ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ช่วงเลือกตั้ง 2569 พรรคการเมืองเกือบทุกพรรคจะมีการพูดถึงนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพราะปากท้องของคนไทยขึ้นอยู่รายได้ และการบริหารงานที่สอดคล้องกัน
แต่ ปริญญา ชูเลขา ตั้งคำถามขึ้นว่า “ทำไมค่าแรงของคนไทยถึงได้กลายเป็นแค่นโยบายหาเสียงว่าจะขึ้นค่าแรง และโยนให้เป็นภาระเป็นพรรคการเมืองอย่างเดียว”

เพราะบทบาทของปริญญาในฐานะนายกสมาคมแรงงานวิทยา ผู้ที่ทำงานคลุกคลีกับสหภาพซันโย นิคมอุตสาหกรรมปราจีนบุรี มองเห็นปัญหาการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และอยากเสนอทางออกที่ยั่งยืนกว่าการที่พรรคการเมืองประกาศว่าจะขึ้นค่าแรง แล้วภาคธุรกิจออกมาแย้งเพราะต้องแบกรับต้นทุนที่มากขึ้น
“มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แรงงานจำนวนมากติดกับดักแรงงานไร้ทักษะ ได้ค่าแรงขั้นต่ำสามร้อยห้าสิบเจ็ดบาท ซึ่งอยู่ไม่ได้ ต้องทำโอทีอย่างเดียว เด็กบางคนจบปริญญาตรี แต่ยังได้ค่าแรงขั้นต่ำ นี่คือความเหลื่อมล้ำที่ทำให้ชีวิตเขาลำบากมาก ทั้งเรื่องปากท้องและครอบครัว” ปริญญากล่าว
ตัวเลขการวิเคราะห์หลายๆ ที่บอกตรงกันว่า ณ ตอนนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานมีทักษะ ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่คือแรงงานไร้ทักษะ หรือกลุ่มคนทำงานที่ไม่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง การศึกษา หรือประสบการณ์สูงในการทำงาน โดยงานมักเป็นงานพื้นฐานที่ทำซ้ำๆ ต้องอาศัยแรงกายหรือคำสั่งง่ายๆ ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้เร็วหลังเข้าทำงานและมักได้รับค่าจ้างไม่สูงนัก
ซึ่งตามประกาศของ กระทรวงแรงงาน ค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศในปี 2568 อยู่ระหว่าง 375–380 บาทต่อวัน โดยแต่ละจังหวัดอาจกำหนดต่างกันตามสภาพเศรษฐกิจของพื้นที่
“พี่ทำงานขันน็อตมา 27 ปี ถ้าไม่มีทักษะอื่นๆ ตำแหน่งนี้ก็ไม่ค่อยถูกโปรโมทเท่าไร” เสียงสะท้อนจากเพียงขวัญ สาวโรงงาน ตำแหน่งพนักงานปฏิบัติการฝ่ายผลิต ทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ หยุดเสาร์อาทิตย์ ยกเว้นมีโอที เพียงขวัญทำงานตำแหน่งเดิมมาเกือบ 30 ปี
สิ่งที่เพียงขวัญเผชิญ คือสิ่งเดียวกับกับดักแรงงานไร้ทักษะที่ปริญญากล่าวไปข้างต้น ดังนั้นมุมมองของปริญญาต่อปัญหาค่าแรงขั้นต่ำจึงไม่ใช่แค่การเรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ แต่คือการยกระดับจากแรงงานไร้ทักษะไปเป็นแรงงานมีทักษะ เพื่อให้ได้ค่าจ้างตามศักยภาพและฝีมือจริง
“เป้าหมายคือทำให้แรงงานหลุดพ้นจากการเป็นแรงงานไร้ทักษะ ได้ค่าจ้างที่เป็นธรรมตามศักยภาพ ไม่ถูกกดไว้แค่ค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ต้องเอาชีวิตไปแลกกับโอทีอย่างเดียว และนายจ้างก็ไม่ต้องแบกรับทั้งหมดเพราะค่าจ้างจะสัมพันธ์กับทักษะโดยตรง”
ปริญญาอธิบายเพิ่มเติมว่าการพัฒนาทักษะจนได้ใบรับรองความเชี่ยวชาญ หรือใบรับรองตรงกับตำแหน่งงาน จะได้เพิ่มอีกหนึ่ง 100 บาท เป็นค่าแรงต่อวันรวมอยู่ที่ 457 บาท นอกเหนือจากค่าแรง ยังจะได้ความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น และเป็นประตูในการเติบโตของสายงาน

