เมื่อการเรียกร้องฟุ้งกระจายไปทั่วยุโรป : จากกลุ่ม Gen Z ในฝรั่งเศสสู่การชุมนุมด้วยปัญหาที่ทั้งเหมือนและต่างกัน เพราะไม่มีใครอยากให้คนรุ่นต่อไปต้องเจอแบบตัวเอง

เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ (Liberté, Égalité, Fraternité)

“Vous n’êtes pas d’accord, monsieur Lapierre (ไม่เห็นด้วยเหรอครับ คุณลาปิแอร์?)”

ท่ามกลางกระแสการประท้วงในฝรั่งเศสที่มีประชากรเกือบล้านคนลงถนน 1 ในคลิปที่ต้องผ่านตาหลายๆ คน คงหนีไม่พ้นการให้สัมภาษณ์ของ เอลว็อง เบอนัวต์ (Elwan Benoît) นักเรียนมัธยมปลายวัย 17 ปี จากโรงเรียนลีเซ ฌัก-เดอกูร์ (Lycée Jacques-Decour) ที่ให้สัมภาษณ์อย่างฉะฉานกับ ‘วินเซนต์ ลาปิแอร์ (Vincent Lapierre)’ อินฟลูเอนเซอร์สายขวา และทำให้เขาถูกยกว่าเป็นตัวแทนขบวนการประท้วงของนักเรียนมัธยมปลายในฝรั่งเศส (The Face of the French Student Protests)

ซึ่งการที่กลุ่มนักเรียนมัธยมและนักศึกษาในเขตชานเมืองปารีสที่หลายสำนักข่าวพาดหัวว่าเป็นเด็กเจนซี (Gen Z) เป็นผู้นำในการประท้วง ทำให้มีความคิดเห็นจากผู้ใหญ่ทั่วทุกมุมโลกจำนวนไม่น้อยที่มองว่าพวกเขายังเด็กเกินไป แถมยังไล่ให้กลับไปตั้งใจเรียน แต่หารู้ไม่ว่าการศึกษานี่แหละที่ทำให้พวกเขาออกจากห้องเรียนมาลงถนน

เพราะในตอนนี้ นักเรียนมัธยมและนักศึกษากำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนครู สภาพโรงเรียนที่เสื่อมโทรม และความไม่โปร่งใสของระบบ Parcoursup (ปาร์คูร์ซัป) แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการสอบเข้า พอเจอปัญหาแบบนี้เข้าในหลายพื้นที่ เยาวชนกลุ่มนี้จึงลุกขึ้นมาส่งเสียงของตัวเองตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา

การชุมนุมกินเวลายืดเยื้อร่วมเดือน และขยายวงกว้างมากขึ้นอย่างเข้มข้นเมื่อมีการปราบปรามที่เกินกว่าเหตุ ทำให้ในวันที่ 16 ต.ค. 69 เกิด Yellow Vest Movement หรือการชุมนุมโดยขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองที่ชวนครู แรงงาน ผู้สูงอายุ และเกษตรกร ให้เข้าประท้วงร่วมกับกลุ่มนักเรียน ประเด็นในการเรียกร้องจึงขยายไปถึงเรื่องค่าครองชีพ เงินเฟ้อ นโยบายรัฐบาล ตลอดจนคุณภาพบริการสาธารณะที่ถดถอย

และในตอนนี้การชุมนุมก็ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังกระจายไปยังประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป เพราะพวกเขาเผชิญปัญหาที่ทั้งเหมือนและต่างกัน พอมีคนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นเปิดแล้ว ก็ไม่แปลกที่จะมีคนลุกขึ้นมาประท้วงตาม

ฝรั่งเศสเปิด ประเทศอื่นตาม

กรีซ อิตาลี เซอร์เบีย แอลเบเนีย สเปน โปรตุเกส เยอรมนี เช็ก

ประเทศเหล่านี้ คือ กลุ่มประเทศที่กำลังมีการประท้วงที่มีการประท้วงในฝรั่งเศสเป็นชนวนเหตุ บ้างก็ประสบปัญหาที่เหมือนกัน บ้างก็เจอปัญหาที่แตกต่าง ซึ่งอลิซ เดอ บรีโต (Alice de Brito) รองประธาน UNEF สหภาพนักเรียนนักศึกษาหลักของฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า ส่วนตัวแล้วเธอเห็นความเหมือนมากกว่าความแตกต่าง เพราะสิ่งที่ผู้ชุมนุมแต่ละประเทศออกมาเรียกร้อง นอกจากจะเป็นเรื่องของระบบการศึกษาแล้ว ยังมีเรื่องของค่าครองชีพ ความเป็นอยู่ และที่อยู่อาศัยอีกด้วย

