ทวงคืนคำว่า Queer ผ่านตัวอักษร :  สำรวจอัตลักษณ์ บรรทัดฐาน ตั้งคำถามถึงเรื่องราวของคนที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบเพศจากงานเขียนเควียร์

เควียร์ (Queer) ตัวอักษร Q ใน LGBTQIA+ เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศแบบกว้างๆ ที่ไม่ตรงกับบรรทัดฐานดั้งเดิมของสังคม หรืออธิบายสั้นๆ คือ ‘ไม่ยึดติด’ ‘ไม่ตายตัว’ และ ‘ลื่นไหล’

ในอดีต คำว่าเควียร์ถูกใช้เป็นคำด่า เพราะสังคมไม่ยอมรับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ แต่พอเวลาผ่านไป คนที่อยู่ใต้ร่มคำว่าเควียร์ก็นำคำนี้มาใช้เรียกอัตลักษณ์ของตัวเอง (reclaim) เพื่อต่อต้านสังคมแบบเดิมที่มีการกดทับและกดขี่ทางเพศ และแสดงจุดยืนทางความคิดว่า โลกใบนี้ไม่จำเป็นต้องแปะป้ายให้ใครเป็นแค่ชายหรือหญิงเท่านั้น

หากเราย้อนไทม์ไลน์ฝั่งตะวันตก จะพบว่า ในช่วงศตวรรษที่ 19 งานเขียนเควียร์จะต้องใช้รหัสแฝงในการถ่ายทอดเรื่องราว เพราะถือว่าผิดกฎหมาย ส่วนไทม์ไลน์ไทยก็มียุค ‘หลุมดำ’ ในช่วงปี 2548 ที่การ์ตูนญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ‘การ์ตูนวาย’ ถูกกวาดล้างลงจากเชลฟ์ จะอ่านครั้งนึงก็ต้องบอกรหัสลับบ้าง เอาใส่ซองทึบบ้าง

วาย (Y) เป็นคำที่มาจากป๊อปคัลเจอร์ของประเทศญี่ปุ่น ย่อมาจาก Yaoi (ยาโอย) และ Yuri (ยูริ) โดย Yaoi หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า Boy Love (BL) หมายถึงสื่อประเภทชายรักชาย ส่วน Yuri หรือที่เรียกกันว่า Girl Love (GL) หมายถึงสื่อประเภทหญิงรักหญิง

แต่ปัจจุบัน จะหันไปทางไหนก็เห็นแต่สื่อ LGBTQIA+ บนดิน ไปงานหนังสือครั้งนึงก็เจอบูธนิยายวายเรียงกันเป็นตับ และเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ TK Park ก็มีเทศกาลหนังสือเควียร์ (Thai Queer Book Fair) เกิดขึ้น

โดยภายในงานมีการขายหนังสือและสิ่งพิมพ์เควียร์ มีกิจกรรมพูดคุย Book Club มีโซนให้อ่านนิยายรัก เรื่องสั้นอีโรติก นิตยสารเควียร์ และหนังสือด้านสิทธิ มีห้องฉายอนิเมชันเควียร์ มีวงเสวนา มีการแสดง ตลอดจนกิจกรรมเวิร์กช็อป ‘เขียนจดหมายรักเควียร์ (Queer Love Letter)’

จดหมายรักเควียร์ เป็นวิธีหนึ่งในการสื่อสารของเควียร์ ที่นอกจากจะปรากฏในวรรณกรรมเควียร์ที่มีรูปแบบการนำเสนอเป็นการเขียนจดหมายของตัวละคร เช่นเรื่อง ‘This Is How You Lose the Time War’ แล้ว จดหมายรักเควียร์ในชีวิตจริงยังสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของชุมชนเควียร์อีกด้วย เพราะก่อนที่ความรักของเพศเดียวกันจะเป็นที่ยอมรับของคนในสังคมอย่างแพร่หลาย มันเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ผิดบาป ผิดกฎหมาย และต้องห้ามมาก่อน กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่มีคนรักเพศเดียวกันจึงใช้จดหมายรักเป็นสื่อกลาง บ้างก็ใช้ภาษาที่ไม่ได้สื่อสารถึงความรักใคร่โดยตรง เช่น ไม่ได้บอกรัก ไม่ได้บอกว่าคิดถึง แต่บรรยายว่าตัวเองรู้สึกโดดเดี่ยว หรือบ้างก็ใช้นามแฝง

