SOMETHING IN EVERYTHING ชุดภาพที่ใช้ ‘น้ำทิ้งของโรงงาน’ มา ‘ซุปฟิล์ม’ เพื่อขยายความปนเปื้อนรอบๆ ‘มาบตาพุด’ เพื่อตั้งคำถามถึงชีวิต สิ่งแวดล้อม และการเติบโตของเขตอุตสาหกรรม

285 กิโลเมตร คือความยาวของแม่น้ำกก ที่ลากยาวจากเมืองท่าขี้เหล็กในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา จนมาบรรจบที่แม่น้ำโขงอำเภอเชียงแสน

แม่น้ำสายนี้กำลังเผชิญภาวะวิกฤตจากสารปนเปื้อน แต่ข่าวแม่น้ำกกกำลังหายไปเพราะความเร่งด่วนด้านความมั่นคงของอีกฟากหนึ่งของประเทศที่กำลังร้อนระอุ และมาพร้อมกับเสียงระเบิด 

ถ้านับตามจริง ความร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับทั้งสองสถานการณ์ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แม้ว่าสงครามไทย-กัมพูชาจะต้องแลกชีวิตด้วยชีวิตของคนทั้งสองประเทศ แต่สารปนเปื้อนในแม่น้ำกกก็ต้องแลกชีวิตระยะยาวของผู้คนที่ใช้ชีวิตไปพร้อมกับสายน้ำที่ไกลถึง 285 กม. ไม่ต่างกัน 

ถ้าสถานการณ์ด้านความมั่นคงด้านเขตแดนคลี่คลาย ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าข่าวแม่น้ำกกจะถูกให้ความสนใจมากขึ้น เพราะการปนเปื้อนของแม่น้ำกกเกิดขึ้นก่อนสงครามไทย-กัมพูชาหลายเดือน และมีผลสำรวจแว่วๆ ถึงการปนเปื้อนมาตั้งแต่ปี 2566 

“จริงๆ ถ้ามีโอกาสผมอยากเข้าไปทำงานที่นั่นนะ มันมีความน่าสนใจไม่ต่างจากมาบตาพุดเลย”

เปา สุกฤษฎิ์ ปัจจันตดุสิต หรือ SiiXTY-4 ชื่อที่เขามักใช้เรียกแทนตัวเองในฐานะศิลปินคนหนึ่ง แสดงความคิดเห็นต่อความน่ากังวลของสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น เพราะเปารู้ดีว่าความปนเปื้อนคงอยู่ได้นาน และทำให้หลายๆ อย่างดับสูญไปในเส้นเวลาเดียวกันจากการทำ Side Project ของตัวเองภายใต้นิทรรศกลุ่ม “People who ดู Art and DO everything” ของ DO.INTEREST ที่ชวน 18 ศิลปินมาถ่ายทอดความเป็นระยองผ่านศิลปะ

“ผมเล็งพื้นที่มาบตาพุด เพราะว่าพ่อเคยทำงานที่นั่นก่อนผมเกิดอีก แล้วอีกอย่าง จริงๆ ถ้านึกถึงพื้นที่ระยองเราจะนึกถึงทะเลใช่ไหม ก็เลยมาเลือกลงพื้นที่นี้เพราะอยากรู้ว่าเป็นยังไง สรุปคือเจอทะเลจริงๆ แต่เป็นวิวทะเลที่มีปล่องควัน มีอาคารใหญ่ๆ ตั้งอยู่แทนผืนน้ำกว้างๆ”

ทะเลที่เปาอยากเจอกลับกลายเป็นภาพเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในหนังประเภท Sci-fi, Futuristic  

มาบตาพุบนิคมอุตสาหกรรมปิโตเคมีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ตั้งอยู่ในจังหวัดระยองด้วยพื้นที่กว่า 8,558 ไร่ เปาไปหาข้อมูลเพิ่มเติมว่า พื้นที่นิคมมาบตาพุดกำลังจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต 1,000 ไร่ ที่หาดหนองแฟบจนถึงหาดน้ำรินและกินพื้นที่ส่วนหนึ่งของหาดพยูนเพื่อต่อขยายให้เป็นสะพานท่าเรือน้ำลึก 

“ผมไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาบตาพุด จะเห็นว่ามีข่าวโรงงานไฟไหม้ ผู้คนรอบๆ ต้องอพยพนานหลายเดือน เพราะมีสารเคมีตกค้าง ได้ไปคุยกับคนหาปลาในหมู่บ้านรอบๆ นั้น ไปได้ดูเศษซากกากสารพิษกองเท่าภูเขาที่ถ้าโดนน้ำมันจะระเบิดแล้วก็คิดว่าทำไมสิ่งนี้มันถึงคงอยู่ต่อไป”