ประเทศกรีซและอิตาลีเป็น 2 ประเทศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากฝรั่งเศสในการประท้วงเกี่ยวกับระบบการศึกษาเพราะมีการอ้างถึงขบวนเรียกร้องที่นำโดยนักเรียนนักศึกษาในฝรั่งเศส โดยกลุ่มครูและนักเรียนในกรีซเดินขบวนเรียกร้องระบบการศึกษาภาครัฐที่เรียนฟรีและมีคุณภาพ รวมถึงมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่วนสหภาพนักเรียนในอิตาลีเรียกร้องให้มีการปรับปรุงอาคารเรียน สร้างงานที่ปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี ยกระดับสาธารณสุขภาครัฐ สร้างความยุติธรรมทางสังคม และจัดหาที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยาสำหรับนักศึกษา

“มาส่งเสียงของเราให้ดังขึ้น เพื่อโรงเรียนที่ไม่พังทลายลงมาทับหัวพวกเรา เพื่อการทำงานที่ปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี เพื่อระบบสาธารณสุขของรัฐ และเพื่อความยุติธรรมทางสังคม” – ซาบรีนา บริซโซลา (Sabrina Brizzola) ผู้นำสหภาพนักเรียนนักศึกษาของอิตาลี

นอกจากนี้กลุ่มต่อต้านสงครามและกลุ่มผู้ขับรถบรรทุกในอิตาลียังออกมาประท้วงรัฐบาลที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงคราม เพราะมีการใช้งบประมาณไปกับการสะสมอาวุธ ทั้งๆ ที่ค่าครองชีพสูงขึ้น มิหนำซ้ำผลกระทบของสงครามยังทำให้ราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้นอีกด้วย

กวาดสายตาขึ้นไปก็มีเยอรมนีที่การชุมนุมทั่วประเทศนำโดยกลุ่มเยาวชนที่ใช้ชื่อว่า Gen Z regelt (เจนซีจัดให้) ก็มีข้อเรียกร้องที่ครอบคลุมประเด็นคล้ายกันกับผู้ชุมนุมในอิตาลี นั่นคือเรื่องค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำ การกลับมาของระบบเกณฑ์ทหารและการเพิ่มกำลังทางทหาร และระบบการศึกษา กลุ่มผู้ชุมนุมจึงเรียกร้องให้เอางบทางการทหารไปอุดหนุนงบการศึกษา

ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมในสเปนและโปรตุเกสพากันลุกขึ้นมาเรียกร้องการแก้วิกฤตราคาที่อยู่อาศัย เพราะค่าเช่าขึ้นเฉลี่ยเกิน 2 เท่า โดยขอให้กำหนดเพดานควบคุมการขึ้นค่าเช่า และยกเลิกกฎหมายใหม่ที่เอื้อให้เจ้าของบ้านขับไล่ผู้เช่าได้ง่ายขึ้น ซึ่งการชุมนุมในสเปนมีชนวนมาจากการไล่หญิงวัย 87 ออกจากบ้านหลังจากค่าเช่าบ้านของเธอสูงขึ้น 5 เท่า ทำให้นอกจากคนหนุ่มสาวแล้วยังมีกลุ่มผู้เกษียณอายุในมาดริดเรียกร้องให้ปรับเพิ่มเงินบำนาญผูกกับอัตราเงินเฟ้อจริง ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเพศในเงินบำนาญ และต่อต้านการแปรรูประบบบำนาญภาครัฐไปเป็นของเอกชน

ทางฝั่งเซอร์เบียและแอลเบเนียก็มีประเด็นการประท้วงที่เข้มข้นที่ไม่แพ้กัน เพราะเป็นการคัดค้านผู้นำและรัฐบาลของประเทศ โดยฝั่งเซอร์เบียนำโดยนักศึกษาออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของรัฐบาล และต้องการให้อเล็กซานดาร์ วูชิช (Aleksandar Vučić) ประธานาธิบดีที่ครองตำแหน่งมากว่า 14 ปีลงจากตำแหน่ง ส่วนแอลเบเนียก็ต้องการขับไล่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เอดิ รามา (Edi Rama) ที่ไม่โปร่งใสเช่นกัน