ซึ่งภายในเวิร์กช็อปได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่างานเขียนเควียร์ต้องเป็นแบบไหน และแน่นอนว่าแต่ละคนมีประสบการณ์ต่องานเขียนเควียร์ที่หลากหลาย คำตอบจึงแตกต่างกันไป แต่ถ้าเราต้องมาจำกัดความให้งานเขียน อะไรคือสิ่งที่บ่งบอกว่าชิ้นนี้คืองานเขียนเควียร์?

ร่องรอยวรรณกรรมเควียร์ในประวัติศาสตร์

วรรณกรรมเควียร์ไม่ได้เพิ่งมีในช่วงศตวรรษที่ 21 แต่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรมาตั้งแต่ยุคโบราณ (Antiquity) เพราะในยุคนั้น ความรักระหว่างเพศเดียวกันไม่ได้ถูกมองว่าผิดกฎหมายหรือเป็นเรื่องแปลกประหลาด เช่น งานเขียนเชิงปรัญชาเรื่อง Symposium ของเพลโต (Plato) ที่ยกย่องความรักระหว่าง พาโทรคลุส (Patroclus) และ อคิลลีส (Achilles) เทพ (คู่จิ้น) ชาย อีกทั้งตำนานต่างๆ ในยุคโบราณยังมีเนื้อหาที่สะท้อนความลื่นไหลและหลากทางเพศสภาพอีกด้วย เช่น เธเรเซียส (Teiresias) ปราชญ์นักพยากรณ์ตาบอดในปกรณัมกรีกที่เปลี่ยนเพศสภาพจากชายเป็นหญิง 

และแม้สังคมในยุคกลางจะยึดถือศาสนจักรและพระเจ้าเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งในชีวิต แต่ร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันยังถูกค้นพบในวรรณกรรม อาทิ เรื่องเล่าหญิงรักหญิงไอริชในศตวรรษที่ 12 จนมาถึงยุคสมัยแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยา หรือ ยุคเรอเนซองส์ (Renaissance) ก็มี ‘Alcibiades the Schoolboy’ ของ อันโตนิโอ ร็อคโค (Antonio Rocco) เป็น 1 ในนวนิยายโฮโมเซ็กชวลเล่มแรกๆ ที่เขียนในรูปแบบปรัชญาสนทนาในศตวรรษที่ 17 

ทว่าในศตวรรษที่ 19 ความรักระหว่างเพศเดียวกันเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย หากพบก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคนทั่วไปที่ต้องการส่งจดหมายหาคนรักหรือนักเขียนจึงต้องพลิกแพลงวิธีเขียนด้วยการใช้รหัสแฝงหรือนัยซ่อนเร้นแทน เช่น ฉากที่ดูไม่มีอะไรไปมากกว่าแวมไพร์เพศหญิงตัวหนึ่งกระหายเลือดเลยกัดเข้าที่หน้าอกของตัวละครหญิง ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นฉากอีโรติกระหว่างตัวละครหญิง-หญิง ในเรื่อง Carmilla (1872) นิยายแวมไพร์เลสเบี้ยนเรื่องแรก

ถึงจะผิดกฎหมาย แต่ในยุคนั้นก็มีนักเขียนที่กล้านำเสนอเรื่องราวความรักระหว่างเพศเดียวกันอย่างเปิดเผย เช่น Oscar Wilde เจ้าของเรื่อง The Picture of Dorian Gray ซึ่งสุดท้ายเขาก็ถูกตัดสินจำคุกเนื่องจากกฎหมายลงโทษความสัมพันธ์เพศเดียวกัน