รายงานของ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่าในหลายประเทศแรงงานที่จัดอยู่ในงานมีทักษะสูงมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าแรงงานไร้ทักษะ และแรงงานไร้ทักษะเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงในการจ้างงานมากกว่า
“ถ้ามีทักษะ เช่น ขับรถโฟล์คลิฟต์ หรือเป็นช่างเชื่อม และมีใบรับรอง บริษัทจะโปรโมตเป็นพนักงานประจำเมื่อมีตำแหน่งว่าง เช่นอย่างเดือนที่แล้วรับคนขับรถหกล้อที่มีใบเซอร์ พอผ่านทดลองงานสามเดือนก็จะบรรจุ ขณะที่บางคนทำมาจะ 20 ปียังไม่ได้บรรจุ”
แต่การที่แรงงานไร้ทักษะจะขยับไปสู่แรงงานมีทักษะก็เป็นช่องว่างหนึ่งที่หลายคนเข้าไปไม่ถึง ปริญญาล่าว่าชีวิตหนุ่มสาวโรงงานต้องอาศัยโอทีเป็นส่วนเสริมของรายได้ แต่สิ่งนี้ก็กินเวลาชีวิตมากขึ้น บางคนอาจจะต้องทำงานมากกว่า 12 ชั่วโมง เพื่อให้ได้รายได้ต่อเดือนมากกว่า 11,000 บาทตามเงินได้ค่าแรงขั้นต่ำที่ตกวันละ 375 บาท
“มันคือวงจรวนลูปสามอย่าง หนึ่ง ไม่มีเวลาเรียนรู้หรือพัฒนาทักษะ สอง ไม่มีเวลาดูแลครอบครัว และสาม ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง”
การมีที่พนักงานคนหนึ่งจะมีทักษะเพิ่มขึ้นได้นั้น ถ้าทางผู้ประกอบการไม่จัดการอบรมให้ ก็ต้องไปติดต่อหรือดูการประชาสัมพันธ์จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในพื้นที่ของตัวเอง
“ปัญหาคือบางคนต้องหยุดงานไปอบรม หรือบางพื้นที่มีการระบุจัดงานติดต่อกัน 4 วันถึงจะได้ใบเซอร์ และน้อยมากที่จะจัดเสาร์อาทิตย์เพราะว่าหน่วยงานก็ต้องมีการเปิดปิดตามเวลาราชการ แต่สำหรับพนักงานโรงงานไม่ได้มีทุนพอที่จะตามไปอบรมได้ขนาดนั้น เพราะการที่หยุดไปเท่ากับการที่ขาดรายได้”
นอกจากการขาดรายได้ การขาดงานแค่วันเดียวก็อาจจะส่งผลถึงการพิจารณาเบี้ยเลี้ยงพิเศษ เกรดโบนัส และปัญหาอีกอย่างคือหลักสูตรการพัฒนาฝีมือแรงงานบางหัวข้อไม่สามารถมาใช้ได้จริงในสายงานการผลิต

ที่เยอรมนี มีระบบฝึกงานแบบคู่ (dual VET) ในเยอรมนีที่รวมการเรียนในสถานประกอบการและการศึกษาในโรงเรียนอาชีวะ เป็นรูปแบบที่ได้รับการยอมรับระดับโลกว่าช่วยพัฒนาทักษะแรงงานได้ตรงกับความต้องการตลาดแรงงานจริง
“บางโรงงาน ถึงแม้ว่าจะมีใบเซอร์เขาก็ไม่จ่ายให้นะ ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะการทำงานที่แยกกันของกระทรวงแรงงาน ทั้งกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ทำหน้าที่พัฒนาทักษะ และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีหน้าที่บังคับให้นายจ้างจ่ายค่าแรงตามมาตรฐาน จริงๆ ทั้งคู่ควรทำเอ็มโอยูร่วมกันว่า ถ้าแรงงานมีใบรับรองฝีมือ ควรได้ค่าแรงตามระดับนั้น แล้วกลายเป็นข้อบังคับของโรงงานไปด้วยเลย”
รายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ชี้ว่า หากระบบพัฒนาทักษะไม่เชื่อมโยงกับกลไกการกำหนดค่าจ้าง แรงงานจะขาดแรงจูงใจในการพัฒนาฝีมือ และนายจ้างสามารถเลือกปฏิบัติในการจ่ายค่าจ้างได้ ซึ่งทำให้การลงทุนด้านทักษะไม่ก่อผลในระยะยาว
นั่นจึงเป็นเหตุผลจริงๆ ที่สหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี ออกมาเรียกร้องเงินโบนัสกับผู้ประกอบการที่จะจ่ายให้พนักงานในปีที่ผ่านมา เพราะหนุ่มสาวโรงงานไม่ได้อยากทำงานที่มีรายได้น้อยไปตลอดชีวิต และปัญหานี้ก็ไม่ได้เกิดจากแรงงานขาดความพยายามในการพัฒนาตัวเองอย่างที่หลายคนเข้าใจ