ส่วนสาธารณรัฐเช็กเป็นประเทศที่มีประเด็นปัญหาที่ต่างจากประเทศอื่นๆ เพราะการชุมนุมที่ปรากเกิดจากการที่สภาผู้แทนราษฎรเช็กได้ลงมติเร่งรัดร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตสื่อสาธารณะสำหรับโทรทัศน์และวิทยุ เปลี่ยนเป็นการจัดสรรงบประมาณโดยตรงจากรัฐบาลแทน ทำให้งบประมาณของสื่อสาธารณะจะถูกตัดลดลงประมาณ 15% ทำให้เหล่าผู้ชุมนุมมองว่าเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐคุกคามเสรีภาพสื่ออันเป็นเสาหลักของประชาธิปไตย

จุดร่วมของทุกขบวน

แม้ชนวนและข้อเรียกร้องของแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกันไปตามบริบทท้องถิ่น แต่มีจุดร่วมสำคัญที่การเคลื่อนไหวในขณะนี้มีร่วมกันมีอยู่ 5 ประการได้แก่

1️⃣ คนรุ่นใหม่เป็นพลังขับเคลื่อนหลัก : หากค้นหาข่าวเกี่ยวกับการประท้วงในขณะนี้จะพบว่า สำนักข่าวส่วนใหญ่จะมีคำว่า ‘Gen Z’ พาดหัว เพราะแกนนำและผู้ร่วมเดินขบวนประท้วงส่วนมากจะเป็นกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่มีความรู้สึกร่วมกันว่าไม่มีใครรับฟังเสียงของพวกเขา เพราะผู้มีอำนาจกำลังทำลายอนาคตของเยาวชนผ่านนโยบายที่ไม่ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ

2️⃣วิกฤตภาระค่าครองชีพและราคาที่อยู่อาศัย : ปัญหาอัตราเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และวิกฤตราคาที่อยู่อาศัยเป็นแรงผลักดันและข้อเรียกร้องร่วมในเกือบทุกประเทศที่ทำให้ประชาชนกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจากนักเรียนนักศึกษาลงถนน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่สะสมมาเป็นเวลานาน ก่อนที่จะระเบิดออกมาเมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่อยากอดทนอีกต่อไป

3️⃣ความเสื่อมโทรมของระบบการศึกษาภาครัฐ : ความไม่พอใจต่อสภาพโครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษาที่ชำรุดทรุดโทรม การขาดแคลนครูผู้สอน ปัญหาชั่วโมงเรียน และงบประมาณสนับสนุนการศึกษาภาครัฐที่ไม่เพียงพอ กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่เกิดขึ้นข้ามแดนในหลายประเทศ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลในหลายประเทศลดความสำคัญของการศึกษาลง ทั้งๆ ที่เป็นรากฐานสำคัญของประชาชนในประเทศ

4️⃣ความไม่ไว้วางใจในระบบการเมืองและการบริหารงานของรัฐบาล

5️⃣การเชื่อมโยงและส่งแรงบันดาลใจข้ามประเทศ : ขบวนการประท้วงไม่ได้เกิดอย่างโดดเดี่ยวลำพัง แต่มีการส่งต่อแรงบันดาลใจและถอดแบบวิธีการระหว่างกัน เช่น การอ้างอิงสโลแกนเหมือนในฝรั่งเศสของผู้ประท้วงในอิตาลีและกรีซ ตลอดจนการประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างสหภาพนักศึกษาทั่วยุโรป

ซึ่งสำนักข่าว CNN พบว่า การเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำหน้าที่เปรียบเสมือนหลุมดำที่คอยดูซับความไม่พอใจทั้งหลายของคนรุ่นใหม่ที่กังวลว่าตัวเองและคนรุ่นหลังจะได้รับโอกาสไม่เท่ากับรุ่นพ่อแม่เอาไว้ก่อนที่ระเบิดออกมา

“การประท้วงเหล่านี้สะท้อนถึงความคับแค้นใจและความรู้สึกที่ว่าการเมืองของยุโรปกำลังล้มเหลวในการส่งมอบอนาคตที่ดีให้แก่คนรุ่นถัดไป” จูเลียส ฟินเทลมันน์ (Julius Fintelmann) ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารของจดหมายข่าวรายวัน European Correspondent กล่าว

ถึงเวลาที่เราจะกลับไปหันซ้าย?