การที่ต้องเขียนแบบหลบๆ ซ่อนๆ ดำเนินมาจนถึงศตวรรษที่ 20 แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้จำนวนงานเขียนน้อยลง แถมยังมีความหลากหลายมากขึ้นอีกด้วย เช่น Orlando ของ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ (Virginia Woolf) ที่มีตัวละครข้ามเพศ จนเกิดจุดเปลี่ยนในช่วงปลายศตวรรษที่การจลาจลสโตนวอลล์ (Stonewall) ทำให้วรรณกรรม LGBTQIA+ เปลี่ยนไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองและการแสดงตัวตนอย่างเปิดเผยผ่านนักเขียน เช่น ออเดร ลอร์ด (Audre Lorde), เอ็ดมันด์ ไวท์ (Edmund White) และ อาร์มิสเตด มอพิน (Armistead Maupin)

และในศตวรรษที่ 21 กฎหมายสมรสเท่าเทียมทำให้เกิดวรรณกรรมหลากหลายแนว ตั้งแต่โรแมนติกคอมเมดี้ไปจนถึงนิยายวัยรุ่นมากมาย อาทิ Red, White & Royal Blue ที่ถูกพัฒนามาเป็นซีรีส์ทาง Netflix ตลอดจนงานที่มีจุดประสงค์เพื่อขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเข้าใจและสิทธิของคนข้ามเพศอย่างเข้มข้น เช่น สารคดีเชิงวิเคราะห์ The Transgender Issue (2022) ของ ฌอน เฟย์ (Shon Faye)

Queer Writing เป็นแบบไหน

งานเขียนเควียร์จำเป็นพูดหรือตะโกนออกมาหรือเปล่าว่าตัวละครหลักเป็นเควียร์?

คำตอบจาก เม็ก-จอห์น บาร์เกอร์ (Meg-John Barker) ผู้เขียนบทความ On Queer Writing คือ “ไม่จำเป็น” เพราะงานเขียนเควียร์ คือ การสอดแทรกความเควียร์ลงไปทั้งในเนื้อหา โครงสร้างการเล่าเรื่อง และกระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน โดยบาร์เกอร์ค้นพบว่า งานเขียนเควียร์เกิดขึ้นเพื่อต่อต้านการถูกตีตราว่าเป็นสิ่งผิดปกติ และนำเสนอความเป็นเควียร์ในมุมมองที่แตกต่างออกไปจากวรรณกรรมกระแสหลัก เพราะในศตวรรษที่ 16 – 19 เควียร์ในวรรณกรรมมักถูกตีกรอบให้เป็นตัวร้าย ตัวละครโศกนาฏกรรม หรือตัวประกอบเพื่อสร้างสีสัน (Tokenism)

งานเขียนเควียร์จึงมีสัญญะแห่งการทวงคืนคำว่า Queer จากสิ่งผิดปกติให้กลายเป็นร่มใหญ่ครอบคลุมอัตลักษณ์ที่หลากหลาย ทั้งเกย์ เลสเบี้ยน ไบเซกชวล ทรานส์ อินเตอร์เซกซ์ และเอเซกชวล ผ่านการเขียนเรื่องราวจากมุมมองของผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อนำความจริงในชีวิตกลับมาเป็นของตนเอง ตามแนวคิดของ Ted Hughes ในโลกที่ตัวตนของกลุ่มเควียร์มักถูกมองข้ามหรือตั้งคำถาม

เช่น หากตัวละครมีการข้ามเพศ ก็จะไม่ได้เล่าอย่างทื่อๆ ว่าผ่านกระบวนการทางการแพทย์ที่จบลงด้วยมีดหมอ แต่จะเล่าเป็นประสบการณ์การข้ามเพศว่าตัวละครรู้สึกอย่างไร และพบเจอกันอะไรบ้างระหว่างกระบวนการข้ามเพศที่มีมากกว่าเรื่องในโรงพยาบาล

