิ่ง หรือ การออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน (Resistance Training) เป็นการออกกำลังกายที่ใช้แรงต้านจากน้ำหนักตัว เพื่อกระตุ้นและเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความหนาแน่นของกระดูก และช่วยให้ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันอื่นๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจากการคาร์ดิโอ (Cardio Exercise หรือ Cardiovascular Exercise) ที่เสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจและปอด
วีเจจ๋าจึงไปเรียนหลักสูตรการเป็นเทรนเนอร์อย่างจริงจัง จนสอบผ่านหลักสูตรและได้รับใบเซอร์เป็น Certified Personal Trainer (เทรนเนอร์ส่วนบุคคลมืออาชีพ) อย่างเป็นทางการ เพื่อผันตัวมาเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้กับพ่อของตัวเอง เพราะวีเจจ๋ากลัวว่า ถ้าบอกให้พ่อลุกไปเวทเทรนนิ่งเฉยๆ เขาจะไม่เชื่อและไม่ทำ

“จ๋ามีเพื่อนเป็นหมอ เขาเล่าว่าเขายังต้องให้เพื่อนหมอด้วยกันมาบอกพ่อแม่ตัวเองเรื่องสุขภาพเลย เพราะพ่อแม่ไม่เชื่อลูกตัวเอง จ๋าก็เลยไปเรียนเทรนเนอร์ เพราะคิดว่าอย่างน้อยถ้าคนอื่นยังถามเรา พ่อก็คงเชื่อเราบ้าง”
ในมุมของคุณพ่อ เขาเล่าว่า ตอนที่ลูกมาชวนครั้งแรกตัวเองก็รู้สึกอยากทำ ไม่ได้รู้สึกอิดออด เพราะเห็นว่าลูกเป็นเทรนเนอร์ที่สามารถสอนตัวเองได้อย่างถูกวิธี ได้กล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น ซึ่งในตอนนี้เขาก็เวทเทรนนิ่งเป็นประจำควบคู่ไปกับการเดินออกกำลังกายกับเพื่อน
การไปพบเพื่อน ไปกินข้าวด้วยกัน ไปเดินด้วยกัน ทำให้คุณพ่อมีโอกาสได้เล่าให้เพื่อนฟังว่าการเวทเทรนนิ่งทำให้ตัวเองสดชื่นขึ้น สุขภาพดีขึ้น เพื่อนๆ จึงสนใจที่จะเวทเทรนนิ่งเหมือนกัน
ในมุมของเพื่อนชวนเพื่อน ชาคิต พรหมยศ ประธานกรรมการบริหารยังแฮปปี้ กล่าวเสริมว่า การที่ผู้สูงอายุคนหนึ่งชวนผู้สูงอายุอีกคนมาออกกำลังกายด้วยกันเป็นเรื่องที่ดี จำเป็น และสำคัญ เพราะเพื่อนเป็นพลังที่แข็งแกร่งในการสร้างคอมมิวนิตี้สุขภาพของผู้สูงอายุที่ยั่งยืนและแข็งแรง
ขาแข็งแรงจะไม่ล้มง่าย แรงมือเยอะจะไม่ลื่นจนเจ็บตัว
วีเจจ๋าชี้ว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการออกกำลังกายของผู้สูงอายุ คือการลงมือทำ ลูกๆ จึงต้องหลอกล่ออย่างไรก็ได้ให้พ่อแม่เริ่มลงมือทำก่อน แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างจะง่ายขึ้นเอง ซึ่งการเวทเทรนนิ่งแรกๆ ไม่จำเป็นต้องชวนพ่อแม่ไปแบกบาร์น้ำหนัก เพราะท่าในการสร้างกล้ามเนื้อแทรกอยู่ในกิจวัตรพื้นฐานของคนเราอยู่แล้ว เช่น ชวนพ่อแม่ลุก-นั่งจากเก้าอี้ ซึ่งเป็นท่าเดียวกับการสควอท
ในฐานะเทรนเนอร์ วีเจจ๋าแนะนำว่า การสร้างกล้ามเนื้อขาเป็นการฝึกกล้ามเนื้อที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าขาแข็งแรง เราก็จะเดินเหินสะดวกขึ้น แถมลดโอกาสบาดเจ็บจากการหกล้มอีกด้วย ส่วนอันดับที่ 2 ก็จะเป็นแรงบีบมือ (Grip Strength) ที่บางคนอาจมองข้าม
“มีงานวิจัยบอกว่า ยิ่งแรงบีบมือมากเท่าไหร่ อายุยิ่งยืนเท่านั้น เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งลื่นล้มขึ้นมา ถ้าคว้าข้างๆ ได้ทันก่อนจะหกล้มลง เราก็จะปลอดภัย”

แม้แรงบีบมือจะดูเป็นการวัดกำลังของมือเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วการบีบมือ 1 ครั้ง ร่างกายต้องใช้การทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อและระบบประสาทหลายส่วน ซึ่งพีต โรห์เลเดอร์ (Pete Rohleder) นักวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวจาก Kansas State University ชี้ว่า แรงบีบมือบ่งบอกผลรวมของการเคลื่อนไหว การรับประทานอาหาร การฟื้นฟูร่างกาย และพฤติกรรมสุขภาพที่สะสมมาตลอดชีวิต ถ้ามวลกล้ามเนื้อลดลง แรงบีบมือก็จะลดลงตาม
หลังจากเวทเทรนนิ่งมาตั้งแต่อายุ 74 จนตอนนี้ 77 การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดของคุณพ่อ คือ กล้ามเนื้อที่มากขึ้น ทำให้คุณพ่อสามารถทำในสิ่งที่คนอายุน้อยบางคนยังทำไม่ได้ เช่น การยืนทรงตัวขาเดียว และการโหนบาร์ที่ทิ้งน้ำหนักทั้งตัวลงมาได้มากกว่า 10 วินาที
วีเจจ๋าทิ้งท้ายว่า อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้การออกกำลังกายคือ ‘การกิน’ อย่ากลัวการกินโปรตีนเพราะเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการที่สุด ส่วนน้ำตาลก็ยังกินได้หากร่างกายยังต้องใช้ แต่ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้ ก็ให้ลดลงเพื่อสุขภาพของตัวเอง
อ้างอิง