เปาเข้าใจดีกว่าการเกิดขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรมมันคือส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในรูปแบบสังคมขนาดใหญ่ที่มีความต้องการการบริโภคสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและในขณะเดียวกันความต้องการขั้นพื้นฐานก็ทำให้พื้นที่อุตสาหกรรมขยายตัวออกไปมากขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ต้องแลกมากับสภาพแวดล้อมรอบพื้นที่อุตสาหกรรมเกิดที่ปนเปื้อนด้วยความตั้งใจ และอุบัติเหตุ

จากการลงพื้นที่ และหาข้อมูลเพิ่มเติม เปาสร้างผลงานของตัวเองในภาพชุด SOMETHING IN EVERYTHING ขึ้นมา 

“จริงๆ ผมตั้งใจให้งานนี้เป็นผลงานเชิงทดลองและสำรวจพื้นที่มาบตาพุดไปในตัว เพราะผมเก็บน้ำเสียจากท่อน้ำทิ้งของโรงงานมาทดลองใช้ซุปฟิล์ม เพราะอยากรู้ว่าสารเคมีในน้ำจะทำปฏิกริยายังไงกับฟิล์ม รูปจะออกมาเป็นแบบไหน”

ซุปฟิล์ม (Film Soup) คือเทคนิคทดลองที่ใช้การนำฟิล์มม้วนหนึ่งมาผสมกับความร้อน ของเหลว และสารเคมีและส่วนผสมอื่นๆ เพื่อปรับแต่งภาพ ข้อผิดพลาดจากการทดลองของเปา ทำให้ภาพฟิล์มส่วนใหญ่เลือนหายไปเหลือไว้เพียงแค่ภาพรางๆ  3 รูป และบางส่วนที่หลงเหลือแค่เพียงเศษเสี้ยวของสถานที่ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นที่เดียวกันกับภาพถ่ายสำรองที่ถ่ายไว้ด้วยกล้องดิจิตอล และเมื่อนำมาประกอบรวมกันก็ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างในภาพถ่ายมันปนเปื้อนบางสิ่งบางอย่าง

“ภาพชุดนี้ ส่วนตัวแล้วเรารู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างที่ปรากฏในภาพมันดูเหนือจริงและน่าสงสัย แต่ในความเหนือจริงมันกลับเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในจังหวัดระยองแต่กลับถูกทำให้หายไป”

“เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าภาพถ่ายชุดนี้จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไหม แต่ก็คงจะดีที่มีใครสักคนถามคำถามถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาพนี้ แค่เริ่มตั้งคำถามถึงสิ่งที่ผิดแปลกไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น เราว่าแค่นั้นก็ดีมากๆ แล้ว” เปากล่าวทิ้งท้าย 

ภาพเซ็ต 1 The Original Film

ซุปฟิล์ม (Film Soup) คือเทคนิคทดลองที่ใช้การนำฟิล์มม้วนหนึ่งมาผสมกับความร้อน ของเหลว และสารเคมีและส่วนผสมอื่นๆ เพื่อปรับแต่งภาพ เปานำภาพฟิล์มมาแช่ในน้ำจากท่อน้ำทิ้งของโรงงานลงทะเล บริเวณหาดหนองแฟบ ซึ่งข้างๆ กันมีกลุ่ม ‘วิสาหกิจชุมชนประมงเรือเล็กหาดหนองแฟบ’ เป็นกลุ่มประมงเรือเล็กที่หากินและเลี้ยงปากท้องจากการจับปลาบริเวณน้ำตื้นที่หาดหนองแฟบ มาเป็นเวลานานก่อนจะมีโรงงานเข้ามาตั้งอยู่ข้างๆ กัน 

เปาได้พูดคุยกับชาวประมง เขาได้รับข้อมูลว่า ในอนาคตกลุ่มประมงเรือเล็กอาจจะหายไปเนื่องจากการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมปิโตเคมีที่ได้มีโครงการก่อสร้างท่าเรือส่วนต่อเติมด้วยขนาดพื้นที่กว่า 1,000 ตร.ม. 