โดยเนื้อหาของงานเขียนเควียร์ จะมีการท้าทายบรรทัดฐานหรือ ‘ความปกติ’ ทางสังคม โดยไม่ได้ท้าทายเพียงแค่เรื่องเพศเท่านั้น และยังท้าทายมิติอื่นๆ ทางโครงสร้างอีกด้วย เช่น ทุนนิยม การเมือง การทหาร เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มคนชายขอบในทุกมิติ เพราะฉะนั้นงานเขียนเควียร์จะคัดค้านกรอบบรรทัดฐานทางสังคมอย่างชัดเจน เช่น หากพูดถึงครอบครัว จะไม่พูดว่า “ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบต้องมีพ่อและแม่” ในน้ำเสียงทั่วไป แต่จะติดสำเนียงที่เสียดสีค่านิยมของสังคม

สรุปแล้ว วาย = เควียร์ หรือเปล่า?

มีนักวิจารณ์และนักเขียนเควียร์จำนวนไม่น้อยที่แย้งกว่า ‘วาย (Yaoi/Yuri)’ ไม่นับว่าเป็นงานเควียร์ เพราะไม่ได้สะท้อนหรือถ่ายทอดภาพของเควียร์ในชีวิตจริงเท่าที่ควร โดยอ้างอิงถึงสื่อวายยอดนิยมในยุคแรกๆ ที่มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างตายตัว มีการแบ่งบทบาทบนเตียงเป็นรุก-รับ ซึ่งเป็นการสวมกรอบประเภทเดียวกับกรอบสองเพศ (Gender Binary) ที่มีแค่ชายกับหญิง มิหนำซ้ำยังมีพล็อตที่สร้างความเกลียดชังต่อเพศหญิง (Misogyny) อีกด้วย เช่น ให้เป็นแฟนเก่าจอมราวีของพระเอก หรือเป็นตัวร้ายที่เข้ามากลั่นแกล้งนายเอก (จะว่าไป การแบ่งเป็นพระเอก-นายเอกก็สะท้อนกรอบของระบบนี้เช่นกัน)

แต่ในอีกมุมหนึ่งจากนักวิชาการด้านเควียร์ (Queer Theory) และสตรีนิยม (Feminism) แย้งว่า วายทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่ทางสัญลักษณ์ที่สำคัญในการย้ายเรื่องราวความรักให้ออกไปอยู่นอกกรอบบรรทัดฐานรักต่างเพศดั้งเดิม เปิดโอกาสให้ผู้ใช้อ่านและผู้เขียนได้ทดลองกับบทบาททางเพศและเรื่องของอำนาจ นอกจากนี้ในสื่อดัดแปลงร่วมสมัยอย่างซีรีส์วายของไทย ก็ได้เชื่อมโยงสื่อแนว BL (Boy Love : ชายรักชาย) กับการขับเคลื่อนทางการเมืองของกลุ่ม LGBTQIA+ ในชีวิตจริงมากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ การเรียกร้องสมรสเท่าเทียม

เพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องวิเคราะห์เป็นรายเรื่องว่า งานเขียนเรื่องที่เรากำลังอ่านอยู่กำลังถ่ายทอดเรื่องราวของตัวละครที่เป็นเควียร์ หรือแค่ใช้ความเป็นเควียร์ อัตลักษณ์ของคนที่มีอยู่จริง ให้กลายเป็นเพียงสิ่งบันเทิงในชีวิตเท่านั้น แบบที่สาววายหลายคนมักจะโดนด่าว่าเป็นพวกเฟติชเกย์ (Gay Fetish) ที่ฟินกับฉากจิ้นๆ ฟินกับการหากินบนอัตลักษณ์ทางเพศ (Queer Baiting) แต่พอมีเรื่องเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศกลับนิ่งเฉย

อ้างอิง