ตั้งแต่การชุมนุมในฝรั่งเศสปะทุขึ้น มีสื่อฝ่ายขวาจำนวนไม่น้อยที่พยายามชี้ว่าการชุมนุมของนักเรียนนักศึกษามีพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายอยู่เบื้องหลัง แต่ข้อมูลชุดนี้กลับขัดแย้งกับสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมาที่คะแนนความนิยมของพรรคการเมืองฝ่ายขวาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อปี 2567 เจนซีในฝรั่งเศสกว่า 30% เทคะแนนเสียงในการเลือกตั้งสภายุโรปให้กับพรรคขวาจัดอย่าง Rassemblement National (RN) เพราะมีผู้นำเป็น ‘จอร์แดน บาร์เดลลา (Jordan Bardella)’ วัย 29 ปี ที่ได้รับความนิยมในหมู่เจนซีอย่างก้าวกระโดด

ส่วนเยอรมนีที่มีการปลูกฝังเยาวชนเพื่อป้องกันแนวคิดชาตินิยมขวาจัดจากการถอดบทเรียนทางประวัติศาสตร์ ก็หนีไม่พ้นการเติบโตด้านความนิยมของฝ่ายขวา เพราะในการเลือกตั้งระดับรัฐในปีนี้ พรรค Alternative for Germany (AfD) ที่ขวาจัดก็คว้าชัยชนะไป โดยมี 1 ใน 3 รัฐของประเทศเยอรมันที่คนอายุต่ำกว่า 34 ปี เทคะแนนให้กับพรรคนี้

ไม่ใช่แค่ยุโรปเท่านั้นที่เหล่าคนรุ่นใหม่หันขวา แต่เป็นทั้งโลก โดยผลการสำรวจจาก Gallup ร่วมกับ Walton Family Foundation พบว่า วัยรุ่นสหรัฐฯ อายุ 13–17 ปี มองว่าตนเองเป็นอนุรักษนิยมมากกว่าพ่อแม่ถึง 14% ส่วนกลุ่มผู้ชายอายุน้อยในเกาหลีใต้ที่ลงคะแนนให้ประธานาธิบดีสายอนุรักษนิยมอย่างชัดเจน

ซึ่งในกลุ่มเจนซีที่ถูกสำรวจหากแบ่งเป็นเพศหญิงชายจะพบว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มจะขยับไปทางซ้าย แล้วผู้ชายจะขยับไปทางขวา

แล้วทำไมตอนนี้ถึงดูเหมือนว่าเจนซีกำลังกลับมาหันซ้าย?

สำหรับคำถามนี้คงไม่มีทฤษฎีไหนที่อธิบายได้ชัดเจนที่สุดเท่า ‘ทฤษฎีลูกตุ้มทางการเมือง’ อีกแล้ว

ทฤษฎีลูกตุ้มทางการเมือง (Political Pendulum Theory หรือ Pendulum Swing) คือ แนวคิดที่อธิบายว่า พฤติกรรมทางการเมืองหรืออุดมการณ์ของสังคมมักจะแกว่งสลับไปมาระหว่าง 2 ขั้วตรงข้ามกันเสมอ เมื่อขั้วอำนาจหนึ่งมีการผลักดันนโยบายที่สุดโต่งเกินไป (Tipping Point) ก็จะเกิดแรงสะท้อนจากภาคประชาชนที่จะกระแทกกลับให้เกิดความสมดุล

ซึ่งพอหันไปสำรวจเหตุผลว่าทำไมเจนซีในยุโรปก่อนหน้านี้โปรฝ่ายขวา ก็หนีไม่พ้นกับการที่พวกเขาเติบโตมาในรัฐบาลฝ่ายซ้ายที่ไม่สามารถทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้นได้ พวกเขาจึงหันหน้าไปทางขวา แต่ในขณะนี้รัฐบาลจากพรรคการเมืองฝ่ายขวาก็บริหารได้ย่ำแย่ พวกเขาถึงได้หันไปทางซ้ายแทนเพื่อแสดงความต้องการของตัวเอง

สำหรับประเทศไทยไม่นานมานี้ก็เพิ่งมีกระแสสังคมที่ตั้งคำถามว่า เด็กยุคนี้กำลังหันขวากันหมดหรือเปล่า โดยเทียบกับยุคก่อนหน้าที่มีทั้งการชุมนุมตั้งแต่เรื่องกฎระเบียบของนักเรียนไปจนถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตลอดจนพันธมิตรข้ามชาติอย่างพันธมิตรชานม (Milk Tea Alliance) 

ในฐานะประชาชนคนหนึ่งในประเทศที่เคยมีการชุมนุมเรียกร้องครั้งใหญ่ที่นำโดยนักเรียนนักศึกษา ก็อดคิดไม่ได้ว่า เราจะเกิดเหตุการณ์ในรูปแบบนี้อีกไหม ซึ่งคงต้องรอลุ้นกันต่อไปว่า สำหรับประเทศไทยและประเทศอื่นๆ นอกเหนือภูมิภาคยุโรปจะมีแรงกระเพื่อมอะไรไหมที่จะทำให้ลูกตุ้มทางการเมืองสั่นไหวจนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต

ภาพประกอบ สุภัทรา ศรีทองคำ

อ้างอิง