ทั้ง 3 ภาพคือ ภาพที่ถ่ายจาก ท่าเรือ IRPC เป็นสะพานท่อขนส่งน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ ที่ถูกส่งมาจากเรือขนส่งน้ำมันดิบ ส่งตรงเข้าไปภายในโรงงานปิโตเคมี , สถานีไฟฟ้าแรงสูง และลานแปรงกระแสไฟฟ้า ที่อำเภอปลวกแดง

ภาพเซ็ต 2 The Experimental

ภาพปล่องควันขนาดใหญ่กลางทะเล ถ่ายจากหาดหนองแฟบ ภาพที่คาดว่าน่าจะเป็นโรงกลั้นแก๊ซจากน้ำมันดิบ เพื่อส่งแก๊ซธรรมชาติเข้าสู่โรงงานบนฝั่ง และภาพเสาไฟฟ้าแรงสูงกลางทะเล คาดว่าน่าจะเป็นเสาไฟฟ้าของเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุตเพื่อใช้ส่งกระแสไฟฟ้าแรงสูงหล่อเลี้ยงโรงงานต่างๆ ของเขตอุตสาหกรรม รวมถึงสถานที่อื่นๆ ในอำเภอปลวกแดง 

เปาสร้างผลงานของตัวเองในภาพชุด SOMETHING IN EVERYTHING ขึ้นมา 

“จริงๆ ผมตั้งใจให้งานนี้เป็นผลงานเชิงทดลองและสำรวจพื้นที่มาบตาพุดไปในตัว เพราะผมเก็บน้ำเสียจากท่อน้ำทิ้งของโรงงานมาทดลองใช้ซุปฟิล์ม เพราะอยากรู้ว่าสารเคมีในน้ำจะทำปฏิกริยายังไงกับฟิล์ม รูปจะออกมาเป็นแบบไหน”

ซุปฟิล์ม (Film Soup) คือเทคนิคทดลองที่ใช้การนำฟิล์มม้วนหนึ่งมาผสมกับความร้อน ของเหลว และสารเคมีและส่วนผสมอื่นๆ เพื่อปรับแต่งภาพ ข้อผิดพลาดจากการทดลองของเปา ทำให้ภาพฟิล์มส่วนใหญ่เลือนหายไปเหลือไว้เพียงแค่ภาพรางๆ  3 รูป และบางส่วนที่หลงเหลือแค่เพียงเศษเสี้ยวของสถานที่ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นที่เดียวกันกับภาพถ่ายสำรองที่ถ่ายไว้ด้วยกล้องดิจิตอล และเมื่อนำมาประกอบรวมกันก็ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างในภาพถ่ายมันปนเปื้อนบางสิ่งบางอย่าง

ภาพเซ็ต 3 The Evidence

ภาพเหล่านี้คือ สารเคมีไม่ทราบชนิดที่ถูกนำมาพักรอการกำจัด ภาพถังน้ำสารเคมีบางอย่างที่ถูกทิ้งไว้ในบ่อบำบัดน้ำเสียด้านหน้าทางเข้าของโรงงานแห่งหนึ่ง ภาพร่องรอยที่เกิดจากไฟไหม้ครั้งใหญ่เและดินที่เป็นสีดำเพราะถูกนำมากลบฝังสารเคมีบางอย่าง

“เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าภาพถ่ายชุดนี้จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไหม แต่ก็คงจะดีที่มีใครสักคนถามคำถามถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาพนี้ แค่เริ่มตั้งคำถามถึงสิ่งที่ผิดแปลกไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น เราว่าแค่นั้นก็ดีมากๆ แล้ว” เปากล่าว

เปาบอกว่าภาพชุดนี้ ไม่ใช่แค่ผลงาน แค่ตั้งใจให้งานนี้เป็นผลงานเชิงทดลองและสำรวจพื้นที่มาบตาพุดไปในตัว  

“ผมไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาบตาพุด จะเห็นว่ามีข่าวโรงงานไฟไหม้ ผู้คนรอบๆ ต้องอพยพนานหลายเดือน เพราะมีสารเคมีตกค้าง ได้ไปคุยกับคนหาปลาในหมู่บ้านรอบๆ นั้น ไปได้ดูเศษซากกากสารพิษกองเท่าภูเขาที่ถ้าโดนน้ำมันจะระเบิดแล้วก็คิดว่าทำไมสิ่งนี้มันถึงคงอยู่ต่อไป”

เปาเข้าใจดีกว่าการเกิดขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรมมันคือส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในรูปแบบสังคมขนาดใหญ่ที่มีความต้องการการบริโภคสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและในขณะเดียวกันความต้องการขั้นพื้นฐานก็ทำให้พื้นที่อุตสาหกรรมขยายตัวออกไปมากขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ต้องแลกมากับสภาพแวดล้อมรอบพื้นที่อุตสาหกรรมเกิดที่ปนเปื้อนด้วยความตั้งใจ และอุบัติเหตุ